หน้าแรก การเมือง บุกค้น &#8216...

บุกค้น ‘มังกรฟ้า-กองสลากพลัส’ พบสลากถึง 6.7 ล้านใบ จ่อขยายผล-ตัดโควต้าทันที

28.03.22 | 17:25 น.

คณะ กก.แก้หวยแพงเผยความคืบหน้า ได้ตรวจสอบ ‘มังกรฟ้า-กองสลากพลัส’ พบสลากในระบบกว่า 6.7 ล้านใบ ขยายผลหาเจ้าของ หากพบเกี่ยวข้องตัดโควต้าทันที

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานในการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการเสนอขายหรือขายสลากกินแบ่งรัฐบาลในราคาเกินกว่าที่กำหนดในสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยหลังการประชุมเพื่อรับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการ 3 คณะ ว่าในส่วนแรก คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการเสนอขายหรือขายสลากเกินราคาฯ ที่มี นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ ได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการในการขับเคลื่อนการปฏิบัติงาน ล่าสุด ได้เข้าตรวจค้นที่บริษัท มังกรฟ้า ล็อตเตอรี่ จำกัด และเครือข่าย พบสลากกินแบ่งรัฐบาลมากกว่า 2 ล้านฉบับ นำมาเสนอขายในเว็บไซต์ และแอพพลิเคชั่นของมังกรฟ้า ในราคาเริ่มต้นฉบับละ 105 บาท ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

นายอนุชากล่าวว่า ในส่วนของชุดเฉพาะกิจตรวจสอบผู้ค้าสลากฯ ที่มี พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร.เป็นหัวหน้าชุดนั้น ได้มีการลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบการเบิกจ่ายสลากของผู้ซื้อ-จองล่วงหน้าฯ ที่ที่ทำการไปรษณีย์ 95 แห่งทั่วทุกภูมิภาค รวมถึงตรวจสอบการจำหน่ายสลากของผู้จำหน่ายตามแผงจำหน่ายทั่วประเทศ พร้อมทั้งดำเนินการสืบสวน ตรวจสอบเป้าหมายผู้ค้าคนกลางที่มีพฤติกรรมในการเสนอขายหรือขายสลากกินแบ่งรัฐบาลในราคาเกินกว่าที่กำหนด

นายอนุชากล่าวว่า รวมทั้งชุดเฉพาะกิจตรวจสอบได้ลงพื้นที่ปฏิบัติการตรวจค้นตามหมายค้นของศาลอาญา ณ ที่ทำการบริษัท ลอตเตอรี่ออนไลน์ จำกัด หรือผู้ประกอบกิจการแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์ของกองสลากพลัส ซึ่งเชื่อว่าดำเนินการนำสลากกินแบ่งรัฐบาลมาสแกนเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และมีการเปิดรับตัวแทนผู้ค้ารายย่อย ทั้งผู้ที่มีโควต้าสลากอยู่แล้ว นำสลากมาสแกนเข้าระบบไม่ใช่การจำหน่ายแบบปลีกโดยตรงให้กับประชาชน มีการปิดบังบาร์โค้ดของสลาก ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นสลากจริงหรือไม่ โดยเสนอขายเริ่มต้นที่ใบละ 95 บาท ซึ่งไม่ตรงกับเงื่อนไขที่กำหนด พบจำนวนสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวนกว่า 4.7 ล้านฉบับ

“ทั้งนี้ สำนักงานสลากฯจะทำการขยายผลในการตรวจสอบสลากจากมังกรฟ้า มากกว่า 2 ล้านใบ และสลากจากกองสลากพลัส 4.7 ล้านใบ รวมเป็น 6.7 ล้านใบ ว่าเป็นสลากของตัวแทนจำหน่าย หรือผู้ซื้อ-จองล่วงหน้ารายใด เพื่อนำไปสู่การยกเลิกสัญญาตัวแทนจำหน่ายและยกเลิกการลงทะเบียนกรณีซื้อจองล่วงหน้าต่อไป” นายอนุชากล่าว

นายอนุชากล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าการทำงานของคณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางและมาตรการในการแก้ไขปัญหาการเสนอขายหรือขายสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งมีนายชาญกฤช เดชวิทักษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ  ได้มีการศึกษาข้อมูล โครงสร้างราคาและรูปแบบโดยรวมของธุรกิจสลากเพื่อนำไปสู่การศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องว่าจะต้องมีการปรับปรุงเพิ่มเติม ได้แก่ มาตรการทางแพ่ง ด้วยการปรับแก้สัญญาเพื่อให้มีสภาพบังคับทางแพ่ง รวมถึงให้สามารถควบคุมไปจนถึงปลายทาง ตลอดจนคนที่ไม่ได้เป็นคู่สัญญากับสำนักงาน

Advertisement

นายอนุชากล่าวว่า รวมถึงมาตรการทางอาญา ซึ่งในขณะนี้มีโทษทางอาญาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 และที่แก้ไขเพิ่มเติม แต่ควรมีการพิจารณาทบทวนว่าโทษทางอาญาที่ฐานความผิดที่มีอยู่เพียงพอที่จะควบคุมได้หรือไม่ รวมถึงการพิจารณาโทษสำหรับผู้ที่กระทำผิดซ้ำซากด้วย และมาตรการทางกฎหมายอื่นๆ ได้แก่ กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร และกฎหมายเกี่ยวกับการฟอกเงิน ซึ่งจะนำไปสู่ข้อเสนอในการปรับปรุงสัญญา หรือการออกใบอนุญาตตามประเภทผู้จำหน่ายสลากต่อไป

ด้าน นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฯ กล่าวว่า เชื่อว่ามาตรการต่างๆ ทั้ง 3 รูปแบบ ตามโรดแมปของสำนักงานสลากฯไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงการสลาก 80 โครงการซื้อ-จองล่วงหน้าสลากกินแบ่งรัฐบาล และโครงการจำหน่ายสลากผ่านแพลตฟอร์มโดยสำนักงานสลากฯนั้น จะสามารถขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการจะติดตามทั้ง 3 แนวทางอย่างใกล้ชิด

นายเสกสกลกล่าวว่า และจากนี้ไปจะมีการลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบและจัดทำสำมะโนประชากรคนขายสลากเพื่อเป็นการคัดกรองผู้ที่ขายจริง ตัดสิทธิตัวแทนจำหน่ายที่นำสลากไปขายส่ง และควบคุมตัวแทนจำหน่ายที่อยู่ในระบบของสำนักงาน ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่สำนักงานกำหนด ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่สำรวจผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล จำนวน 2,480 ราย ตั้งแต่วันที่ 13-27 มีนาคม 2565 พบว่า เป็นตัวแทนจำหน่าย 18% ผู้ซื้อ-จองล่วงหน้า 31% และเป็นผู้ค้านอกระบบ 51%