มุมมองศึกชิงผู้ว่าฯกทม. ปลุกนิวโหวตเตอร์เข้าคูหา
หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการถึงการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หลังไม่มีการเลือกตั้งมา 9 ปี ซึ่งเริ่มรับสมัครเมื่อวันที่ 31 มีนาคมถึง 4 เมษายน โดยมีผู้สนใจสมัครรับเลือกตั้งจำนวนมาก ก่อนจะมีการลงคะแนนเลือกตั้งในวันที่ 22 พฤษภาคม

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
อาจารย์วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปัจจัยที่จะเป็นตัวตัดสินในการเลือกตั้งผู้ว่าฯในครั้งนี้ คิดว่าเรื่องเบอร์มีผลในเรื่องของความคุ้นชิน แต่ไม่ได้เป็นตัวชี้ขาดขนาดนั้น ส่วนที่น่าจะสำคัญคือ ใครจะสามารถสืบสานนโยบายที่เข้าถึงความเจ็บปวดของประชาชนได้ เช่น การรักษาพยาบาล การเดินทาง หรือแม้กระทั่งระบบการศึกษาซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่เกาะกินเป็นสนิมในกรุงเทพฯ
กรุงเทพฯไม่ได้มีแค่ชนชั้นกลาง กรุงเทพฯมีคนที่เดือดร้อนตกทุกข์ได้ยาก ต้องต่อคิวโรงพยาบาล โหนรถเมล์ หรืออยู่ในระบบการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม คนที่สามารถสื่อสารถึงความเจ็บปวดถึงตรงนี้ได้ ผมคิดว่าสิ่งนี้คือจุดเปลี่ยนในโค้งสุดท้าย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับความสมถะ แต่คือความจริงจังว่าคุณพยายามที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้แค่ไหน เป็นเรื่องที่คุณอินกับมันแค่ไหน เรื่องการลำดับความสำคัญของคุณมากน้อยแค่ไหน จึงจะนำไปสู่จุดเปลี่ยนที่จะได้สะวิงโหวตจากผู้คนธรรมดาที่ไม่ได้สนใจการเมืองมาก ไม่ได้เป็นแฟนคลับของพรรคไหน
สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ หลังห่างหายไปนาน คิดว่ามีผลแน่นอน คือจะเกิดความตื่นตัวที่ เป็นสิ่งที่มีความหมายที่เขาจะส่งเสียง มันจะไม่เหมือนการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.แบบที่ผ่านมา
แต่ในขณะเดียวกันกรุงเทพฯก็มีเซนส์ของการเป็นอนุรักษนิยมไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นกลุ่มนี้ก็น่าคิดว่าเขาอยากส่งเสียงของตัวเองเหมือนกัน เพราะฉะนั้นในประวัติการแข่งกับกลุ่มคนก้าวหน้าด้วยกัน ในอีกด้านหนึ่งก็ไม่สามารถมองข้ามได้ว่ากลุ่มอนุรักษนิยมที่รู้สึกว่าอยากที่จะส่งเสียงไม่ต้องการอะไรที่มากกว่านี้ ต้องการอนุรักษ์สิ่งที่เคยมีมาทั้งหมดที่มี ซึ่งยังเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญอยู่เช่นเดียวกัน อย่างกรุงเทพฯก็ยังมีความอนุรักษนิยมอยู่สูงทีเดียว เพราะท็อป 1% อยู่ในเมืองนี้ คนที่มีความหวังระบบเศรษฐกิจในเมืองนี้ เป็นเมืองที่รวมอะไรหลายอย่างไว้ด้วยกัน
ถามว่าในส่วนของผู้สมัครในนามอิสระ หรือสังกัดพรรคการเมืองจะมีข้อได้เปรียบเสียเปรียบอย่างไร ผมคิดว่าเอาเข้าจริงเทรนด์ที่เกิดขึ้นคนไม่ได้อิสระขนาดนั้น คือเราจะเห็นว่าไม่ใช่แค่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เท่านั้น แต่ยังมีนางรสนา โตสิตระกูล ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. หรือ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง อดีตผู้ว่าฯกทม.ที่ประกาศลงในนามอิสระ อย่างไรก็ตาม ทุกคนรู้ว่าผู้สมัครทุกคนแสดงออกถึงอุดมการณ์แบบใด เพราะฉะนั้นมันอาจทำให้ง่ายต่อการสื่อสาร ซึ่งผู้สมัครแต่ละคนเขาก็อาจจะเลือกเองว่าเขาอยากสื่อสารแบบนี้ แต่ถ้าเรามองในภาคของการปฏิบัติ ทุกคนก็เป็นตัวแทนของอุดมการณ์ทางการเมืองแบบใดแบบหนึ่ง แต่การเป็นอิสระ หรือสังกัดพรรคอาจมีความสัมพันธ์กับการสื่อสารทางการเมืองที่ทำได้สะดวก อย่างเช่น การเลือกสีการเลือกอะไรต่างๆ ทำให้ตรงกับตัวแคมเปญของเขามากกว่า แต่นั่นเป็นเรื่องทางเทคนิคในระดับปลีกย่อย
อย่างไรก็ตาม ผมบอกไม่ได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะนำไปสู่การยุบสภาหรือการยื้อต่อ แต่ว่าแน่นอนผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นภาพใหญ่เหมือนการเลือกตั้งซ่อมในกรุงเทพฯที่ผ่านมา ที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความนิยมของรัฐบาลอะไรหลายอย่าง และการเปลี่ยนภูมิทัศน์ซึ่งน่าสนใจว่า ถ้าเกิดผู้สมัครจากประชาธิปัตย์ที่เคยได้รับคะแนนเสียงส่วนสำคัญในกรุงเทพฯมันลดน้อยถอยลง กว่าสมัยตอนการเลือกตั้งใหญ่ปี 2562 ตอนนี้ก็น่าสนใจในภูมิทัศน์ของการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องระบบการเลือกตั้งต่างๆ ที่จะเกิดไปในอนาคตว่ากลุ่มฝั่งที่อยู่คนละด้านกับรัฐบาลนี้ ก็อาจมีความนิยมมากขึ้น อาจทำให้มีการนำเสนอนโยบายต่างๆ และมีการแข่งขันเชิงนโยบายมากขึ้น ซึ่งผมคิดว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่ทำให้ภาคประชาชนสามารถมีส่วนร่วมที่จะกรอบแนวทางนโยบายที่เราอยากได้จริงๆ ในช่วงที่มีการแข่งขันที่สูงขึ้น
สำหรับประเด็นนิวโหวตเตอร์ คือ คนที่ไม่เคยเลือกตั้งมาก่อน แน่นอนที่สุดว่าคงจะไม่เทคะแนนให้พรรคการเมือง หรือผู้สมัครที่เกี่ยวข้องกับอนุรักษนิยม ไม่ว่าจะเกี่ยวพันกับอดีตผู้ว่าฯ หรือพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลอยู่ เพราะฉะนั้นคิดว่ามี 2 ตัวเลือก คือ นายชัชชาติสิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลงสมัครในนามพรรคก้าวไกล ซึ่งน่าสนใจว่ากรณีของนายชัชชาตินี้ ถ้าย้อนกลับไปนิวโหวตเตอร์จะไม่คุ้นเคยกับภาพสมัยที่นายชัชชาติเป็นรัฐมนตรีอยู่และอาจจะมีภาพที่คุ้นกับนายวิโรจน์มากกว่า แต่นายวิโรจน์ด้านหนึ่งภาพก็จะคุ้นกับการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยแรก มันจะเป็นการก่ำกึ่งว่าการเลือกผู้ว่าฯกทม.เป็น 2 อย่างพร้อมกัน กล่าวคือจำเป็นต้องอาศัยความสามารถในการบริหารจัดการเรื่องเร่งด่วน
ขณะเดียวกันคนรุ่นใหม่ก็ยังต้องการตัวแทนที่สามารถยืนยันความเชื่อของพวกเขาในเชิงสัญลักษณ์ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่วัดกันที่การบริหารปัญหาเฉพาะหน้า ก็มีแนวโน้มเยอะเหมือนกันที่กลุ่มคนรุ่นใหม่จะเอนเอียงไปทางนายวิโรจน์มากกว่า ทั้งนี้ ก็ยังมีเวลาที่นายวิโรจน์จะแสดงถึงทักษะการบริหารและการเข้าใจถึงชีวิตของผู้คนที่อยู่ในชีวิตประจำวันในกรุงเทพมหานคร
ขณะเดียวกันนายชัชชาติเองต้องแสดงให้เห็นว่าสามารถยืนยันความเชื่อเรื่องความเสมอภาคและประชาธิปไตยแบบที่คนรุ่นใหม่ปรารถนาด้วยเช่นกัน
————-

รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
คิดว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งนี้มีความสัมพันธ์กับการสนับสนุนและการเอาหรือไม่เอารัฐประหาร เพราะถ้าพิจารณาการเลือกตั้งซ่อมเขต 9 ที่ผ่านมาไม่นานนี้ ก็เป็นตัวที่ชี้ให้เห็นว่าพรรคการเมือง หรือผู้สมัครที่อยู่ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลของคณะรัฐประหารนั้นพ่ายแพ้อย่างยับเยิน
นอกเหนือจากปัจจัยตัวบุคคลแล้ว จะเป็นภาพสะท้อนว่าคนกรุงเทพฯใช้การเลือกตั้งเป็นการสะท้อนทัศนคติว่าไม่เอารัฐประหารอีกแล้ว
การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ในอีก 2 เดือนข้างหน้า จะเป็นตัวชี้ชัดว่ากลุ่มผู้สมัครที่สัมพันธ์กับ กปปส. การชัตดาวน์ประเทศ การรัฐประหารนั้น จะได้รับคะแนนเสียงน้อยมากจากคนกรุงเทพฯ
ในแง่ของการลงสมัครในนามของพรรคการเมือง ข้อได้เปรียบคือ พรรคการเมืองเก่าแก่และมีพื้นที่ทางการเมืองอยู่ในกรุงเทพฯมาก่อน น่าจะได้เปรียบจากกลไกของทีมงานท้องถิ่นที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯ
แต่ถ้าพิจารณาจากพรรคการเมือง ที่ได้คะแนนส.ส.จากการเลือกตั้งปี 2562 กลายเป็นว่าพรรคการเมืองที่ได้รับชัยชนะแบ่งออกเป็น 3 พรรคใหญ่ คือพรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ และพรรคอนาคตใหม่
ในขณะที่พรรคที่ครองกรุงเทพฯมาตลอด คือ ประชาธิปัตย์ ถ้ามองในแง่นี้คือ พรรคประชาธิปัตย์ผู้สมัครเป็นผู้ว่าฯกทม. อาจจะยังได้คะแนนจากผู้ภักดีต่อพรรค ซึ่งยังคงมีอยู่ระดับหนึ่ง แต่ถ้ามองจาก ผู้ที่ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งปี 2562 มันน่าตกใจที่ว่าทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคพลังประชารัฐต่างไม่ได้ส่งผู้สมัครโดยตรง เท่ากับว่า 2 พรรคนี้ประเมินถึงสภาพการณ์ที่ค่อนข้างอาจจะมีปัญหาจากการได้คะแนนเสียงที่คนกรุงเทพฯจะให้ต่อการเลือกตั้งผู้ว่าฯ
ดังนั้นเราจึงเห็นว่าโดยนัยยะแล้วผู้สมัครอิสระ หรือผู้สมัครกลุ่มการเมืองเป็นผู้สมัครที่มีความอิงแอบระหว่าง 2 พรรคนี้อย่างแน่ชัดว่า สาเหตุที่ไม่สมัครในนามของพรรคก็เพื่อที่จะได้ฐานเสียงของคนที่มีลักษณะกลางๆ หรือไม่ปฏิเสธพรรคของตนเอง อย่างเช่น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อย่างน้อยก็จะได้เสียงจากคนที่เลือกพรรคเพื่อไทย
ส่วนตัวไม่คิดว่า พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง อดีตผู้ว่าฯกทม. หรือนายสกลธี ภัททิยกุล ว่าที่ผู้สมัครอิสระ จะได้เสียงจากกลุ่ม กปปส.หรือพรรคพลังประชารัฐ อาจเป็นได้ว่ากลุ่มที่สนับสนุนการชัตดาวน์และการรัฐประหารได้ค่อยๆ หันเหออกไปจากการสนับสนุนแบบปี 2556 หรือ 2557 ไปแล้ว เสียงคนกลุ่มนี้ที่เคยเลือกพลังประชารัฐ พิจารณาได้ว่าเป็นการเลือก ส.ส.บนฐานของตัวบุคคลมากกว่าเรื่องของพรรค
ดังนั้นคิดว่าเสียงของการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ก็มีคะแนนเสียงของกลุ่มคนที่ยังมีลังเลใจตรงนี้อยู่ที่มีการประเมินราว 30% ว่าจะไปอยู่ที่ใคร
แต่ในส่วนของนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลงสมัครในนามพรรคก้าวไกล คิดว่าการลงเลือกตั้งของนายวิโรจน์ หรือของก้าวไกลจะเป็นเหมือนการประเมินตรวจสอบฐานคะแนนเสียงของอนาคตใหม่ที่ถูกยุบพรรคไป 2 ปีแล้วเปลี่ยนมาเป็นก้าวไกล เสียงที่เคยเลือกอนาคตใหม่ในเขตกรุงเทพฯ จะเลือกนายวิโรจน์หรือไม่ ถ้ายังเลือกนายวิโรจน์ใกล้เคียงเท่ากับคะแนนเดิมก็มีความหมายว่าพรรคก้าวไกลที่มีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ไปต่อได้ในสนามกรุงเทพฯ และจะกลายเป็นฐานเสียงของ ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งหน้า เท่ากับว่ากรณีของนายวิโรจน์และพรรคก้าวไกลเป็นการตรวจสอบฐานคะแนนเสียงเดิมของตนเองว่าจะยังคงอยู่หรือไม่ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงชื่อพรรคและบทบาทของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าที่ถูกจำกัดสิทธิทางการเมืองไป การที่ขาดนายธนาธรอย่างตรงไปตรงมา รวมทั้งนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ยังทำให้พรรคก้าวไกลได้รับคะแนนเสียงหรือไม่
ส่วนเรื่องการสนับสนุนของพรรคการเมืองที่มีทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผย เรื่องนี้เป็นยุทธศาสตร์ของการที่จะครองใจ หรือเสียงของคนที่อาจจะไม่เอาพรรค แต่เอาตัวบุคคล ซึ่งตรงนี้จะมีของนายชัชชาติ กับพรรคเพื่อไทย ต่างฝ่ายต่างก็ประเมินกันอย่างถูกต้องเหมาะสมว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยสนับสนุนนายชัชชาติอย่างจริงจัง อาจทำให้เสียงของคนกลางๆ หายไปก็ได้ ผมคิดว่าเหมือนการอิงกัน ถ้ามองอย่างนี้พรรคเพื่อไทยมุ่งเน้นที่จะได้ ส.ก.เขต เพราะ ส.ก.เขตจะกลายเป็นฐานที่สำคัญต่อการเลือกตั้ง ส.ส.ที่กำลังจะมาถึงในปีข้างหน้า
ดังนั้นพรรคเพื่อไทยมองสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.เพื่อจะตั้งรัฐบาล ด้วยเหตุนี้การที่นายชัชชาติได้รับการสนับสนุน ซึ่งนายชัชชาติเป็นกลุ่มที่มีบทบาทในพรรคเพื่อไทยมาก่อนมันจึงไม่ขัดแย้งกัน
ถ้าหากนายชัชชาติได้เป็นผู้ว่าฯกทม. และมี ส.ก.ส่วนหนึ่งเป็นของพรรคเพื่อไทย มันกลับค้ำดุลกันด้วยสนามการเลือกตั้ง ส.ส.
ทั้งนี้ เรื่องที่การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ในครั้งนี้ อ้างอิงข้อมูลผลสำรวจของนิด้าโพลที่สำรวจเป็นรอบเดือนถึง 11 ครั้ง กรณีของนิด้าโพล คือ ในเดือนมีนาคม ชี้ว่านายชัชชาติยังเป็นผู้นำในการที่จะได้ชัยชนะ คืออยู่ในระดับที่ทิ้งห่างผู้สมัครคนอื่นๆ อยู่เยอะมาก
ในกรณีนี้ หากปัจจัย 2 เดือนข้างหน้าไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ แนวโน้มที่นายชัชชาติจะได้รับชัยชนะมีค่อนข้างสูงเลยทีเดียว
ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่เราลืมไปว่าการเมืองแบบท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง อบต. นายกเทศมนตรี ปัจจัยที่สำคัญมากของการได้ชัยชนะในการเลือกตั้งท้องถิ่น คือ การลงหาเสียงอย่างต่อเนื่องและยาวนานที่ไปยังประตูของชาวบ้าน ในการทำวิจัยพฤติกรรมเกี่ยวกับการเลือกตั้งชาวบ้านจะให้คะแนนกับผู้สมัครที่ลงหาเสียงอย่างต่อเนื่องและยาวนาน นี่เป็นปัจจัยที่ผู้สมัครคนอื่นไม่มีเลย เป็นปัจจัยที่นายชัชชาติตัดสินใจเมื่อ 2 ปีก่อนเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ที่ตัดสินใจจะลงสนามนี้และมุ่งมั่น การลงหาเสียงเดินเท้าอย่างต่อเนื่องของนายชัชชาติมันก่อให้เกิดการสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งระหว่างนายชัชชาติและคนในกรุงเทพฯ
อย่างไรก็ตาม เสียงของนิวโหวตเตอร์ที่เป็นเสียงของคนรุ่นใหม่ในช่วงอายุระหว่าง 18-27 ปี ผมคิดว่าผู้ที่มาใช้สิทธิเลือกตั้งจะมีอยู่ระหว่าง 64% ถึง 53% ถ้าสูงถึง 64% จะเท่ากับการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ปี 2556 ถ้าลงมาถึง 53% จะเป็นการใช้สิทธิน้อยมาก คนไม่ใช้สิทธิเยอะเหมือนปี 2562 มีผู้มาใช้สิทธิกว่า 72% ของกรุงเทพฯ เพราะมีคนหลายแสนคนที่อยู่นอกเขตเลือกตั้งกรุงเทพฯ หรืออยู่เขตต่างจังหวัดหรือต่างจังหวัด เขาสามารถใช้สิทธินอกเขตได้ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สามารถใช้สิทธิตรงนั้นได้ทั่วถึง ถ้ามองในแง่นี้ก็ตีว่านิวโหวตเตอร์คนรุ่นใหม่ที่มีกว่า 700,000 คน ถ้าตีว่ามาใช้สิทธิ 60% ของนิวโหวตเตอร์ ในจำนวนนั้นผมคิดว่า50% เลือกนายชัชชาติและนายวิโรจน์ จุดสำคัญที่ผมคิดว่านายชัชชาติและนายวิโรจน์จะต้องทำให้ได้ คือ ทำให้นิวโหวตเตอร์ของคนรุ่นใหม่ในช่วง 10 ปีนี้ ออกมาใช้สิทธิถล่มทลายให้มากที่สุด มันจะกลายเป็นฐานเสียงที่ค่อนข้างมั่นใจได้ว่าจะเป็นผู้สนับสนุนทั้ง 2 คน เพราะถ้าทำให้นิวโหวตเตอร์เหล่านี้ออกมาใช้สิทธิมากเท่าไร จะเป็นการโหมประโคมว่าด้วยการร่วมกันสร้างประชาธิปไตย ไม่เอาการรัฐประหาร ผมคิดว่าจะทำให้เป็นการปลุกเร้าอารมณ์ของคน นิวโหวตเตอร์รุ่นใหม่ออกมาสู่คูหาเลือกตั้ง
เพราะถ้าไม่อย่างนั้น หากไม่ปลุกเร้าตรงนี้นิวโหวตเตอร์คนรุ่นใหม่ อาจจะคิดว่านายชัชชาติและนายวิโรจน์นอนมา ให้เขาละเลยการออกมาใช้สิทธิ

