‘บรรยง’ ชี้ทางพ้นโรค คนป่วยแห่งเอเชีย หนุนแคมเปญก้าวหน้า ล่าชื่อกระจายอำนาจ ยกเครื่องเศรษฐกิจ
เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่พรรคอนาคตใหม่ คณะก้าวหน้า จัดเสวนาเปิดตัวแคมเปญ “ขอคนละชื่อปลดล็อกท้องถิ่น” โดย นายบรรยง พงษ์พานิช อดีตกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) นักการเงิน ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงิน เกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวในหัวข้อ “การกระจายอำนาจกับการยกเครื่องทางเศรษฐกิจ” ตอนหนึ่งว่า ขอออกตัวเลยว่า ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค หรือฝ่ายการเมืองใดๆ แต่ยึดคติว่า ใครก็ตามที่ตนเห็นว่า เป็นแนวทางที่ประโยชน์ ตนจะใช้ศักยภาพที่มีเพื่อช่วยรับใช้การกระจายอำนาจเป็นสิ่งที่ตนสนับสนุนมาก โดยจะขอเป็น 1 ใน 50,000 รายชื่อ เพื่อสนับสนุนให้แก้รัฐธรรมนูญ ในหมวด 14 เพราะการกระจายอำนาจ เป็นยาสำคัญขนานหนึ่งที่จะช่วยปลดล็อกฉายาที่ว่า ไทยคือคนป่วยแห่งเอเชีย และเป็นคนที่ติดกับดักการพัฒนา
นายบรรยง กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยประสบความสำเร็จในการเพิ่มรายได้ของประชากร เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจจากยุคประเทศด้อยพัฒนา มาเป็นประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งประสบความสำเร็จได้ตามสมควร โดยเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจมี 3 เป้าหมายคือ มั่งคั่ง ทั่วถึง และยั่งยืน ซึ่งดูเหมือนว่า จะประสบความสำเร็จด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่กลับรวยกระจุก จนกระจาย ยิ่งในช่วงโควิดระบาด ยังพบกับปัญหาอัตราการฟื้นตัวต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนา สัดส่วนคนจนก่อนเกิดโควิด-19 ถือว่า ลดลงมากเหลือเพียง 6-7% แต่พอเกิดวิกฤตขึ้นอัตราคนจนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะ และอัตราคนไร้บ้านกำลังเพิ่มอย่างน่าเป็นห่วง เมื่อลองดูภาพความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจยามค่ำคืน โดยวัดจากแสงสว่างของไฟ จะพบว่า ไทยมีอัตราความเจริญค่อนข้างกระจุกตัว ส่วนเกาหลีใต้ มีแสงไฟกระจายทั่วประเทศ เพราะมีการกระจายอำนาจ และทรัพยากร

นายบรรยง กล่าวอีกว่า ประเทศไทยเป็นรัฐใหญ่ โดยข้าราชการกว่า 2 ล้านคนอยู่ที่ส่วนกลางถึง 60% ส่วนข้าราชการส่วนภูมิภาค ที่ถูกควบคุมจากส่วนกลาง 21% และที่เหลืออีก 18% หรือเพียง 2 แสนคนอยู่ที่ส่วนท้องถิ่น ตรงข้ามกับญี่ปุ่นที่มีข้าราชการส่วนท้องถิ่น 2 ล้านคน และมีข้าราชการส่วนกลางเพียง 5 แสนคน ส่งผลให้ความเจริญกระจายตัว และทำให้รายได้ต่อคนโดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างมาก คือมีรายได้ต่อคนต่อปีประมาณ 4.5 หมื่นเหรียญสหรัฐฯ ส่วนไทยอยู่ที่ 7.8 พันเหรียญสหรัฐฯ แม้เราจะอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ชื่อว่า ฉบับปราบโกง แต่ดัชนีการโกงกลับถดถอยเรื่อยมา เพราะมีอัตราการโกงที่สูงมาก ทั้งนี้ การกระจายอำนาจ และทรัพยากร ได้รับการพิสูจน์ว่า ช่วยลดอัตราการคอร์รัปชั่น เพราะเมื่อกระจายทรัพยากรลงไป คนในท้องถิ่น จะรู้สึกเป็นเจ้าของ จึงมีแรงจูงใจเฝ้าดูแลเอง เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการกระจายอำนาจ และการปฏิรูประบบจะเกิดผู้เสียประโยชน์เสมอ ดังนั้น จึงต้องทำอย่างเข้าใจ และทำให้ผู้ที่สูญเสียยอมรับ และไม่ปฏิเสธ
“วิธีการกระจายอำนาจข้อหนึ่งที่สำคัญคือ การลดขนาดของรัฐ เพราะจะทำให้อัตราการกระจายความมั่งคั่งมากขึ้น การกระจายอำนาจ ต้องทำควบคู่กับการบังคับให้โปร่งใส ซึ่งไทยยังทำเรื่องนี้น้อยมาก คือต้องเปิดเผยทุกอย่าง ให้ชาวบ้านรู้รายจ่ายเท่าไหร่ และใครเป็นคนจัดการ ซึ่งการจะทำให้การกระจายอำนาจเกิดได้จริงนั้น ผมเชื่อในพลังของประชาชน ดังนั้นเรื่องนี้สำคัญที่สุด คือการทำให้สังคมเข้าใจถึงความสำคัญ และประโยชน์ ยิ่งทำให้เข้าใจในวงกว้างมากเท่าไหร่ ก็จะเกิดแรงกดดัน หากจะแก้รัฐธรรมนูญ ก็จำเป็นต้องเลิกแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ไม่มีการพูดถึงเรื่องการกระจายอำนาจเลย” นายบรรยง กล่าว



