ส่องกระแส‘โฆษณาแฝง’ ‘บิ๊กตู่’เดินคลองโอ่งอ่าง
หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่คลองโอ่งอ่าง เมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา จนถูกกระแสมองว่าเป็นการหาเสียงช่วยผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร

รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี
อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คิดว่าแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะไม่ได้พูดตรงๆ ว่าการลงพื้นที่ที่คลองโอ่งอ่างเป็นการช่วยหาเสียงให้ใคร แต่เป็นการบอกโดยนัยว่า พล.อ.ประยุทธ์สนับสนุน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้สื่อสารเพื่อสนับสนุน พล.ต.อ.อัศวินเป็นครั้งแรก เพราะเคยเปิดเผยสเปกว่าผู้ว่าฯกทม.ที่ชอบใจคือคนที่ทำงานและมีผลงานต่อเนื่อง นัยยะหมายถึง พล.ต.อ.อัศวินแน่นอน เพราะเป็นคนเดียวที่ทำงานต่อเนื่องในตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. ดังนั้น จึงรวมเป็นสองกรณีแล้ว
คนทั่วไปก็มองออกว่า พล.อ.ประยุทธ์สนับสนุนใคร แต่หากมองไม่ออกแสดงว่าการสื่อสารเพื่อสนับสนุน พล.ต.อ.อัศวินไม่ตรงเป้า ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดให้ชัดได้ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิด ในอนาคตคงจะมีอีกหลายกรณี เป็นการสะท้อนว่านี่คือเหตุผลบางส่วนที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ไม่ส่งผู้สมัคร เพราะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะหัวหน้าพรรค พปชร.และ พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะเห็นไม่ตรงกันว่าใครควรจะเป็นแคนดิเดตของพรรค พปชร. หรืออาจจะมาจากความไม่มั่นใจว่าหากส่งผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.แล้วจะชนะ
ภาพการลงพื้นที่คลองโอ่งอ่างของนายกฯจะมีคนยุคเบบี้บูมเมอร์ หรืออายุ 50 ปีขึ้นไปมาคอยต้อนรับ เชื่อว่าเป็นฐานเสียงสำคัญของ พล.ต.อ.อัศวิน และฐานเสียงเดียวกันกับ พล.อ.ประยุทธ์ด้วย คนอาจจะมองว่า พล.ต.อ.อัศวินไม่มีผลงาน และถูกเล่นงานเรื่องการติดป้ายหาเสียงถี่ แต่ถ้าให้ประเมินโดยภาพรวมคิดว่า พล.ต.อ.อัศวินอาจจะเป็นผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ที่มีนัยสำคัญอย่างสูง เป็นการแข่งกันของพรรค พปชร.และพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ใช้ลักษณะไม่ออกหน้า (Proxy) ว่าสนับสนุนใคร
ส่วนข้อสังเกตว่าการลงพื้นที่ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบประชาชนของนายกฯในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.เหมาะสมหรือไม่นั้น คิดว่าเป็นเรื่องปกติ และนายกฯ ส.ส.หรือ นักการเมือง ควรมีสิทธิช่วยหาเสียงไม่ว่าผู้สมัครคนนั้นจะแข่งในนามพรรคการเมือง หรืออิสระ ความวิปริตของกฎหมายไทยที่ห้ามไม่ให้ช่วยหาเสียงต่างหากที่ไม่มีตรรกะและไม่มีเหตุผล ทำไมจะออกมาให้การสนับสนุนผู้สมัครไม่ได้ ในต่างประเทศก็ทำกัน
หากมองในแง่ที่ผู้สมัคร สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคการเมือง หมายความว่าต้องการให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง มีความเป็นสถาบัน ทำงานร่วมกันเป็นทีม และใช้นโยบายประสานงานกัน ถือเป็นเรื่องที่ดี ทั้งนี้ การมีผู้สมัครอิสระเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ประเด็นหลักคือทางพรรคการเมืองและนักการเมืองทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นควรจะมีโอกาสช่วยกันหาเสียงเพื่อระดมพละกำลังและบูรณาการกัน
ส่วนกรณีที่นายกฯมีอำนาจและทรัพยากรมาสนับสนุน พล.ต.อ.อัศวิน ถือเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครคนอื่นหรือไม่ เรื่องนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องมีมาตรการที่ชัดเจนว่านักการเมืองระดับใดทำได้ หรือทำไม่ได้ การเอ่ยวาจาสนับสนุนถือว่าทำได้ แต่หากนำงบประมาณมาลง หรือให้ พล.ต.อ.อัศวินใช้ทรัพยากรของรัฐมาช่วยหาเสียงไม่สามารถทำได้ ต้องมีขอบเขตที่ชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้ โดย กกต.ควรจะเข้ามาดูแลในส่วนนี้
การออกกฎระเบียบห้ามนักการเมืองในตำแหน่ง ทั้งนายกฯ หรือ ส.ส.มาช่วยหาเสียงถือเป็นเรื่องไม่ควรทำ เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากจนในที่สุดอาจจะเป็นประเด็นที่ กกต.ใช้กำจัดนักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งได้ โดยอ้างว่ามีนักการเมือง หรือ ส.ส.ช่วยหาเสียง ถือเป็นการแสดงจุดยืนในฐานะพลเมืองที่สนับสนุนผู้สมัครต่างๆ ในกรณีนี้ไม่ได้คิดว่าเป็นความผิดของ พล.อ.ประยุทธ์ เพียงแต่น่าจะพูดออกมาให้ชัดเจนตรงๆ ไม่มีความจำเป็นต้องมาแอบอยู่ข้างหลัง
สำหรับการพูดสนับสนุน พล.ต.อ.อัศวินของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย และไม่ควรจะผิดกฎหมายด้วย ไม่เช่นนั้นผู้ที่มีตำแหน่งทางการเมืองจะไม่สามารถแสดงการสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ แม้ในมุมหนึ่งอาจจะมองว่าผู้นำคนนั้นมีอิทธิพลทางความคิดทำให้สังคมคล้อยตาม แต่สังคมควรจะใช้วิจารณญาณเอง จะมีทั้งผลบวกและผลลบ เช่น หาก พล.อ.ประยุทธ์ออกมาสนับสนุน พล.ต.อ.อัศวินมากๆ คนที่ไม่ชอบ พล.อ.ประยุทธ์อาจจะมองในทางตรงกันข้ามและเป็นผลลบต่อ พล.ต.อ.อัศวิน

สุขุม นวลสกุล
อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง
ไม่เห็นมีปัญหาอะไร นายกฯก็หาเสียงกับลูกน้องของท่าน แค่เท่านั้น ไปจับผิดท่านทุกกระเบียดนิ้วว่าท่านทำอะไร พูดง่ายๆ คือไปบอกให้คนเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแบบไหน เป็นการหาเสียงอยู่แล้ว ฉะนั้น อย่าไปตกอกตกใจ คนเป็นนายกฯการลงไปถามสารทุกข์สุกดิบของประชาชนเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องที่พึงทำอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเมื่อก่อนนี้ท่านไม่ทำ ทำไมท่านมาเร่งทำเอาตอนนี้ คนเลยมองเป็นการหาเสียงก็เท่านั้นเอง
การลงพื้นที่ของ พล.อ.ประยุทธ์เมื่อก่อนไม่ใช่ว่าท่านไม่ทำเลย แต่ถึงทำก็มีลักษณะห่างเหิน แบบไปดู ไปสั่ง ไปแนะ ไม่ทัก ไม่ถาม ไม่ดูเป็นกันเองเหมือนอย่างที่เป็น ที่ทำอยู่ตอนนี้ ลักษณะอย่างนี้ไม่สามารถมองเป็นอย่างอื่นไปได้นอกจากช่วยหาเสียง
นายกฯในอดีตที่ผ่านมาก็ลงพื้นที่เก่งกันเกือบทั้งนั้น เมื่อก่อนนี้การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ก็โยงกับการเมืองระดับชาติอยู่ตลอด เหมือนกับเป็นเดิมพัน การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ชี้นำไปสู่การเลือกตั้งท้องถิ่น ในต่างจังหวัดด้วย ถ้าดูให้ดีลักษณะของการเลือกตั้งเมื่อก่อนนี้ยังเน้นพรรคการเมืองด้วยซ้ำไป เช่น คนกรุงเทพฯจะเลือกฝ่ายค้านเป็นหลัก การเลือกตั้งแต่ละครั้งไม่ได้เป็นอิสระต่อกัน แต่เชื่อมโยงกันหมด
เป็นการส่งสัญญาณถึงการเลือกตั้งทั่วไปอย่างแน่นอน หนนี้เราเห็นการตื่นตัวของการลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.สูง เพราะคาดการณ์กันว่าการเลือกตั้งใหญ่ควรจะมาไม่ปลายปีนี้ก็ต้นปีหน้า จึงต้องรวบรวมหัวคะแนนกันไว้ ขืนปล่อยพวกหัวคะแนนว่างเขาก็ต้องหาที่ทำ เกิดไม่ดูแล ปล่อยเขาไปอยู่กับคนอื่นไปแล้วไปเลยจะว่าอย่างไร
ส่วนประเด็นที่นายกฯนั่งเบนซ์ไปลงพื้นที่ ต้องคิดภาพด้วยว่าคนที่มาจากการแต่งตั้งเขารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเสียสละแล้ว เหมือนกับพระยาเหยียบเมือง ผมไม่ขอวิจารณ์ เพราะเป็นหน้าที่ของคนที่รับผิดชอบการบริหารบ้านเมือง ต้องห้ามนิ่งดูดายอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าท่านแก้ปัญหาได้ตรงจุดหรือไม่ ท่านแก้ปัญหาได้ผลหรือไม่ เท่าที่ดูก็มีคนเห็นและยอมรับแล้วว่าท่านทำงานหนัก แต่เรื่องของความประทับใจผมว่า โดยภาพรวมมันไม่ทำให้คนรู้สึกว่าสิ่งที่ท่านทำมานั้นถูกใจเขา
ถ้าเกิดว่านายกฯเปลี่ยนไปลงพื้นที่ทุรกันดารก็คงถูกมองเชื่อมโยงหาเสียงอีกเหมือนกัน ปีนี้ขยับอะไรไม่ได้ คนมองเป็นการเลือกตั้ง เชื่อมโยงกันหมด เป็นการหาเสียงล่วงหน้าทั้งนั้น เพราะการเลือกตั้งจริงๆ เหลือเวลาแค่ปีเดียว มีนาคม 2565 ก็พ้นไปแล้ว อย่าลืมด้วยว่าเลือกตั้งคราวที่แล้ว ปี 2562 ก็เดือนมีนาคม ดังนั้น ไม่เกินปีอยู่แล้ว
ไม่ว่าจะขยับไปที่ไหน ไปออกต่างจังหวัด ก็ต้องถูกมองว่าไปหาเสียงให้พวกที่อยู่ต่างจังหวัด ก็จะถูกกล่าวหาตรงนี้อีกเหมือนกัน

เศวต เวียนทอง
อาจารย์สาขารัฐศาสตร์การปกครอง
คณะสังคมศาสตร์ มมร วิทยาเขตล้านนา
เป็นเรื่องปกติของการเมืองไทยที่ผู้มีอำนาจลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครหาเสียงแบบเปิดเผยและไม่เปิดเผย ขึ้นอยู่กับเจตนารมณ์เป็นหลัก แต่กฎหมายเลือกตั้งได้ห้ามข้าราชการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่สามารถช่วยหาเสียงผู้สมัครได้
ประเด็นต้องพิจารณาคือ ถ้าลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครหาเสียงเป็นเวลาราชการหรือไม่ อาจมีผู้ร้อง กกต.ได้ สังเกตจากการเลือกตั้ง อบจ.และเทศบาลทั่วประเทศที่ผ่านมามีการร้องเรื่องดังกล่าวจำนวนมาก แต่ไม่สามารถเอาผิดใครได้ เพราะการเมืองไทยเป็นเรื่องของพวกใครพวกมัน เพียงแต่คู่แข่ง หรือประชาชนรู้สึกว่าไม่เหมาะสม ทำให้การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมเท่านั้น ทาง พล.อ.ประยุทธ์ก็ได้ปฏิเสธไปแล้ว
ระบบการเมืองไทยเป็นลูกผสมที่มีต้นแบบจากอังกฤษ ต่างจากการเมืองของสหรัฐอเมริกาที่ข้าราชการสามารถสังกัดพรรคการเมืองและช่วยผู้สมัครหาเสียงได้ โดยเฉพาะช่วงคัดเลือกผู้สมัคร หรือไพรมารีโหวต ที่ใช้เวลากว่าครึ่งปีจะสนับสนุนใครก็ได้
การที่ พล.อ.ประยุทธ์ หรือรัฐมนตรี หากได้ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครหาเสียงมีทั้งผลดีและผลเสียต่อผู้สมัคร ผลดีคือ พบปะและรับฟังปัญหาประชาชน นำโครงการไปพัฒนาพื้นที่ เพื่อเรียกคะแนนนิยม ส่วนผลเสียคือ อาจมีประชาชนไม่เลือกผู้สมัครดังกล่าวเพราะไม่ชอบ พล.อ.ประยุทธ์ หรือรัฐมนตรีคนนั้น ส่งผลต่อคะแนนนิยมผู้สมัครได้ ที่สำคัญเชื่อว่าประชาชนบางส่วนได้เลือกผู้สมัครไว้ในใจแล้ว
กรณีผู้สมัครลงในนามอิสระ หรือสังกัดพรรคการเมือง ผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองมีโอกาสมากกว่า เนื่องจากพรรคใช้ทรัพยากรช่วยหาเสียงได้ ถ้าประชาชนศรัทธานิยมพรรคสามารถใช้กระแสพรรคเป็นใบเบิกทางได้ หากได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯกทม.ต้องทำงานประสานกับกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ ถ้าเป็นผูู้สมัครอิสระอาจทำงานลำบากเนื่องจากไม่มีเครือข่าย ไม่ได้เชื่อมโยงกับรัฐบาล ดังนั้น การลงสมัครในนามพรรคจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและดีที่สุด

ปิยณัฐ สร้อยคำ
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
กรณีการลงพื้นที่เพื่อติดตามผลการดำเนินงานการพัฒนาคลองโอ่งอ่างและโครงการคลองสวยน้ำใสในพื้นที่กรุงเทพมหานครของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น มองว่านับเป็นหมุดหมายที่ดีของนายกฯในฐานะผู้นำฝ่ายบริหารในการลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน นำมาประกอบการตัดสินใจในการดำเนินนโยบายสาธารณะ กิจกรรมในลักษณะดังกล่าวของผู้นำประเทศในห้วงเวลาที่ผ่านมาได้ลดน้อยลงเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ดังนั้น การลงพื้นที่ไม่เพียงแต่เฉพาะในกรุงเทพฯ แต่รวมถึงการเดินทางไปในภูมิภาค
ส่วนกระแสสังคมบางส่วนกลับมองว่ากิจกรรมดังกล่าวถูกเชื่อมโยงว่ามีนัยยะในการช่วยหาเสียงให้ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เนื่องจากโครงการคลองโอ่งอ่างเป็นหนึ่งในผลงานสำคัญของพรรคการเมืองฝั่งรัฐบาล ส่วนตัวมองว่าอยากให้แยกกันให้ออกระหว่างบทบาทของ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำฝ่ายบริหาร และมีภารกิจสำคัญในการมอบนโยบาย กำกับดูแล และสั่งการให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะต่างๆ ของประเทศ การเคลื่อนไหวในฐานะผู้นำประเทศกับการลงพื้นที่จึงเป็นสิ่งที่ขาดต่อกันไม่ได้ แต่ทั้งนี้ นายกฯก็ต้องดำเนินการลงพื้นที่ด้วยความเหมาะสม พึงระวังว่าจะไม่ใช้งบประมาณของรัฐในการลงพื้นที่เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองใด
แม้การลงพื้นที่จะเกิดขึ้นในช่วงการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. แต่จะไม่มีผลต่อการเลือกตั้งอย่างแน่นอน เพราะท้ายที่สุดคนที่มีอำนาจตัดสินใจคือชาวกรุงเทพมหานคร โดยคำนึงถึงนโยบาย ประสบการณ์ และจากผลงานต่างๆ ที่ผ่านมาของผู้สมัคร นับเป็นความโชคดีของชาวกรุงเทพฯที่มีโอกาสเลือกผู้ว่าฯที่จะเข้ามาจัดสรรการบริการสาธารณะเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขา แตกต่างจากจังหวัดอื่นๆ
ขณะที่ผลงานการบริหารประเทศในสถานการณ์โควิดและพิษเศรษฐกิจที่รุมเร้า ความนิยมของประชาชนต่อ พล.อ.ประยุทธ์อาจจะไม่ได้มีนัยสำคัญต่อการเพิ่มคะแนนของผู้สมัครจากฝั่งพรรครัฐบาล

ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
ต้องมองย้อนอดีตการพัฒนานั้นเกิดขึ้นในยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หากมองแนวคิดของนายกฯ มองว่าคือการเปลี่ยนแปลงจากกรุงเทพฯเดิมมาสู่กรุงเทพฯยุคใหม่ ที่สามารถลงไปในคลองโอ่งอ่างได้ และคนที่เปลี่ยนแปลงได้คือคนที่อยู่ในเครือของ พล.อ.ประยุทธ์ ขณะที่อดีตผู้ว่าฯกทม.คือ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การที่ พล.อ.ประยุทธ์ลงพื้นที่คลองโอ่งอ่างเป็นการสร้างนัยยะทางการเมือง ถ้าอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคลองโอ่งอ่าง หรือคลองอื่นๆ ในเขต กทม.ก็ต้องเลือกคนในเครือข่าย หรือในกลุ่มเดียวกัน หากมองในเรื่องของการสื่อสารจะเห็นคำพูดที่ว่า คนเก่าก็ดีอยู่แล้ว หรือคนที่ทำงานกับรัฐบาลได้
การที่จะมองว่าฐานคะแนนเสียงของ พล.ต.อ.อัศวินจะดีขึ้นหรือไม่ ผมมองว่าคนกรุงเทพฯมีหลายกรอบแนวความคิด หากต้องการเอาใจคนชั้นกลาง นักการเมืองที่มีประสบการณ์จะเห็นว่าในกรุงเทพฯมีคะแนนจัดตั้งจากฐานในชุมชนมากพอสมควร จะจัดตั้งผ่านอดีต ส.ก.และ ส.ข. กลไกในราชการกรุงเทพมหานคร ในเขตต่างๆ หากดูความเคลื่อนไหวหลายคนประเมินว่า พล.ต.อ.อัศวินมีโอกาสกลับมานั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.อีกครั้ง เพราะอยู่ในอำนาจมา 4 ปี และเคยเป็นรองผู้ว่าฯกทม.สมัย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ได้เปรียบในการคุมกลไกในเรื่องของฐานคะแนนเสียงจัดตั้งเอาไว้ส่วนหนึ่ง บวกกับกลไกของพรรคในกรุงเทพฯ ได้เปรียบผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.คนอื่นๆ
แต่ พล.ต.อ.อัศวินไม่มีการเปิดตัวผู้สมัคร ส.ก.ถือว่าเป็นการอำพราง อาจจะมีการประเมินในเรื่องของกระแสด้วย อาทิ ความตกต่ำของพรรคพลังประชารัฐ หรือที่เกี่ยวข้องกับสายของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงต้องเลี่ยงกระแส หากดูในฝั่งของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มีความใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทย ยังไม่กล้าลงในนามพรรคเพื่อไทย แต่พรรคเพื่อไทยส่งลง ส.ก.ทุกเขตเลือกตั้ง แต่ไม่ส่งผู้ว่าฯกทม. มองให้เห็นว่าทุกคนกลัวกระแส กลัวค่าคะแนนนิยม
ต้องมองไปว่าทุกคนเอาคะแนนจัดตั้งเป็นฐานเสียง คือปิดกระแสและไปใช้คะแนนจัดตั้งแทน แต่ละคนมีฐานคะแนนเสียงที่เป็นฐานรองรับตัวเองก่อน และคอยสร้างกระแสเนื่องจากการเลือกตั้งเหลือเวลาอีก 50 วัน ทุกคนต้องพยายามปิดจุดอ่อนของตนเองเอาไว้ก่อน หากเปิดกระแสออกมาก็เหมือนกับ ดร.เอ้ หรือสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ลงในนามพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้เสียคะแนนความนิยมลงไปมาก

