สถานีคิดเลขที่ 12 : ‘ป้ายหาเสียง’ที่เปลี่ยนไป
เสียงตอบรับที่คนกรุงเทพฯ มีต่อป้ายหาเสียงของผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. และ ส.ก. บางประเภทนั้น บ่งบอกว่าแนวคิดเรื่อง “เมือง” และ “การเมือง” ในบ้านเรา ได้เปลี่ยนแปลงไปสู่อีกระดับ/ขั้นตอนหนึ่งเรียบร้อยแล้ว
ที่ผ่านมา ประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ไม่ได้มีการเลือกตั้งอย่างเป็นประจำมาเนิ่นนาน เนื่องจากความผิดเพี้ยน-ไม่ปกติทางการเมืองการปกครอง ซึ่งได้เข้ามากีดขวาง-ทำลายล้างกระบวนการสามัญอันจะเปิดโอกาสให้พลเมืองมีโอกาสเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยโดยสม่ำเสมอเป็นกิจวัตร
การเลือกตั้งทั่วไป 2557 จึงถูกขัดขวางและประกาศให้เป็นโมฆะอย่างน่าละอาย ขณะที่การเลือกตั้งทั่วไปปี 2562 ก็เว้นห่างจากการเลือกตั้งใหญ่ปี 2554 ถึงเกือบ 8 ปี
ไม่ต่างอะไรกับการเลือกตั้งท้องถิ่นในกรุงเทพมหานคร ซึ่งการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. หนนี้ ทิ้งช่วงจากเลือกตั้งหนก่อนเกือบหนึ่งทศวรรษ ที่หนักกว่านั้น คือ ครั้งสุดท้ายที่คนกรุงเทพฯ มีโอกาสได้เลือกตั้ง ส.ก. (และ ส.ข. ที่ถูกล้มเลิกไปแล้ว) กันแบบครบวงจร ต้องย้อนเวลากลับไปถึงปี 2553 โน่นเลย
ด้วยเหตุนี้ พอเริ่มประเดิมศึกหาเสียงผู้ว่าฯกทม. และ ส.ก. กันอย่างเป็นทางการในปี 2565 ผู้สมัครจำนวนไม่น้อยจึงไม่ทันได้สังเกตว่าความคาดหวังที่ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงมีต่อป้ายโฆษณาหาเสียงนั้นได้ผันแปรไปอย่างมหาศาล
กระทั่งป้ายหาเสียงใหญ่ๆ ที่มองเห็นได้ชัดๆ จากทัศนวิสัยของ “คนขับรถ-คนนั่งรถ” แต่กลายเป็นอุปสรรคของ “คนเดินถนน” จำนวนไม่น้อย ดูจะไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป ซ้ำยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการสร้างปัญหารกรุงรังให้แก่พื้นที่สาธารณะของเมือง
พูดอีกอย่าง คือ ในยามที่นักการเมืองส่วนใหญ่ยังคุ้นชินกับการหาเสียงแบบเดิมๆ ประสบการณ์เรื่อง “เมือง” และ “การเมือง” ของประชาชนพลเมืองกลับมีพลวัตเคลื่อนหน้าไป
ในความคิดของประชาชนพลเมืองเหล่านั้น “คนใช้รถ-คนนั่งรถ” ไม่ได้ใหญ่และสำคัญที่สุด จนป้ายหาเสียงต้องมุ่งสื่อสารกับคนกลุ่มดังกล่าวเป็นหลักดังเช่นแต่ก่อน
ในทางตรงกันข้าม กลับมีกระแสความคิดที่เรียกร้องว่า “คนเดินถนน” ควรได้รับความใส่ใจจากบรรดาผู้อาสาเข้ามาทำงานรับใช้ประชาชนให้มากกว่านี้
ที่สำคัญ เราต้องไม่ลืมว่า “พลเมืองไทย” จำนวนมาก ต่างก็มีสถานะเป็น “พลเมืองโลก” ไปพร้อมๆ กันด้วย
ก่อนที่โควิด-19 จะแพร่ระบาด และก่อนราคาน้ำมันจะพุ่งทะยาน คนไทยจำนวนไม่น้อยได้ออกเดินทางท่องโลกกว้าง ด้วยสายการบินโลว์คอสต์และสิทธิในการเดินทางเข้าบางประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า
หรืออย่างต่ำที่สุด คนไทยที่อยู่ในเมืองไทยอีกมากมาย ก็ได้มองเห็นชีวิตของผู้คนในประเทศอื่นๆ ผ่านสื่อออนไลน์นานาประเภท
หนึ่งในประสบการณ์จากนานาอารยประเทศที่คนไทยดูจะประทับใจเป็นพิเศษ ก็คือ วัฒนธรรมการติดป้ายหาเสียงของนักการเมืองต่างชาติ ที่ทำกันเป็นสัดส่วน ไม่กินพื้นที่เยอะ และไม่รบกวนการสัญจรของประชากรทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ยานพาหนะส่วนตัว ผู้ต้องพึ่งพาระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ หรือคนเดินเท้า
นั่นหมายความว่าคนกรุงเทพฯ และคนไทย กำลังมอง “เมือง” มองการใช้พื้นที่สาธารณะใน “เมือง” และมองวิถีชีวิตใน “เมือง” ด้วยทรรศนะใหม่ๆ
เท่ากับว่าพวกเขากำลังคาดหวังถึง “การเมือง” ในการจัดการพื้นที่และวิถีชีวิตของผู้คน ในรูปแบบใหม่ๆ
ตลอดจนจินตนาการถึง “คนทำงานการเมือง” กลุ่มใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน
ปราปต์ บุนปาน

