ปิดจ๊อบก้าวแรกไปเรียบร้อย สำหรับกระบวนการรับผู้สมัครเลือกตั้งท้องถิ่น 2 สนามสุดท้าย
เลือกตั้งนายกเมืองพัทยา มีผู้ลงแข่งขัน 4 คน ประกอบด้วย หมายเลข 1 ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ หัวหน้ากลุ่มเรารักษ์พัทยา สนับสนุนโดย “บ้านใหญ่” สนธยา คุณปลื้ม หมายเลข 2 ศักดิ์ชัย แตงฮ่อ ผู้สมัครอิสระ หมายเลข 3 กิตติศักดิ์ นิลวัฒนโฒชัย หัวหน้าทีมคณะก้าวหน้าพัทยา ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส่งเข้าประกวด
และ หมายเลข 4 สินธ์ไชย วัฒนศาสตร์สาธร หัวหน้ากลุ่มพัทยาร่วมใจ
เมืองพัทยารวมเนื้อที่ทั้งบกและเกาะแก่งเพียง 3.3 หมื่นไร่เศษ แต่สร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยวก่อนวิกฤตโควิด-19 ปีละ 2-3 แสนล้านบาท สูงเป็นอันดับต้นๆ
ของประเทศ
การเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาจึงนับว่ามีความสำคัญไม่น้อย แต่ก็เสมอเพียง “ศึก” หนึ่งเท่านั้น หากเทียบกับ “สงคราม” ในสมรภูมิกรุงเทพฯ
กว่า 9 ปี คนกรุงห่างหายจากการเข้าคูหากาบัตรเลือกผู้ว่าฯกทม. นับตั้งแต่ครั้ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ชนะการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯกทม. จนต้องยุติบทบาทและพ้นตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคม 2559 ตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และแต่งตั้ง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เข้ามาทำหน้าที่จนถึงปัจจุบัน กว่า 5 ปี ก่อนจะลาออกเมื่อเร็วๆ นี้เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งรอบใหม่
ตลอดช่วง 5 วันของการเปิดรับสมัครมีผู้สนใจเข้าชิงเก้าอี้ร่วม 30 คน มีทั้งบุคคล “บิ๊กเนม” เป็นที่รู้จักของสังคม ขณะที่หลายคนก็เพิ่งได้ยินชื่อเป็นครั้งแรกในชีวิตเช่นกัน
มีตัวเลขน่าสนใจ คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดวงเงินสำหรับผู้สมัครแต่ละคนใช้ในการเลือกตั้งได้
ไม่เกิน 49 ล้านบาท อาจดูน้อยหากนำมาคำนวณกับ 50 เขตปกครองของ กทม.
ผู้สมัครหนึ่งคนจะใช้จ่ายค่าป้ายหาเสียง ค่าทีมงานสนับสนุน ค่าเช่ารถตระเวนหาเสียง ค่าอื่นๆ อีกจิปาถะ เบ็ดเสร็จต้องเฉลี่ยไม่เกิน 9.8 แสนบาทต่อ 1 เขต
แต่เมื่อเทียบกับรายได้ในตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. ที่ได้รับเงินเดือน เดือนละ 72,060 บาท บวกเงินเพิ่มอื่นๆ อีกเดือนละ 41,500 บาท รวม 113,560 บาท
หากอยู่ครบวาระ 4 ปี จะได้รับค่าตอบแทนรวมทั้งสิ้น 5,450,880 บาท
หากเป็นการลงทุนต้องบอกว่างานนี้ขาดทุนยับเยิน ได้ไม่คุ้มเสีย
ถ้าอย่างนั้น ทำไมมีผู้สนใจเข้าชิงชัยร่วม 30 คน ทั้งที่หลายคนแทบไม่มีวี่แววเข้าวิน
อย่างน้อยคงต้องเชื่อมั่นในเจตนารมณ์แต่ละคนที่มุ่งหวังพัฒนากรุงเทพฯ แก้ปัญหาทั้งภาคเศรษฐกิจ สังคม น้ำท่วมซ้ำซาก สิ่งแวดล้อม แบบที่ตัวเองวาดฝันไว้ ถือเป็นโอกาสจะ “ปล่อยของ” ในแนวทางเสนอที่วางไว้
รวมไปถึงงบประมาณแต่ละปีนับหมื่นล้านบาท เทียบเคียงกับปีนี้กรุงเทพมหานครมีเงินให้บริหารร่วม 8 หมื่นล้านบาท การบริหารงบประมาณนับหลายหมื่นล้านเป็นเรื่องท้าทายไม่น้อย
และต้องไม่ลืมว่า ในการเลือกตั้งทั่วไปในอีก 1 ปีข้างหน้า (หากรัฐบาลประยุทธ์อยู่ครบเทอม) กรุงเทพฯจะมี ส.ส.ได้ถึง 33 คน การเป็นผู้ว่าฯกทม.นับว่ามีความหมายอย่างยิ่งต่อความได้เปรียบในทางการเมืองระดับชาติ
หรือพลาดท่าเสียทีสอบตก ยังมีคำว่า “อดีตผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” ห้อยท้ายโปรไฟล์เก็บ
เอาไว้เป็นเกียรติประวัติ
จากนี้อีกประมาณ 1 เดือน ชาว กทม.คงต้องติดตามนโยบายของผู้สมัครที่จะทำให้เมืองกรุงน่าอยู่ออกมาเป็นชุดใหญ่
22 พฤษภาคม จำหมายเลขให้แม่น เดินเข้าหาคูหากาเบอร์นั้น
อำนาจเปลี่ยนเมืองหลวงอยู่ในมือท่านแล้ว
สัญญา รัตนสร้อย

