ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.โชว์วิชั่นแก้ปัญหาสังคม องค์กรสตรีฯ เรียกร้องขอให้มี ‘รองผู้ว่าฯหญิง’
เมื่อวันที่ 6 เมษายน ที่สมาคมบำเพ็ญประโยชน์ฯ ถนนพญาไท กรุงเทพฯ ภาคประชาสังคม และองค์กร นำโดย มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ-โฮมเน็ต ไทยแลนด์ สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ และภาคีเครือข่าย จัดเวทีสาธารณะ “เสนอไป แถลงมา นโยบายทางสังคมของผู้ว่าฯกทม.”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงานเริ่มนำเสนอนโยบายทางสังคม ต่อว่าที่ผู้ว่าฯกทม. ดังนี้
ด้านสตรี ด้วยการเลือกตั้งวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 มีประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 4.3 ล้านคน แบ่งเป็นผู้หญิง 2.3 ล้านคน ผู้ชาย 1.9 ล้านคน และคนรุ่นใหม่ใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรกราว 4 แสนคน ดังนั้น คุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และสถานภาพของผู้หญิงและเด็กหญิง ต้องเป็นใจกลางของการทำงานของผู้ว่าฯ จึงเสนอให้ตั้งกองทุนคุ้มครองสิทธิและพัฒนาศักยภาพสตรี โดยมีงบประมาณอย่างต่ำ 100 ล้านบาทขึ้นไปต่อปี, แต่งตั้งรองผู้ว่าฯกทม.เป็นผู้หญิงครึ่งหนึ่ง หรืออย่างน้อย 1 ใน 3 ให้ผู้บริหารและคณะกรรมการทุกชุดของกรุงเทพมหานคร มีสัดส่วนผู้หญิงและผู้ชายใกล้เคียงกัน ให้มีตัวแทนของคนพิการและผู้มีความหลากหลายทางเพศด้วยฯ และจัดงบประมาณและนโยบายทุกมิติต้องผสมผสานมิติหญิง-ชาย เท่าเทียมทางเพศ
ด้านผู้สูงอายุ เสนอเพิ่มเบี้ยยังชีพเป็นสวัสดิการบำนาญประชาชนเดือนละ 3,000 บาท
ด้านความรุนแรงและการล่วงละเมิดทางเพศ เสนอ กทม.ให้ดูแลผู้เสียหาย สร้างความรู้เรื่องเพศศึกษาและสิทธิมนุษยชนในโรงเรียนสังกัด กทม.ทุกระดับ
ด้านแรงงาน จะต้องส่งเสริมการมีงานทำ พัฒนาทักษะอาชีพใหม่ๆ พัฒนาพื้นที่สาธารณะรวมทั้งบาทวิถี ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ด้านคนพิการ ให้จัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกเอื้อคนพิการออกมาใช้ชีวิตและทำงาน
และด้านเด็กเล็ก อายุ 0-6 ปี เสนอให้เพิ่มอัตราค่าอาหารแต่ละมื้อ รวมถึงขยายช่วงอายุเด็กเข้าศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน เป็น 3 เดือนถึง 6 ปี และจัดสรรเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดถึง 6 ปี เดือนละ 600 บาท เป็นแบบถ้วนหน้า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้สมัครผู้ว่าฯ ทุกคนขานรับนโยบายผู้ว่าฯกทม.เป็นผู้หญิง หากได้รับเรื่องเป็นผู้ว่าฯกทม. นอกจากเหนือจากนี้ก็จะมีนโยบายแตกต่างกันไป อาทิ นางรสนา โตสิตระกูล ผู้สมัครอิสระกล่าวว่า ตั้งใจดูแลคุณภาพชีวิตจากครรภ์มารดาถึงเชิงตระกอน อย่างเรื่องความปลอดภัยในการเดินทาง จากเหตุการณ์แตงโมและหมอกระต่ายเสียชีวิต และไม่รู้ว่าเสียชีวิตเพราะอะไร หากเป็นผู้ว่าฯกทม.จะเป็นเจ้าภาพติดตั้งกล้องซีซีทีวีทั้งทางบกทางน้ำ ส่วนหาบเร่แผงลอย จะประกาศไม่จับ แต่จัดระเบียบให้สามารถทำได้ โดยมีการดูแลความสะอาด และขายของราคาถูก เชื่อว่าคนเมืองจะได้รับประโยชน์
ด้าน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้สมัครอิสระ กล่าวว่า เวลา 5 ปี 5 เดือน 5 วันตอนเป็นผู้ว่าฯกทม. ผมทำมาเยอะ เพียงอาจพูดไม่เก่ง อย่างกรณีศูนย์เด็กเล็กในพื้นที่เอกชน ที่ยังติดขัดไม่ได้รับงบประมาณกับ กทม. ตอนอยู่ในตำแหน่งเคยทำเรื่องให้แก้ไขแล้ว ก็อยากให้โอกาสผมอีกสักครั้ง ผมจะทำให้ อย่างไรก็ตาม หากเลือกผมเป็นผู้ว่าฯกทม.จะไม่ต้องมานับ 1 ใหม่ แต่นับ 8 9 10 เหมือนการสร้างบ้านที่ไม่ต้องมาลงเข็ม แต่เข้ามามุงหลังคาต่อเลย
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครจากพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ผมนำเสนอนโยบาย กทม.เมืองคนเท่ากัน ด้วยการทำให้ กทม.เป็นเมืองรัฐสวัสดิการ อย่างเงินบำนาญประชาชน 3,000 บาท จะเริ่มที่ กทม.ก่อน รวมถึงเพิ่มเบี้ยสวัสดิการต่างๆ และจะกระจายงบประมาณไปยังชุมชน ด้วยการจัดงบประมาณ 4,000 ล้านบาท เช่น ชุมชนเล็กให้ 5 แสน ชุมชนใหญ่ให้ 2 ล้าน เป็นต้น เชื่อว่าจะทำให้เกิดกลไกการโหวตเลือกใช้งบประมาณที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ผมต้องการเปลี่ยนกรุงเทพเป็นเมืองสวัสดิการต้นแบบของอาเซียน เป็นสวัสดิการที่คุณภาพและทุกคนเข้าถึงได้ เป็นเมืองที่ทันสมัย ฉะนั้น มีนโยบายให้กรุงเทพฯใช้อินเตอร์เน็ตฟรี อีกทั้งมีนโยบายเพิ่มเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดถึง 6 ปีแบบถ้วนหน้า เปิดให้ผู้ค้าขายหาบเร่ขายได้ 7 วัน เพิ่มห้องน้ำสาธารณะ น้ำสะอาด มีทางเท้า รถเมล์ที่ปลอดภัย และทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม อยากให้วันหนึ่ง กทม.ประหนึ่ง โตเกียว

