หน้าแรก การเมือง จุลเจิม เย้ย ...

จุลเจิม เย้ย วิโรจน์ ขอให้ได้รับเลือกจากปัญญาชนกทม. มาบริหารเมือง ตามฝันลมๆแล้งๆ

14.04.22 | 18:46 น.

‘จุลเจิม’ สวนขอให้ได้บริหาร กทม. ตามความฝันลมๆ แล้งๆ

เมื่อวันที่ 14 เมษายน ม.จ.จุลเจิม ยุคล ได้โพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กรณีเขียนข้อความตอบกลับเรื่องการขีดฆ่าชื่อเต็มของกรุงเทพฯ ว่า มีเจตนาทำลายประเทศและสถาบันหรือไม่ ก่อนที่นายวิโรจน์จะตอบกลับว่า พฤติกรรมที่นำเอาสถาบันมาใช้เพื่อแบ่งแยกประชาชน ไม่ว่าจะทางตรง หรือทางอ้อม ไม่ว่าจะมีเจตนา หรือไม่มีเจตนา ควรจะเลิกได้แล้ว


ล่าสุด ระบุว่า ม.จ.จุลเจิม ถามกลับวิโรจน์อีกว่า คุณเป็นอะไรของคุณ ผมขอถามกลับไปว่า คุณวิโรจน์ คุณคิดอะไรของคุณมากกว่า ขอยกตัวอย่าง นะครับ

ชื่อของ นครลอสแองเจลิส ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา (ที่พวกคุณชื่นชอบ) ก็มาจากภาษาเสปญ Los Angeles แปลว่า “เมืองแห่งทูตสวรรค์” คล้ายกับคำว่า กรุงเทพมหานคร ซึ่งก็ไม่ได้หมายความถึง ความไม่เท่าเทียมกันของผู้ที่อยู่อาศัยอยู่ในมหานครแห่งนี้

“ผมจึงอยากจะขออวยพรให้คุณวิโรจน์ ได้รับเลือก จากปัญญาชน คนกรุงเทพฯ ได้เข้ามาบริหาร กทม. ตามความฝัน (ลมๆแล้งๆ) ของคุณนะครับ”

Advertisement

โดยก่อนหน้านี้ ม.จ.จุลเจิม ยุคล โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์การทำป้าย/banner หาเสียงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ของวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยมีการนำชื่อเต็มของกรุงเทพมหานครขีดฆ่าออกตั้งแต่หลังคำว่ากรุงเทพมหานคร เป็นต้นไป พร้อมตั้งข้อสงสัยว่าการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่ากทม ของวิโรจน์และพรรคก้าวไกล มีแต่ความต้องการทำลายล้างกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย และสถาบันพระมหากษัตริย์ใช่หรือไม่

ด้าน วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความถึง ม.จ.จุลเจิม ระบุว่า

จุลเจิม ยุคล คุณเป็นอะไรของคุณ? ตกลงเราควรให้ความสำคัญกับอะไรในเมืองๆ นี้? คน หรือยศถาบรรดาศักดิ์? ชื่อเมือง หรือเลือดเนื้อชีวิตของคนที่อยู่ในเมือง? กรุงเทพฯเป็นเมืองที่คนอยู่ หรือเทพอยู่? ความเจริญงอกงามของเมือง เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของคน และความรู้สึกว่าเราทุกคนเป็นเจ้าของเมืองๆ นี้ ไม่ใช่หรือ?

การตีความให้เมืองๆ นี้ เป็นเมืองศักดินาของคนที่มียศถาบรรดาศักดิ์ แล้วกดให้ประชาชนเป็นเพียงไพร่ทาส ผู้รับใช้เหล่าขุนหลวงพระยา นับวันมีแต่จะทำให้เมืองๆ นี้ กลายเป็นเมืองที่คนจำอยู่อย่างสิ้นหวัง ยอมจำนนต่อโชคชะตา เมื่อเวลาผ่านไป เมืองๆ นี้ มีแต่จะกลายเป็นเมืองที่ต้องคำสาปหยุดการพัฒนา คนที่มีความฝันต้องผันตัวไปอยู่ต่างประเทศ คนมีเงินก็ขนเงินไปลงทุนที่อื่น สุดท้ายคนที่อยู่อาศัยในเมือง ก็จะทยอยแก่ตัวลงเรื่อยๆ ตามกาลเวลา และจะเต็มไปด้วยผู้สูงอายุที่ขาดเงินออม ในเมืองที่ไร้สวัสดิการ
ผมว่าพฤติกรรมที่ควรหมดไปจากสังคมนี้ได้แล้ว คือการเอาอคติของตน มาอวยยกตัวเองว่าจงรักภักดี แล้วเอาสถาบันพระมหากษัตริย์ มาใช้เพื่อโจมตีประชาชนที่คิดต่างจากตน พฤติกรรมที่นำเอาสถาบันพระมหากษัตริย์ มาใช้เพื่อแบ่งแยกประชาชน ไม่ว่าจะทางตรง หรือทางอ้อม ไม่ว่าจะมีเจตนา หรือไม่มีเจตนา ควรจะเลิกได้แล้ว

ผู้ว่าฯกรุงเทพฯมีหน้าที่ในการทำให้เมืองๆ นี้ เป็นเมืองที่คนไม่ว่าจะจน หรือรวย อยู่ร่วมกันได้อย่างมีศักดิ์ศรี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีเหมือนกัน ได้รับการดูแลเอาใจใส่ที่ดีอย่างเท่าเทียมกัน สวัสดิการที่ดีเสมอภาคกันจะทำให้คนกล้าฝัน กล้าบุกเบิก ทำให้คนมีกำลังซื้อ กล้าซื้อ เมืองก็มีการบริโภค พอเมืองมีการบริโภค เมืองก็จะมีการลงทุน พอมีการลงทุน ก็เกิดการจ้างงานใหม่ๆ เกิด Supply Chain ใหม่ เกิดแหล่งลงทุนใหม่ๆ ทุกๆ คนก็มีโอกาสตั้งตัวได้ หลุดพ้นจากความยากจนได้ เมืองแบบนี้ไม่ใช่หรือ คือเมืองที่มีความหวัง
พอเสียทีเถอะ เมืองที่เอื้อให้กลุ่มอภิสิทธิ์ชนกลุ่มหนึ่งรวยได้ เพราะรู้ข้อมูลวงในก่อนใคร รวยได้เพราะได้อภิสิทธิ์จากกติกาที่ไม่เป็นธรรม รวยได้เพราะเส้นเพราะเครือข่ายอุปถัมภ์

ความร่ำรวยแบบนี้ มันไม่ใช่ความมั่งคั่งที่น่าภูมิใจ แต่เป็นการสูบเลือดสูบเนื้อทำนาบนหลังประชาชน พอกลุ่มทุนเหล่านี้ต้องออกไปแข่งขันในเวทีโลกด้วยกติกาที่เป็นสากล ก็ไม่เคยที่จะประสบความสำเร็จ สุดท้ายต้องบากหน้า กลับมาสูบเลือดสูบเนื้อประชาชนที่ประเทศเหมือนเดิม  ยืนยันครับว่า กรุงเทพฯที่สามารถเป็นเมืองที่เป็นความหวังของทุกๆ คน ไม่ว่าจะยากดีมีจน อย่างยั่งยืนได้ จะต้องเริ่มต้นจากเมืองที่คนเท่ากัน เท่านั้นครับ