เม.ย.ดีเดย์การเมืองระอุ ปัจจัยรุกไล่ต่อทุกพรรค ชี้วัดผ่านผลชิงผู้ว่าฯกทม.

17.04.22 | 13:05 น.
หน้า 3 วิเคราะห์ : เม.ย.ดีเดย์การเมืองระอุ ปัจจัยรุกไล่ต่อทุกพรรค ชี้วัดผ่านผลชิงผู้ว่าฯกทม.

วิเคราะห์หน้า 3 : เม.ย.ดีเดย์การเมืองระอุ ปัจจัยรุกไล่ต่อทุกพรรค ชี้วัดผ่านผลชิงผู้ว่าฯกทม.

การเมืองในช่วงหน้าร้อนของประเทศไทย ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป ตามคำทำนายทายทักของหลักโหราศาสตร์ อย่างที่

อ.บุศรินทร์ ปัทมาคม หรือ โหรบุศรินทร์ นักโหราศาสตร์และคอลัมนิสต์ชื่อดัง ออกมาระบุว่า “นับจากนี้เป็นต้นไป คงมีดาวใหญ่ย้ายถึง 2 ดวง

คือ ดาวราหูที่ย้ายวันที่ 30 มีนาคม และดาวพฤหัสฯ ที่ย้ายวันที่ 8 เมษายน ทั้งนี้ ดาวราหูจะมารังแกบ้านเมือง ทำให้ระส่ำระสาย

ทำให้อยู่กันยาก กินช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2565-17 สิงหาคม 2566 จะหนักตอนแรกๆ ช่วง 4 เดือนแรก

ต้องจับตาตั้งแต่เดือนเมษายน พฤษภาคม มิถุนายน และสิงหาคม ขอให้อดทนอีก 1 ปี หลัง 19 เมษายน 2566 ดวงเมืองจะดีขึ้น และดีขึ้นในทุกๆ ด้าน”

Advertisement

ตามข้อเท็จจริง คำทำนายทายทักตามหลักโหราศาสตร์ อาจจะไม่สามารถพิสูจน์หรืออธิบายได้ด้วยทฤษฎี เหมือนกับหลักทางวิทยาศาสตร์

แต่จากเหตุและปัจจัยทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายนเป็นต้นมานั้น ทั้งจากคำพูด พฤติการณ์ ของผู้มีบทบาทในทางการเมือง

จากพรรคหลักๆ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ล้วนถูกรุกไล่ จนอยู่ในสภาพตั้งรับ ส่อเค้าว่าจะกระทบต่อภาพลักษณ์และคะแนนนิยมที่มีต่อพรรคนั้นๆ ไปด้วย

อย่างพรรคไทย (พท.) หลังจากที่ “โทนี่” นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวในคลับเฮาส์ CARE Talk x CARE Clubhouse เมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา

ตอนหนึ่งระบุว่า “ขณะนี้บ้านเมืองแย่ เพราะการบริหารล้มเหลว รัฐธรรมนูญแย่ เด็กรุ่นใหม่เห็นแล้วสงสัยว่าอนาคตพวกเขาอยู่ที่ไหน เศรษฐกิจล้มเหลว

ประเทศล้มเหลว เด็กไม่มีอะไรเลย ก็คิดว่าต้องปฏิรูปสถาบัน จริงๆ แล้วต้องปฏิรูประบอบประชาธิปไตย แก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย

ยกตัวอย่างรัฐธรรมนญ 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีมาก ใช้แล้วรู้ว่าเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง แล้วเราได้รัฐบาลที่ดี” นำมาซึ่งความคิดเห็นของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ตั้งคำถามถึง “จุดยืน” และ “ความชัด” ในเรื่องดังกล่าว ต่อแกนนำและผู้ที่มีบทบาทของพรรค พท.

ขณะที่คำตอบของผู้ที่เกี่ยวข้องดูยังจะไม่ได้สร้างความชัดเจน ให้กลุ่มคนรุ่นใหม่เกิดความเข้าใจได้ ประเด็นดังกล่าวจึงเป็น โจทย์ใหญ่ ที่พรรค พท. ต้องหาคำตอบและอธิบายให้กลุ่มคนรุ่นใหม่เกิดความเข้าใจให้ได้มากที่สุด

เพื่อไม่ให้กระทบกับยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปของพรรค พท. ที่ประกาศเป้าหมายเอาไว้ว่าต้องชนะแบบ “แลนด์สไลด์” ถึงจะมีโอกาสกลับมาเป็น แกนนำจัดตั้งรัฐบาล

เช่นเดียวกับ ความชัดเจน และความโปร่งใส ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

รวมทั้งรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในช่วงเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคมเป็นต้นไป

ซึ่งมีคำถามกลับไปยังแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านว่าจะตรวจสอบรัฐบาล ผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า มีความจริงจัง ไร้นัยยะแอบแฝง ไม่มีการเกี้ยเซี้ย ของผู้มีอำนาจหรือไม่

หลังจากแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านออกมายืนยันถึงไทม์ไลน์ การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ยังไม่ชัดเจนและตรงกัน

บางท่านระบุว่า เมื่อเปิดสมัยประชุมสภา จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจทันที เพื่อเปิดเกมรุกใส่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ให้มีการยุบสภา หนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ขณะที่แกนนำบางคนระบุว่า อาจจะยื่นญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในช่วงเดือนสิงหาคม ซึ่งตรงกับช่วงที่มีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความการดำรงตำแหน่งนายกฯ ครบ 8 ปี ของ พล.อ.ประยุทธ์ด้วย

กระทั่ง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่านและหัวหน้าพรรค พท. ออกมาระบุล่าสุดว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านจะหารือถึงความชัดเจนในการยื่นญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจกันอีกครั้งในวันที่ 26 เมษายนนี้อีกครั้ง

โดยกำหนดวาระไว้เบื้องต้นว่า เมื่อเปิดสมัยประชุมสภาฯมาแล้ว จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ในวาระรับหลักการในช่วงวันที่ 1-2 มิถุนายนนี้ก่อน จากนั้นจึงจะยื่นญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงก่อนเดือนสิงหาคม ก่อนการพิจารณาวาระนายกฯดำรงตำแหน่งครบ 8 ปี

ซึ่งต้องชี้วัดกันที่ภาคปฏิบัติว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านจะชกอย่างจริงจัง สมศักดิ์ศรี ไม่มีการเล่นละครปาหี่ อย่างที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์

ขณะที่มรสุมลูกใหญ่ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กำลังเผชิญในขณะนี้ คือ กรณีของนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรค ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) พรรค ปชป. ที่ถูกแจ้งความกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมลวนลามหญิงสาววัย 18 ปี

จนเจ้าตัวต้องแถลงขอลาออกจากทุกตำแหน่งในพรรค ปชป. เพื่อลดแรงเสียดทาน รวมถึงกระแสลบที่อาจส่งผลต่อความนิยม และภาพลักษณ์ของพรรค ปชป. ในการออกไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองตามกระบวนการยุติธรรม

ซึ่งยังไม่มีใครตอบได้ว่าจะส่งผลในแง่ลบต่อพรรค ปชป.แค่ไหน แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ในฐานะที่นายปริญญ์ นั่งเป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.และ ส.ก. ของพรรค ซึ่งต้องมาเปลี่ยนแม่ทัพ คุมสู้ศึกเลือกตั้งกลางคันในเวลานี้ ต้องถือว่าเป็นที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกคนไม่อยากจะให้เกิดขึ้น

แม้ขุนพลอย่าง นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. เบอร์ 4 ของพรรค ปชป. จะออกมาระบุว่า ไม่กังวลต่อกรณีที่เกิดขึ้นกับนายปริญญ์ เพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคลคงไม่กระทบกับแผนการหาเสียงและแนวทางการสู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ของพรรค

แต่ลึกๆ ย่อมมีความหวาดหวั่นต่อเรื่องดังกล่าว ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อคะแนนนิยม และความเชื่อมั่นต่อคนที่จะมาลงคะแนนเสียงให้กับผู้สมัครของพรรค ปชป.ได้เช่นกัน อยู่ที่ว่านับจากนี้พรรค ปชป.จะแก้เกมในประเด็นลบของเรื่องนี้ได้อย่างไร

ยิ่งผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ที่ว่างเว้นจากการกาบัตรมากว่า 9 ปี ประกอบกับปัจจัยทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป นักวิเคราะห์และผู้ที่เฝ้ามองทางการเมือง ระบุว่า กลุ่มนิวโหวตเตอร์ ที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก ในสัดส่วนตัวเลขกลมๆ คือ 7 แสนเสียง จะเป็นตัวแปรชี้ขาดผล “แพ้-ชนะ”

หากคนกลุ่มนี้ เทคะแนนเสียงให้ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.คนใด จะสะท้อนภาพการเลือกตั้งในสนามใหญ่ครั้งต่อไปของทุกพรรคการเมืองได้อย่างแน่นอน

โดยผลสำรวจจากโพลของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ “นิด้าโพล” ที่สอบถามเรื่องบุคคลที่ประชาชนจะเลือกให้เป็นผู้ว่าฯกทม. ระหว่างวันที่ 5-7 เมษายนที่ผ่านมา

ระบุว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. อิสระ หมายเลข 8 ยังครองอันดับ 1 ที่ 38.84% ขณะที่อันดับที่ 2 คือ ตัวเลขของผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใคร อยู่ที่ 26.58%

ซึ่งตัวเลขของกลุ่มคนที่ยังไม่ตัดสินใจ ยังเป็นเป้าหมายสำคัญของผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ทุกคน ที่มีผลสำรวจ ตามหลังนายชัชชาติ

ต้องงัดทุกกลยุทธ์โน้มน้าวให้กลุ่มคนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใคร เปลี่ยนใจมาลงคะแนนให้กับตัวเอง เพราะถ้าได้คะแนนจากกลุ่มคนที่ยังไม่เลือกใคร

ย่อมเปลี่ยนแปลงผลแพ้-ชนะได้เหมือนกัน