อีเวนต์สงกรานต์เพิ่งผ่านพ้น นำความสุขแก่ญาติสนิทมิตรสหายกลับมาพบปะสังสรรค์ สายท่องเที่ยวเริงร่าตระเวนออกทัวร์
แต่เทศกาลปีใหม่ไทยก็ตีคู่มากับความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนในอัตราสูงทุกปีเช่นกัน
ยอดรวมสถิติช่วง 7 วันหยุดยาว เกิดอุบัติเหตุ 1,917 ครั้ง เสียชีวิต 278 ราย บาดเจ็บ 1,869 ราย
ต้นตอหลักเกิดจากคึกคะนองขับรถเร็วเกินกำหนด บวกกับเมาแล้วขับ
เรามักไปเพ่งเล็งให้ความสำคัญช่วง 7 วันอันตราย เทศกาลปีใหม่และสงกรานต์เป็นจุดโฟกัส ทั้งที่อุบัติเหตุทางถนนเกิดขึ้นอยู่ทุกวัน บาดเจ็บเสียชีวิตไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะคนเดินเท้าที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่พลอยรับเคราะห์ไปด้วย
ข้อมูลตัวเลขเกี่ยวกับการเสียชีวิตโดยอุบัติเหตุทางถนนจาก 3 หน่วยงาน กรมควบคุมโรค สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด บ่งชี้ว่าจำนวนคนเดินเท้ามีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยย้อนหลัง
10 ปี อยู่ที่ 620 คนต่อปี คิดเป็น 3% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมดจากอุบัติเหตุทางถนน
ความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการเสียชีวิตของคนเดินเท้า เฉลี่ยอยู่ที่ 4 พันล้านบาทในแต่ละปี ไม่นับ
ผู้บาดเจ็บ พิการ
ยังไม่นับรวมผลกระทบทางสังคมแก่ครอบครัวของผู้ตกเป็นเหยื่อ
การศึกษาเกี่ยวกับความเร็วของยวดยานพาหนะ ตัวอย่าง รถจักรยานยนต์ที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูงส่งผลต่อระยะหยุดรถ ไม่สามารถเบรกได้ทัน ปัจจุบันกฎหมายไทยกำหนดให้ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 80 กม./ชั่วโมง สำหรับในเขตเมืองและชุมชน
ความเร็วสูงสุดระดับนี้เกิดการชนจะมีความรุนแรงเทียบได้กับการตกตึก 8 ชั้น โอกาสรอดชีวิตไม่ถึง 10%
ประเทศพัฒนาแล้วจะจำกัดความเร็วในเขตเมืองไว้เพียง 30-50 กม./ชั่วโมง รายงานความปลอดภัยคนเดินถนนขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าการชนที่ความเร็ว 30 กม./ชั่วโมง คนเดินเท้าจะมีโอกาสรอดชีวิตถึง 90% หากเพิ่มความเร็วเป็น 45 กม./ชั่วโมง โอกาสรอดของคนเดินเท้าจะลดลงเหลือน้อยกว่า 50%
เป็นที่มาถึงข้อแนะนำให้จำกัดความเร็วในเขตเมือง ชุมชน และเขตคนเดินเท้าหนาแน่นไว้ที่ 30-40 กม./ชั่วโมง
บ้านเราแม้จะมีมาตรการมาควบคุมความเร็ว เช่น ติดตั้งกล้อง CCTV ความจริงที่เกิดขึ้นไม่ได้ถูกให้ความสำคัญจากผู้ขับขี่ อย่างมากก็ยอมเสียค่าปรับ
นั่นเพราะกฎหมายยังคงกำหนดโทษของการขับรถเร็วเกินกำหนด ปรับในอัตราเดียวสำหรับทุกความเร็ว คือ
ไม่เกิน 1,000 บาท แถมยังให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ากล่าวตักเตือนแล้วปล่อยตัว
หรือออกใบสั่งเปรียบเทียบปรับ บ่อยครั้งต่ำกว่า 1,000 บาทเสียอีก แล้วคดีเป็นอันพับไป
เปรียบเทียบกับประเทศอื่น เช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อังกฤษ หรือญี่ปุ่น ล้วนกำหนดอัตราโทษสูงขึ้นเป็นขั้นบันไดตามความเร็วและสถานที่แตกต่างกัน ด้วยเหตุผลที่ไม่อาจปฏิเสธ การขับขี่ในอัตราความเร็วสูง จะยิ่งเพิ่มโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้มากขึ้น
หรือแนวคิดจะนำวิธีตัดแต้มมาบังคับใช้ ก็ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในปัจจุบัน เพราะขาดความพร้อมเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การตัดแต้มจราจรถูกใช้ในหลายประเทศกับผู้ขับขี่เกินอัตรากฎหมายกำหนด นำไปสู่การพักใช้หรือแรงสุดเพิกถอนใบอนุญาต ห้ามขับรถกันไปเลย เป็นการควบคุมความประพฤติผู้ขับขี่อย่างได้ผล
อุบัติทางถนนสร้างความสูญเสียชีวิตผู้คนมากมาย สูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลในแต่ละปี
ถึงเวลาหรือยัง เราต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือ กลไกที่จำเป็นเข้ามาใช้บังคับ ควบคุม อย่างจริงจังเสียที
สัญญา รัตนสร้อย

