จะเรียกว่า “อาฟเตอร์ช็อก” หรือ “เอฟเฟ็กต์” ก็แล้วแต่จะให้คำจำกัดความ ต่อกรณีคดีความเกี่ยวกับข่าวฉาว ที่ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ นำหญิงสาวที่ระบุว่า ตกเป็นเหยื่อและเป็นผู้เสียหายถูกล่วงละเมิดทางเพศ ทั้งอนาจาร ข่มขืน
ตัวเลขล่าสุดของผู้เสียหาย (ณ วันที่ 18 เมษายน) คือ 14 คน ที่ไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา ที่มีชื่อของ นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และอดีตผู้อำนวยการการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. และสมาชิกสภากรุงเทพ (ส.ก.) ของพรรค ปชป. เป็นผู้เกี่ยวข้อง
แม้เจ้าตัวจะแถลงลาออกในทุกตำแหน่งที่รับผิดชอบในนามพรรค ปชป. เมื่อวันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อพิสูจน์และต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม และลดแรงเสียดทานที่จะเกิดกับพรรค ปชป.
ขณะที่แกนนำพรรค ปชป.ดูจะใช้เวลาช้าเกินไปในการตั้งหลัก ต่อการออกมาแสดงท่าทีถึงคดีที่เกิดขึ้น
ช่วงแรกมีเพียงโฆษกพรรค ปชป.ออกมาระบุว่า เรื่องที่เกิดขึ้นจะผิดหรือถูก ต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย
และคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ท่านหนึ่ง ออกมาระบุในจุดยืนของพรรค ปชป.ว่า สนับสนุนให้ผู้เสียหายจากการถูกคุกคามหรือล่วงละเมิด ดำเนินคดีให้ถึงที่สุดและขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรัดดำเนินการเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมได้เดินหน้าโดยเร็ว ขอยืนยันว่าพรรคจะไม่แทรกแซงหรือดำเนินการใดที่เป็นการปกป้องคนผิดอย่างแน่นอน
พรรคยังคงยึดมั่นในจุดยืนเรื่องการต่อต้านการคุกคาม ล่วงละเมิดทางเพศ และความรุนแรงในครอบครัว
แน่นอนถือเป็นการออกมาแสดงท่าที พูดตามหลักการที่ฟังได้ เพราะในทางคดี ก็ต้องเดินหน้าต่อสู้กัน ระหว่างผู้ต้องหา กับผู้ถูกกล่าวหา ด้วยพยานหลักฐาน ตามข้อกฎหมาย ภายใต้หลักของ “นิติศาสตร์”
คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าได้เลยว่า การต่อสู้คดีดังกล่าวคงใช้เวลาอีกพอสมควร อาจต้องสู้กันถึง 3 ศาล
กว่าจะได้เห็นบทสรุปแห่งคดีว่าใครจะ “ถูก” หรือ “ผิด” ต้องรับโทษทัณฑ์แค่ไหน
แต่อารมณ์ของสังคมและผู้คน ดูจะไปไกลกว่าบทลงโทษในทางกฎหมายของคดีดังกล่าวไปแล้ว เห็นได้จากท่าทีของสังคม ทั้งเครือข่ายองค์กรสตรี กลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมือง
ที่ออกมาระบุ เรียกร้องความรับผิดชอบและท่าทีการตรวจสอบต่อกรณีดังกล่าว ที่มากกว่าการที่ระบุว่าเป็นเรื่องส่วนตัว และปล่อยให้เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม
เพราะต้องไม่ลืมว่า นายปริญญ์อาสาตัวเข้ามาและได้รับคัดเลือกตามกระบวนภายในพรรค ปชป. เป็นถึงรองหัวหน้าพรรค
การที่พรรค ปชป.ก่อตั้งและดำรงอยู่มากว่า 76 ปี จนเป็นสถาบันทางการเมือง ย่อมต้องแสดงออกต่อกรณีดังกล่าวให้สังคมได้รู้สึกจับต้องได้มากกว่านี้
แม้สุดท้ายคณะกรรมการบริหารพรรคจะใช้เวลาถึง 5 วัน ก่อนที่หัวหน้าพรรคจะออกมาขอโทษต่อสังคม พร้อมกับประกาศลาออกจากประธานคณะกรรมการ 2 ชุด คือ คณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ กับ คณะกรรมการยุทธศาสตร์และนโยบายสตรีแห่งชาติ
นอกจากนี้ยังได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนภายในพรรค ปชป. 2 ชุด เพื่อสืบหาข้อเท็จจริงมาชี้แจงต่อสังคม
ส่วนบทสรุปจะสยบเอฟเฟ็กต์เรื่องดังกล่าวได้หรือไม่ ผู้บริหารพรรคน่าจะพอรู้คำตอบกันบ้างแล้ว
จตุรงค์ ปทุมานนท์

