“สุพล” เผย สลัดเสื้อพปชร. ร่วมงาน สอท.เหตุ “มีคนเก่ง-มีอุดมการณ์-หวังแก้ปัญหาปชช. ส่วน นิพิฏฐ์ เปิดใจ สมคิด ชวนทำสงครามครั้งสุดท้าย หวังทำภาคใต้ให้หายจน
เมื่อวันที่ 20 เมษายน ที่ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี พรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2565 มีแกนนำ ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด และสมาชิกพรรคทั่วประเทศ เข้าร่วมประชุมพร้อมเพรียง
ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ‘สร้างอนาคตไทย’ เปิดตัวโลโก้ จับตาการประชุมวันนี้ ชูแคนดิเดตนายกฯ
- ‘วิเชียร’ เผย ‘สร้างอนาคตไทย’ ชู ‘สมคิด’ แคนดิเดตชิงนายกฯ รอจังหวะเปิดตัวเมื่อฐานแข็งแรง
- ‘อุตตม’ ขึ้นแท่น ‘หน.สร้างอนาคตไทย’ ตามคาด ‘สนธิรัตน์’ เลขา ‘นิพิฏฐ์-สุพล’ เป็นรอง
- ‘อุตตม’ ลั่น หากคนการเมืองวันนี้ แก้ไขปัญหาลุล่วง เราก็ไม่จำเป็นต้องเข้ามา
ทั้งนี้ ภายหลังจาก นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าสอท. ขึ้นปราศรัยครั้งแรก เปิดตัวในฐานะหัวหน้าพรรคสอท.จบ ได้กล่าวแนะนำผู้ร่วมอุดมการณ์ และกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) บางส่วน พร้อมเปิดพื้นที่ให้กล่าวถึงจุดยืน และวิสัยทัศน์ในการเข้ามาร่วมทำงานการเมืองกับพรรค สอท. อาทิ นายวิเชียร ชวลิต นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ และ นายสุพล ฟองงาม
จากนั้น นายสุพล กล่าวว่า ตนเป็นนักการเมืองมืออาชีพ มาจากเลือกตั้งท้องถิ่นสู่ระดับชาติ สวมเสื้อตัวแรก คือ พรรคความหวังใหม่ ต่อมาคือพรรคไทยรักไทย ที่ไม่มีส.ส.แต่มีผู้นำและมีแนวคิด จนได้รู้จักนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกฯ เมื่อปี 2543 และมีความศรัทธา เพราะเป็นคนเก่งในการวางนโยบาย จากนั้นได้เปลี่ยนมาเป็นพรรคเพื่อไทย และเสื้อตัวที่สาม คือ มาอยู่พรรคพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ตามคำชวนนายสมคิด ให้มาช่วยสร้างพรรค พปชร. ซึ่งเป็นการตัดสินใจยากที่สุด ที่ต้องจากพรรคฝ่ายประชาธิปไตย จากคนเสื้อแดงมา ร่วมสร้างพรรค แต่ก็ตัดสินใจลาออก เพราะเห็นว่า ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ และมาอยู่กับพรรคสอท.เพราะมีคนเก่ง คนกล้า เสียสละทำเพื่อบ้านเมือง โดยได้รับมอบหมายให้ดูโซนภาคอีสาน และตนมองว่า คนอีสานเข้าใจง่าย ถ้ารู้จักสื่อสาร หลายคนมองว่า ยากที่จะไปแย่งพื้นที่กับพรรคเพื่อไทย แต่จากนโยบายและความตั้งใจที่จะทำงานแก้ปัญหา จึงมองว่าจะผ่านไปได้
ส่วน นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า ขอบคุณคณะผู้บริหาร และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นคนเชิญตนเองมาร่วมงานเมื่อ 3-4 เดือนที่ผ่าน ซึ่งการพูดคุย 2 ครั้งตนได้แจ้งไปว่า เมื่อเดินออกจากพรรคประชาธิปัตย์ตนเสมือนเป็นสิ่งที่ชำรุดในทางการเมืองไปแล้ว แต่นายสมคิด หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรคบอกว่า ประสบการณ์ของตนยังมีประโยชน์ต่อบ้านเมืองอยู่ จึงขอให้มาช่วยงานฟื้นฟูภาคใต้ โดยใช้คำพูดว่า ทำภาคใต้ให้หายจน ตนจึงขอประกาศเลยต่อพี่น้องประชาชน และคนภาคใต้เลยว่า ครั้งนี้เป็นการทำสงครามครั้งสุดในในชีวิต แพ้ชนะตนไม่เสียใจเลย เพราะตนกำลังหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนภาคใต้
นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า ในอดีตตนใส่เสื้อแจ็คเก็ตของพรรคประชาธิปัตย์ แต่วันนี้มาใส่แจ็คเก็ตของพรรคสร้างอนาคตไทย ฉะนั้นขออย่าดูที่แจ็คเก็ตที่ใส่ เพราะไม่ว่าจะใส่แจ็คเก็ตไหนก็ตาม หัวใจของตนยังเป็นเหมือนเดิมทุกประการ และในฐานะที่เป็นนักกฎหมายก็จะสู้เพื่อสิ่งนี้ให้กับประชาชน
ด้าน นายสุรนันทน์ กล่าวว่า ตนมี 3 เหตุผลที่ กลับมาทำการเมืองคือ 1.รัฐบาลไม่สามารถจัดการระบบสาธารณสุขไทยทำให้คนติด โควิด-19 ตายวันละ 100 คน ทั้งที่สมัยก่อนมีนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคเพื่อให้ประเทศไทยเป็นฮับของการรักษาพยาบาล 2.รัฐบาลบริหารเศรษฐกิจแบบลักปิดลักเปิด ไม่มีแผนสำหรับวันนี้และอนาคต อยู่ไปวันๆ และ 3.การบริหารจัดการล้มเหลวของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงไม่สามารถที่จะขอให้อยู่เกิน 8 ปีได้
“หลายคนถามว่าทำไมผมไม่กลับไปพรรคเพื่อไทย (พท.) ส่วนตัวยังให้ความเคารพนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีอยู่ แต่วันนี้เราต้องมาสร้างพาหนะใหม่และองค์กรใหม่ร่วมกัน ที่มีความเป็นมืออาชีพผสมผสานทั้งความคิดใหม่ ที่ผ่านมาคู่ต่อสู้ของผมคือพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เช่น นายนิพิฏฐ์ แต่เราต่อสู้กันในเชิงความคิดและเหตุผล หรือคนเคยเป่านกหวีดไล่ผมคือ นายสันติ กีระนันทน์ ซึ่งตอนนี้มาทำงานร่วมกัน เราต้องลดอีโก้ของตัวเอง เพื่อประเทศชาติ วันนี้ถึงเวลาสลายขั้วทางการเมือง และสลายความขัดแย้ง เพื่อจับมือกัน รวมตัวคนดีและคนเก่ง มาช่วยเหลือประเทศ โดยผมเชื่อว่า ถ้านายกฯ ประเทศไทยไม่ชื่อ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประเทศนี้ไปไม่รอ” นายสุรนันทน์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนปิดการประชุม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค ได้แนะนำขุนพลเลือกตั้ง ทั้ง5 ภาคของพรรค ที่จะขับเคลื่อนการทำงานได้แก่ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เป็นประธานภาคใต้ นายสุพล ฟองงาม ประธานภาคอีสาน นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ ประธานกรุงเทพฯ นายวัชระ กรรณิการ์ ประธานภาคกลาง และนายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ ประธานภาคเหนือ

