อดีตกกต.สอนรุ่นน้อง ชี้ เคส “สุรพล”ฟ้อง ไม่ใช่เรื่องใหม่ แนะต้องพิสูจน์ความจริงให้ได้ พิจารณาอย่างสุจริต-เที่ยงธรรม เชื่อจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ชี้ควรรีบแจงหวั่นศรัทธาลด จนอาจไม่ได้จัดการเลือกตั้ง
เมื่อวันที่ 22 เมษายน อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รายหนึ่ง กล่าวกรณีศาลจังหวัดฮอดพิพากษาคดีแพ่งที่ นายสุรพล เกียรติไชยากร อดีต ส.ส.เชียงใหม่ 8 ยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเจ้าหน้าที่ รวม 14 คน โดยพิพากษาให้สำนักงาน กกต. ต้องชดใช้ไปก่อน 64.1 ล้านบาท จากกรณีแจกใบส้มนายสุรพล ว่า กรณีนี้ไม่ใช่กรณีแรก เพราะสมัยของ กกต.ที่ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2549-2556 เคยถูกฟ้องลักษณะนี้มาแล้ว ซึ่งขณะนั้น กกต.ที่ร่วมประชุมทั้ง 4 คนลงมติเอกฉันท์ให้ใบแดง ผู้สมัครรับเลือกตั้งจังหวัดทางภาคอีสาน จากกรณีมีการซื้อสิทธิขายเสียง และให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ และให้ศาลพิจารณาคดีอาญาด้วย รวมทั้งเรียกค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งผู้สมัครรับเลือกตั้งรายดังกล่าวก็ปฏิเสธทั้งหมด และนำเรื่องไปฟ้อง สำนักงาน กกต. และ กกต. 4 คนที่ร่วมลงมติ รวมทั้งเรียกเงิน 30 ล้านบาท ซึ่งในคดีนั้นกกต.ก็สู้ในชั้นศาล โดยเรายืนยันว่า กกต.ไม่ต้องชดใช้เงิน เพราะมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ที่ระบุว่าการพิจารณาคดีของ กกต.ถ้าสุจริตเที่ยงธรรมแล้ว หลุดพ้นจากความรับผิดชอบทั้งปวง
อดีตกกต.ยังกล่าวอีกว่า กรณีนั้นพิสูจน์ได้ว่ากกต.พิจารณาคดีสุจริตเที่ยงธรรม โดยมีการฟังพยานหลักฐานถึง 50 ปาก และพยานฝ่ายผู้สมัครรับเลือกตั้งมีการยืนยันว่ามีการซื้อสิทธิขายเสียง ในชั้นการสอบสวนของกกต. แต่มีการมากลับคำให้การในชั้นการพิจารณาคดีแพ่งที่ผู้สมัครรายดังกล่าวฟ้องกกต. ซึ่งการพิจารณาของกกต. ใช้หลักเกณฑ์จากการไต่สวนสอบสวนของพนักงานสอบสวนของ กกต. และกกต.จังหวัด เพราะกกต.ไม่ได้พิจารณาเองต้องฟังจากพยานหลักฐาน คดีดังกล่าวมีการสู้คดี 2 ศาล จนถึงชั้นศาลอุทธรณ์ แต่ผู้สมัครรายดังกล่าวไม่มีการยื่นฎีกาเท่ากับว่าเขายอมรับ ส่วนกรณีนี้รัฐคงจะไม่ได้ฟังได้ว่า กกต.ต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ แต่กกต.ต้องพิสูจน์ว่าได้ทำโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เพราะหากไม่มีข้อกฎหมายคุ้มกัน ถ้ามีกรณีอย่างนี้ใครฟ้อง กกต.โดนกันหมด ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันคดี กกต.ต้องชดใช้กันหมดไม่ว่าให้ใบเหลืองใบส้มใคร ดังนั้นเมื่อกกต.ได้รับความคุ้มครองของกฎหมาย กกต.มีสิทธิที่จะพิสูจน์ในเรื่องการคุ้มครองของกฎหมาย
“เป็นเรื่องที่ กกต.สามารถที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองได้อยู่แล้ว ไม่ใช่จะจบแค่ว่าศาลเห็นว่ากกต.วินิจฉัยผิดหรืออะไร ซึ่งเรื่องนี้กกต.ควรจะยกข้อกฎหมายขึ้นพิสูจน์ความสุจริตของตัวเอง เหมือนอย่างกรณีที่เคยมีมาแล้ว ซึ่งมองแล้วว่าขณะนี้ กกต.ไม่ได้ออกมาพูดอะไร ความสนใจของประชาชนเพ่งเล็งไปที่กกต. และอนาคตข้างหน้ากกต.ต้องจัดการเลือกตั้งในฐานะกกต.รุ่นพี่ซึ่งเห็นใจรุ่นน้อง และเคยเจอปัญหาเหล่านี้มามาก สิ่งที่จะคุ้มครอง กกต.ได้คือความสุจริตและเที่ยงธรรมของกกต. จะต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าสุจริตจริง เป็นเรื่องที่เราก็คงจะต้องดูว่า กกต.เองทำงานเหน็ดเหนื่อย และเมื่อได้ทำงานโดยสุจริตและเที่ยงธรรมแล้ว ควรจะมีหลังพิงฝา เพราะถ้าปล่อยให้พูดกันต่อไป ความศรัทธาของ กกต.จะลดน้อยลงถึงขึ้นที่ว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า กกต.จะได้เป็นผู้จัดการเลือกตั้งหรือไม่ ดังนั้น ขอให้กำลังใจรุ่นน้องว่าควรออกมาพูด ออกมาแถลงว่าอะไรเกิดขึ้น เพราะอะไร เพราะไม่มีใครรู้ดีเท่ากับพวกท่านทั้ง 7 คน”อดีตกกต.กล่าว

