สาระคำพิพากษาศาลแพ่ง กกต.พ่ายคดีแจก ‘ใบส้ม’

23.04.22 | 10:24 น.

หมายเหตุเป็นสาระสำคัญคำพิพากษาศาลแพ่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายสุรพล เกียรติไชยากร ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.พรรคเพื่อไทยเมื่อเดือนมีนาคม 2562 เป็นวงเงิน 64.1 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย เนื่องจากถูก กกต.ให้ใบส้ม และตัดสิทธิทางการเมือง 1 ปี ทำให้นายสุรพลเสียโอกาสเป็น ส.ส.เนื่องจากได้รับเลือกตั้งคะแนนมาเป็นอันดับ 1 เขต 8 เชียงใหม่

สืบเนื่องจาก นายสุรพล เกียรติไชยากร อดีต ส.ส.เชียงใหม่ 8 สมัย เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมเจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้อง รวม 14 ราย เพื่อเรียกค่าเสียหายและเยียวยาฐานทำให้เสียชื่อเสียง หลังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิพากษายกฟ้องนายสุรพลในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจกใบส้ม และตัดสิทธิทางการเมือง 1 ปี เมื่อปี 2562 โดยศาลฎีการะบุว่าการบูชาเทียนวันเกิด 2,000 บาท ไม่ใช่การซื้อเสียงหรือทุจริตเลือกตั้ง ที่ทำให้นายสุรพลซึ่งได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นอันดับ 1
ส่งผลให้นายสุรพลไม่ได้กลับไปทำหน้าที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย (พท.) สมัยที่ 9

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2565 ศาลจังหวัดฮอด ต.หางดง อ.ฮอดจ.เชียงใหม่ มีคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.164/2562 และคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.23/2565 ระหว่าง นายสุรพล เกียรติไชยากร โจทก์ กับ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำเลยที่ 1 นายอิทธิพร บุญประคอง จำเลยที่ 2 นายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ จำเลยที่ 3 นายธวัชชัย เทิดเผ่าไทย จำเลยที่ 4 นายฉัตรไชย จันทร์พลายศรี จำเลย
ที่ 5 นายปกรณ์ มหวรรณพ จำเลยที่ 6 นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ จำเลยที่ 7 นายเมธา ศิลาพันธ์ จำเลยที่ 8 นายเกรียงไกร พานดอกไม้ จำเลยที่ 9 นายหรือดาบตำรวจชาญชนินทร์ จินตนา จำเลยที่ 10 นายสุรเชษฐ์ อินทจักร จำเลยที่ 11 นายหรือพันตำรวจโทสมชาย หมายมั่น จำเลยที่ 12 นายสุบิน ทองก้อนสิงห์ จำเลยที่ 13 นายเกรียงศักดิ์ ยาโน จำเลยที่ 14 (หน้าที่ 1) โดยในคำฟ้องดังกล่าว นายสุรพลเรียกค่าเสียหายและเยียวยา ดังนี้ 1.เงินเดือนและค่าตอบแทน ส.ส.เป็นเวลา 4 ปี รวม 15 ล้านบาท 2.ค่าใช้จ่ายหาเสียง จำนวน 1,010,520 บาท 3.ค่าทนายความและค่าธรรมเนียม 9 ล้านบาท 4.ค่าเสียหายต่อเกียรติและชื่อเสียง 50 ล้านบาท 5.ค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 86,110,403.77 บาท

ทั้งนี้ ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้ กกต.และพวกชดใช้ค่าเสียหายและเยียวยา แบ่งเป็น 1.เงินเดือน เป็นเวลา 3 ปี รวม 4,088,160 บาท 2.ค่าใช้จ่ายหาเสียง เต็มจำนวน 1,010,520 บาท 3.ค่าทนายความและค่าธรรมเนียมเต็มจำนวน 9 ล้านบาท 4.ค่าเสียหายต่อเกียรติและชื่อเสียง เต็มจำนวน 50 ล้านบาท 5.ยกคำร้องค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 64,148,683.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี

สำหรับสาระสำคัญของคำพิพากษามีว่า กรณีนายสุรพล (โจทก์) ฟ้องว่า ถูกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 กล่าวหาบริจาคเงิน 2,000 บาท พร้อมนาฬิกาแขวนผนังให้พระภิกษุ เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเอง โดยลงมติตัดสิทธิทางการเมือง มิให้โจทก์ลงสมัครรับเลือกตั้งในสมัยนั้น ให้ยกเลิกการเลือกตั้ง ให้มีการเลือกตั้งใหม่ และดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ นับว่าเป็นการใช้ดุลพินิจโดยปราศจากเหตุผลสนับสนุนอันสมควร ย่อมไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ทั้งนี้ยังมีผลกระทบต่อพรรคการเมืองที่โจทก์สังกัดอยู่ ที่ไม่สามารถส่ง
ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนอื่นลงแข่งขัน และส่งผลต่อการคำนวณสัดส่วนของผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งใหม่นั้น รัฐจะต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งครั้งใหม่ อีกทั้งประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้น ก็ต้องออกไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งอีกครั้ง ซึ่งต้องใช้เวลาดำเนินการไม่ต่ำกว่า 45 วัน
ศาลเห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ดำเนินการประชุมพิจารณาและลงมติไปอย่างรีบด่วน โดยมิได้รับฟังข้อเท็จจริงในสำนวนการสืบสวนและไต่สวนที่กล่าวหาโจทก์ให้ถี่ถ้วนรอบคอบ ให้สิ้นกระแสความเสียก่อน เช่นนั้นย่อมไม่เป็นไปตามหลักสากล ไม่สามารถแสดงให้เห็นเป็นประจักษ์ได้ว่าเป็นการพิจารณาลงมติที่สุจริตและเที่ยงธรรม การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 จึงเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์

Advertisement

กรณีจำเลยที่ 1 ให้การว่าจำเลยที่ 1 มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย อันจะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายตามฟ้อง เพราะจำเลยที่ 1 เป็นหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และเป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดไว้โดยเฉพาะตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 การที่โจทก์ถูกระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราว เป็นระยะเวลา 1 ปี ตามคำวินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ 31/2562 และถูกร้องต่อศาลฎีกา เพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิรับเลือกตั้งของโจทก์ เกิดจากขั้นตอนกระบวนการ
ใช้อำนาจตามกฎหมายของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีอำนาจหน้าที่จัดหรือดำเนินการให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

และเมื่อพบเห็นการกระทำที่มีเหตุอันควรสงสัย ว่าการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้มีอำนาจสั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือกตั้ง การเลือก หรือการออกเสียงประชามติ และสั่งให้ดำเนินการเลือกตั้งเลือก หรือออกเสียงประชามติใหม่ในหน่วยเลือกตั้งบางหน่วย หรือทุกหน่วย และสั่งระงับการใช้สิทธิรับสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือผู้สมัครรับเลือกไว้เป็นการชั่วคราว เป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี

เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้นั้นกระทำการหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่นที่มีลักษณะเป็นการทุจริต หรือทำให้การเลือกตั้ง หรือการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จำเลยที่ 1 ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย มิได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ตามที่อ้าง แต่เป็นการกระทำโดยสุจริต ย่อมได้รับความคุ้มครองตาม
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 23 นั้น

ศาลเห็นว่า ข้อวินิจฉัยข้างต้น เมื่อการกระทำของคณะกรรมการการเลือกตั้ง มิได้เป็นที่ประจักษ์ว่าเป็นการกระทำโดยสุจริตและเที่ยงธรรมจนเกิดความเสียหายแก่โจทก์ คณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงมิได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 23 ดังนี้

จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 23 เช่นเดียวกัน จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำการในการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539

สำหรับจำเลยที่ 13 และที่ 14 นั้น ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 14 วางแผนร่วมกัน โดยแบ่งหน้าที่กันกระทำละเมิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 13 และที่ 14 เป็นผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ในวันเกิดเหตุได้โพสต์ข้อความลงแอพพลิเคชั่น เฟซบุ๊กว่า โจทก์เป็นผู้ใหญ่ใจบุญร่วมทำบุญ 2,000 บาท แต่ไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่า เป็นการสั่งการโดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงเชื่อว่า จำเลยที่ 14 ได้โพสต์ข้อความลงไปในแอพพลิเคชั่นเฟซบุ๊ก โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ครั้นเมื่อทราบว่าโจทก์ถูกร้องเรียนเป็นหนังสือไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงใหม่ จำเลยที่ 13 และที่ 14 ก็ได้ลบข้อความในแอพพลิเคชั่นเฟซบุ๊กแล้ว

ทั้งนี้ พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 64,148,683.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 อันเป็นวันถัดจากวันฟ้องถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้น โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาออกตามความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้เมื่อรวมแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาล ให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 13 และที่ 14 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 13 และที่ 14 ให้เป็นพับไป