วัดกึ๋น ว่าที่ผู้ว่าฯกทม. โจทย์ท้าทาย‘สังคมสูงวัย-สุขภาพคนกรุง’
อีกเพียง 1 เดือนเศ ก็จะถึงวันชี้ชะตา ว่าใครกันหนอจะมานั่งเก้าอี้พ่อเมือง กทม. จากการเลือกตั้งที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานานแสนนาน
คณาจารย์รั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมตัวแทน “กลุ่มเส้นด้าย” ร่วมสะท้อนอีกหนึ่งปมปัญหานั่นคือสุขภาพของคนกรุงเทพฯ อีกทั้งการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ในเวทีประชันวิสัยทัศน์ “เลือกตั้งผู้ว่าแก้ปัญหาคนกรุง” ครั้งที่ 2 ในหัวข้อ “โรคระบาด เมืองระบม” ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ระบบบริการสุขภาพของ กทม.ควรมีการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา โดยแบ่งตาม 2 สถานการณ์ คือในภาวะปกติ ระบบบริการสุขภาพต้องให้บริการรักษาความเจ็บป่วยมากมาย ซึ่งมีงานวิจัยที่ชี้ว่าคนเมืองมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรคทางเดินหายใจ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงโรคในชุมชน อีกทั้งยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษา สิ่งเหล่านี้ขับเน้นให้คนมีความต้องการรับบริการทางสุขภาพมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น การพัฒนาระบบบริการสุขภาพให้ครอบคลุมผู้คนทุกกลุ่มจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ในส่วนของภาวะวิกฤต สถานการณ์โควิด-19 นับเป็นตัวอย่างที่ดีในการทดลองระบบสาธารณสุขของไทย แม้ที่ผ่านมาตามหน้าข่าวจะมีการกล่าวถึงระบบบริการสุขภาพของไทยว่ามีประสิทธิภาพที่ดี แต่ถึงอย่างไร ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังคงมีปัญหาความโกลาหลที่เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน อาทิ ผู้ป่วยที่รอรับบริการนานจนเสียชีวิต ปัญหาการเข้าถึงโรงพยาบาล ระบบการส่งต่อ และอื่นๆ นอกจากนี้ ระบบบริการสุขภาพของ กทม.ยังมีลักษณะหลายสังกัด ทั้งของภาครัฐ เอกชน กทม. ไปจนถึงมหาวิทยาลัยต่างๆ จึงอาจทำให้เกิดการบูรณาการยากมากขึ้น ฉะนั้นหากระบบบริการสาธารณสุขสามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะสามารถแก้ปัญหาในภาวะวิกฤตได้ เพราะช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา แม้จะมีการตั้งคณะกรรมการต่างๆ เพื่อบูรณาการทำงานร่วมกัน และอาจจัดการกับสถานการณ์วิกฤตได้ หากแต่ในอนาคตยังคงต้องการการพัฒนาที่เป็นรูปธรรม เพื่อรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นอย่างถาวร” รศ.นพ.ดิลกกล่าว
สำหรับประเด็นสังคมผู้สูงอายุ จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าในปี 2564 ประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงวัยที่อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มากถึง 13 ล้านคนหรือเกือบ 20% โดย กทม.มีผู้สูงวัยกว่า 1 ล้านคน และมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด 20 ปี
“สังคมสูงวัยจะส่งผลให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพเพิ่มมากขึ้นด้วย เช่น กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อย่างโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดัน ดังนั้น ทั้งหน่วยงานที่ให้บริการและประชาชนเองก็จะต้องรับภาระในส่วนนี้เพิ่มมากขึ้น จึงเกิดคำถามต่อว่า ผู้ว่าฯกทม. คนต่อไปจะมีนโยบายสำหรับรับมือปัญหาในมิตินี้อย่างไร” รศ.นพ.ดิลกตั้งคำถาม
ด้าน รศ.ดร.สิริมา มงคลสัมฤทธิ์ รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ มองว่า คุณค่าของเมืองที่ผู้ว่าฯกทม. ควรใส่ใจ คือสุขภาพที่ดีของประชาชน โดยสิ่งที่เรียกว่า ‘ปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพ’ เกี่ยวโยงกับปัญหาความเหลื่อมล้ำ มลพิษ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ
“ภาคประชาชนเองยังมีการเสนอถึงการป้องกันโรคระดับปฐมภูมิ ที่เป็นเรื่องสำคัญในการจัดการกับสุขภาพของชาว กทม.เพื่อไม่ให้เกิดโรค ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาโรค ลดความแออัด ตลอดจนเพิ่มการเข้าถึงบริการ ดังนั้นชุดนโยบายที่จะนำมาใช้จึงควรทำให้เกิดกลไกที่จะใส่ใจเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม.จะต้องมีการบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อรองรับการให้บริการด้านสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพแก่ทุกคน” รศ.ดร.สิริมาย้ำ
สำหรับภาคประชาชนอย่าง ภูวกร ศรีเนียน ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มเส้นด้าย เล่าว่า ก่อนหน้านี้ได้ทำแคมเปญร่วมกับ Change.org เพื่อเป็นข้อเสนอต่อว่าที่ผู้ว่าฯกทม. คนต่อไป ในประเด็นระบบสาธารณสุขปฐมภูมิ กล่าวคือสถานบริการสาธารณสุขที่มีอยู่ รวมถึงอาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) จะถูกยกระดับและทำให้เกิดขึ้นจริงได้มากน้อยเพียงใด เพราะช่วงที่ผ่านมาสะท้อนว่าหน่วยบริการปฐมภูมิสามารถรองรับการให้บริการได้น้อยกว่าความเป็นจริง และแสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบสาธารณสุข
“ปัญหาจากการทำงานของกลุ่มเส้นด้ายในช่วงโควิด-19 ที่พบใน กทม. คือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากระบบสาธารณสุขจะเป็นประชาชนในชุมชนแออัด ซึ่งมี 2 ประเภท คือ 1.ประเภทที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และ 2.ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย โดยประชาชนในกลุ่มที่สองนี้จะได้รับบริการทางสาธารณสุขทีหลัง หรืออาจไม่ได้รับเลย เช่น การฉีดวัคซีน การป้องกันยุงลาย ฯลฯ จึงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำของคนในสองกลุ่ม ในขณะที่การตัดสินใจอยู่ที่ผู้บริหารของเขตต่างๆ” ภูวกรอธิบาย
นับเป็นอีกโจทย์ท้าทายที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าปมปัญหาอื่นใดในใจคนกรุง

