หน้าแรก การเมือง ‘คนส.’ เยี่ยม...

‘คนส.’ เยี่ยมหยุดขัง อ่านแถลง-ส่งโปสการ์ดถึง ‘ตะวัน’ จนท.เรือนจำ ยัน ต้องจองคิวล่วงหน้า

28.04.22 | 13:20 น.

‘คนส.’ เยี่ยมหยุดขัง อ่านแถลง-ส่งโปสการ์ดถึง ‘ตะวัน’ จนท.เรือนจำ ยัน ต้องจองคิวล่วงหน้า

เมื่อวันที่ 28 เมษายน ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) นำโดย รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำกิจกรรม “เยี่ยมหยุดขัง” เพื่อให้กำลังใจนักกิจกรรมทางการเมืองที่ถูกคุมขัง อ่านแถลงการณ์ และแถลงข่าวการจัดกิจกรรมทางวิชาการครั้งใหญ่ ในหัวข้อ “ประชาชนอยู่ตรงไหน ในระบอบที่ไม่เป็นธรรม”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 10.00 น. รศ.ดร.อนุสรณ์ พร้อมด้วยนักวิชาการ คนส. อาทิ รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร รองคณบดี คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์, ผศ.ดร.ชลิตา บัณฑุวงศ์ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ , สมาชิกกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นำโดย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข เดินทางมารวมตัวหน้า ทัณฑสถานหญิงกลาง

นอกจากนี้ ยังมีนักกิจกรรมยืน หยุด ขัง, คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.) ร่วมทำกิจกรรมโพลสอบถามความคิดเห็นประชาชน และถือภาพใบหน้า น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ ต้องหาคดี ม.112 ไปจนถึงป้ายข้อความ อาทิ ก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าไม่ผิด จะปฏิบัติเสมือนผู้กระทำผิดมิได้, ปล่อยตะวัน ปล่อยนักโทษการเมือง เพื่อเรียกร้องสิทธิการประกันตัวชั่วคราว

ก่อนร่วมอ่านแถลงการณ์ “หยุดใช้กฎหมายปิดปากประชาชนที่เห็นต่าง หยุดคุมขังประชาชนที่ยังบริสุทธิ์” ความว่า

ประชาชนไทยต้องอยู่ใต้การกดขี่มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา ที่รัฐบาลคณะรัฐประหารอาศัยอำนาจจากกฎหมายที่เขียนขึ้นมา ปิดกั้น ข่มขู่คุกคาม และจับกุมคุมขังxระชาชนฝ่ายตรงข้ามเป็นจำนวนมาก ขณะที่รัฐบาลที่อวดอ้างว่ามาจากการเลือกตั้งในปัจจุบันก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น กลับตั้งข้อหาดำเนินคดีประชาชนที่เห็นต่างเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

Advertisement

ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563 จนถึงเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีผู้ชุมนุมเคลื่อนไหวและแสดงออกทางการเมืองอย่างน้อย 1,767 คน ถูกตั้งข้อหาดำเนินคดี ส่วนใหญ่เป็นคดีละเมิดพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำนวน 1,428 คน ตามด้วยกฎหมายอาญามาตรา 112 จำนวน 169 คน พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จำนวน 117 คน และกฎหมายอาญามาตรา 116 จำนวน 116 คน

การตั้งข้อหาดำเนินคดีเหล่านี้ ไม่อาจนับว่าเป็นไปเพื่อผดุงความยุติธรรมในสังคมได้ หากแต่เป็นไปเพื่อกดปราบประชาชนที่เห็นต่างเป็นหลัก เพราะการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอ้างการควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ทว่า นอกจากการชุมนุมที่ผ่านมาไม่ก่อให้เกิดการระบาดของโรคเป็นกลุ่มก้อนที่จะนำไปสู่การอ้างได้ การรวมกลุ่มหรือการชุมนุมลักษณะเดียวกันของฝ่ายเดียวกับรัฐบาลกลับไม่ถูกตั้งข้อหา

ขณะที่กฎหมายอาญามาตรา 112 นอกจากจะมีปัญหาตั้งแต่ระดับของตัวบท กระบวนการบังคับใช้ในหลายกรณีไม่เข้าข่ายความผิด ไม่นับรวมวิธีการพิจารณาคดีที่ปิดลับจนไม่อาจนำไปสู่ความยุติธรรมได้ ส่วนพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หลายกรณีมีการตีความพฤติการณ์เกินขอบเขต ก้าวล่วงสิทธิเสรีภาพและความเป็นส่วนตัวของประชาชน

นอกจากนี้ ผู้ต้องหาในคดีเหล่านี้ยังมักถูกปฏิเสธสิทธิในการประกันตัว ด้วยเหตุผลว่า จะไปก่อเหตุในลักษณะเดียวกัน ซึ่งขัดหลักการพื้นฐานทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่บัญญัติไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐธรรมนูญ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่ให้สันนิษฐานว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด เพราะเป็นการตัดสินล่วงหน้าว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิด ทั้งที่กระบวนการพิจารณคดียังไม่เริ่ม และแม้การควบคุมตัวจำเลยระหว่างการพิจารณาคดีจะกระทำได้ แต่ก็ต้องมีเหตุอันเชื่อได้ว่าจำเลยจะหลบหนี ยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน ก่อเหตุอันตราย หลักประกันไม่น่าเชื่อถือ หรือเป็นอุปสรรคต่อการพิจารณาคดี ซึ่งแทบไม่มีผู้ต้องหาคนใดในคดีเหล่านี้มีพฤติการณ์ดังกล่าว

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) จึงเรียกร้องให้รัฐบาล หยุดใช้กฎหมายปิดปากประชาชนที่เห็นต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่มีผู้ถูกตั้งข้อหาดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้องยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและการบังคับใช้กฎหมายที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน

นอกจากนี้ คนส. เรียกร้องให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ถูกตั้งข้อหา ต้องยึดมั่นในหลักการจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด จะควบคุมตัวจำเลยระหว่างพิจารณาคดีก็ต่อเมื่อมีเหตุที่เข้าหลักเกณฑ์อย่างชัดแจ้ง และจะอ้างเงื่อนไขที่เป็นเสมือนการตัดสินล่วงหน้าว่าจำเลยกระทำผิดในการถอนประกันมิได้

ปัญหาและความขัดแย้งในประเทศไทยจะคลี่คลายได้ ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายสามารถแสดงออกได้อย่างอิสระบนข้อเท็จจริงและด้วยเหตุผล โดยมีกฎหมายและศาลเป็นหลักประกันความเสมอภาคและยุติธรรม มิใช่เป็นเครื่องมือของเผด็จการในการกดปราบประชาชนที่เห็นต่างอย่างในปัจจุบัน

ด้วยความเชื่อมั่นในสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง
ทัณฑสถานหญิงกลาง และเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
28 เมษายน 2565

จากนั้น รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวถึงการจัดกิจกรรมทางวิชาการในหัวข้อ “ประชาชนอยู่ตรงไหน ในระบอบที่ไม่เป็นธรรม” ซึ่งจะจัดขึ้นช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลจะเริ่มต้นเปิดประเทศ จึงถือโอกาสจัดกิจกรรมเชิงวิชาการนี้ ในชื่อ เสวนา “ประชาชนอยู่ตรงไหน ในระบอบที่ไม่เป็นธรรม” ซึ่ง คนส . จะจัดร่วมกับคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ นี่คือปฐมฤกษ์ เพราะเราเชื่อว่าการตั้งข้อหา จับกุมคุมขัง ดำเนินคดี และปฏิเสธสิทธิประกันตัว น่าจะยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากกิจกรรมเรียกร้องให้ปล่อยตัวชั่วคราวอย่าง ยืนหยุดขัง การมาเยี่ยมให้กำลังใจตรงนี้ เป็นอีกส่วนที่สำคัญที่เราพอจะทำได้ และในอนาคตอาจทำเป็นกิจวัตร 1-2 สัปดาห์ครั้ง หรือตามเงื่อนไขที่จำเป็น

จากนี้ เราจะไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เนื่องจากยังมีผู้ต้องหาชายอีก 5 รายที่ถูกปฏิเสธสิทธิในการประกันตัว ได้แก่ เอกชัย หงส์กังวาน, เวหา, คทาธร, คงเพชร และพรพจน์

เมื่อถามถึงจุดยืน ของ คนส. ต่อการยกเลิกมาตรา 112 ?

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวว่า คนส. ประกอบด้วย นักวิชาการ นักกิจกรรมทางการเมือง เมื่อปี 2554 เราตั้งกลุ่ม คณะรณรงค์แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 (ครก. 112) ตอนนั้นเรารณรงค์ให้มีการแก้ไข รวบรวมรายชื่อเสนอและถูกตีตก จากนั้นจึงตั้ง ครย. 112 เพื่อให้มีการยกเลิก 112

“กฎหมายขณะนี้ เราเห็นว่ามีกฎหมายอื่นที่ยังสามารถใช้ได้ เพื่อปกป้องสิทธิของบุคคลในการถูกล่วงละเมิด จึงไม่มีความจำเป็นที่จะมีกฎหมายอาญาา ม.112 อีก สามารถบังคับใช้กฎหมายอื่นแทนได้
เราพูดกันมามาก ถึง ม.112 มีปัญหาทั้งในระดับตัวบท บังคับใช้ และวิธีการพิจารณา ทั้งหมดนี้ไม่ได้นำไปสู่การสร้างความยุติธรรมให้กับผู้ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา”

ด้าน รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร กล่าวถึงรายละเอียดกิจกรรมเชิงวิชาการว่า ประเด็นหลักคือ จะมีการเสวนาเรื่องปัญหาของมาตรา 112 ซึ่งเราเห็นตัวเลขที่น่าตกใจ พุ่งขึ้นสูงในช่วง 2 ปี และอีกเรื่องคือ สิทธิประกันตัวชั่วคราว เราเห็นปัญหานี้มีมาตลอด มีลักษณะมาตรฐานที่ไม่เท่ากันในคดีต่างๆ โดยเฉพาะผู้ต้องหาคดีการเมือง หากไม่ได้รับการประกันตัว ก็มักจะถูกถอนประกันด้วยเงื่อนไข จึงต้องมีการทำความเข้าใจในเรื่องกฎหมายให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งคาดว่าจะจัดกลางเดือนพฤษภาคมนี้ โดยจะแจ้งรายละเอียดให้ทราบต่อไป

“เรามาในวันนี้ เพื่อที่จะให้สังคมไม่นิ่งดูดาย เฉยเมย หรือเงียบต่อสถานการณ์ไม่ปกติที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ขณะเดียวกันก็อยากส่งเสียงไปถึงผู้มีอำนาจในกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งรัฐบาล ในแง่หนึ่ง รัฐบาลมีนโยบายในลักษณะมุ่งใช้กฎหมายปิดปากประชาชน ปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออก ขณะเดียวกันกระบวนการยุติธรรม

ด้าน นายสมยศ แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย กล่าวขอบคุณ คนส. ที่มาทำกิจกรรมเยี่ยมหยุดขัง ในวันนี้ เรียนว่าคดีนี้ยังอยู่ในการพิจารณาของศาล ในขั้นตอนการฝากขังและประกันตัว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ ได้รับการประกันตัวโดยมีเงื่อนไข ห้ามทำให้เสื่อมเสียต่อสถาบัน และห้ามชุมนุมที่ทำให้เกิดความวุ่นวาย โดยมีการนัดไต่สวน แต่วันไต่สวน มีเหตุการณ์เพิ่มขึ้นอีก 2 เหตุการณ์ คือ 6 และ 15 เมษายนประกอบ ซึ่งหลักฐาน 2 หลักฐานนี้ ความจริงแล้วอยู่นอกการไต่สวนเพื่อเพิกถอนการประกันตัว เป็นประเด็นหนึ่งที่ทนายความ นักกฎหมาย เห็นว่าเป็นการเพิ่มหลักฐานนอกสำนวน เราจึงมาขอให้พิจารณาเพื่ออุทธรณ์ในศาลอุทธรณ์ต่อไป ซึ่งหลักฐานนอกสำนวนนี้ เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชนว่า การที่ทานตะวันใส่เสื้อสีดำ ยังไม่ได้ปรากฏเจตนาชัดเจน เพียงเป็นการเชิญชวน ซึ่งข้อที่เราสามารถขออุทธรณ์ต่อศาล

ตะวัน ถือเป็นนักโทษที่อยู่ในระหว่างการพิจารณา ตามกฎหมายประมวลอาญา คดียังไม่สิ้นสุด จะปฏิบัติสำหรับผู้ต้องขังไม่ได้ ในทางปฏิบัติ ทานตะวันอยู่ในฐานะผู้ต้องขัง จึงอยากเรียนให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้รับทราบว่า ทานตะวัน ยังไม่ใช่นักโทษเด็ดขาด จึงมีสิทธิเสรีภาพในฐานะคนปกติ หรือพลเมืองของประเทศนี้

นั่นหมายความว่า คนส. สามารถเข้าเยี่ยมได้ หากไม่สามารถเข้าเยี่ยมได้ ก็จะมีการลงบันทึกหลักฐาน และไปกราบเรียนให้ สมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้รับทราบว่ายังมีการปฏิบัติต่อผู้บริสุทธิ์โดยไม่ให้สิทธิเสรีภาพอย่างเพียงพอ เป็นเหตุให้พวกเรามาใช้สิทธิในวันนี้ และหวังว่าทางเรือนจำ ทัณฑสถานหญิงกลางจะเข้าใจ ว่าเขาเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา เป็นผู้บริสุทธิ์ ควรที่จะติดต่อญาติ ติดต่อเพื่อนและสังคมได้ตามปกติ” นายสมยศกล่าว และว่า

ที่สำคัญ ทานตะวันในขณะนี้อดข้าวมา 7 วันแล้ว เรามีความห่วงใย เขาไม่ควรจะต้องอดอาหารเพื่อเสรีภาพการประกันตัว อยากให้เสียงของเราได้ยินไปยังกระบวนการทั้งหลาย การกระทำเช่นนี้จะทำให้สังคมไทยเกิดวิกฤตและความขัดแย้ง

“ทานตะวันและกลุ่มทะลุวัง พยายามตั้งคำถามกับสังคมด้วย การทำโพล เป็นการสำรวจความคิดเห็น และเป็นกระจกสะท้อนเงาของสังคมให้ผู้ปกครองประเทศได้รับรู้ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ที่จะสะท้อนปัญหา อยากให้ทุกฝ่ายรับฟังเสียงสะท้อนนี้ ฟังความเห็นบริสุทธิ์ของเด็กอายุ 20 ว่าสนใจ ห่วงใยปัญหาบ้านเมือง ไม่ใช่มาขังและให้เด็กอดอาหารขอสิทธิพื้นฐาน

หวังว่าการอดอาหารของทานตะวัน จะช่วยย้ำสำนึกสิทธิพลเมืองและสิทธิเสรีภาพการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย จากการเป็นนักโทษที่นี่ ยืนยันว่าเขามีสิทธิ์ที่จะพบญาติหรือเพื่อน เรียนผู้อำนวยการเรือนจำ ให้หาวิธีการใดก็ได้ เช่น การวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ เพื่อให้นักวิชาการ คนส. ได้เห็นหน้าและสภาพหารอดอาหารของทานตะวัน” นายสมยศกล่าว

จากนั้น รศ.ดร.อนุสรณ์ นำนักวิชาการ คนส. และนักกิจกรรรม เข้าเยี่ยม น.ส.ทานตะวัน

เจ้าหน้าที่ทัณฑสถานหญิงกลาง ได้กล่าวชี้แจงกับ รศ.ดร.อนุสรณ์ ถึงเกณฑ์การเข้าเยี่ยมซึ่งจะต้องมีการจองล่วงหน้า โดยผู้ต้องหา มี 2 รายที่จะเข้าไปเยี่ยม สามารถลงทะเบียนเข้าเยี่ยมได้ รวม 10 คน ลักษณะการเยี่ยม สามารถจองล่วงหน้าได้ 7 วันผ่านระบบการเข้าเยี่ยม ทั้งนี้ ต้องดูคิวที่เข้าเยี่ยมด้วย เนื่องจากตอนนี้มีผู้ต้องขังเกือบ 4,000 คน โดย กรณี น.ส.ทานตะวัน สามารถจองเข้าเยี่ยมได้ในวันที่ 30 เมษายน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ทัณฑสถานหญิงกลาง รับปากว่าจะประสานเรื่องให้ ก่อนขอรายชื่อ 5 ราย เป็นนักวิชาการ คนส. 3 ราย ประชาชน 2 ราย ที่จะเข้าเยี่ยม น.ส.ทานตะวัน

เจ้าหน้าที่ทัณฑสถานหญิงกลาง กล่าวต่อว่า ตามระบบถึงไม่เปิดให้เข้าไปเยี่ยมได้ แต่ก็สามารถซื้อของฝากผ่านระบบออนไลน์ โดยจะให้คิวอาร์โค้ดไปลงทะเบียน หรือหากญาติมาซื้อหน้าเคาน์เตอร์ล่วงหน้า ก็สามารถแจ้งความประสงค์ทำบัตรฝากเงินได้ เพื่อให้ผู้ต้องขังซื้อของที่จำเป็น

ทั้งนี้ นายสมยศ จึงขอให้เจ้าหน้าที่ นำโปสการ์ด 50 ใบ ที่ร่วมกันเขีบนให้กำลังใจ ส่งเข้าไปถึง น.ส.ทานตะวัน ในเรือนจำ ซึ่งรวมทั้งโปสเตอร์ ภาพ น.ส.ทานตะวัน ที่ผู้ร่วมกิจกรรมร่วมลงนามให้กำลังใจ

โดย เจ้าหน้าที่ทัณฑสถานหญิงกลาง ได้รับไว้ และว่า จะให้ทางเรือนจำตรวจสอบอีกครั้งก่อน

กระทั่งเวลาประมาณ 11.00 น. นักวิชาการ คนส. และประชาชน เดินเท้าไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อเข้าเยี่ยม นายเอกชัย, นายเวหา, นายคทาธร, นายคงเพชร และนายพรพจน์ ต่อไป