จับทิศทางการเมือง เลือกตั้งใหญ่ส่อแววร้อนแรง

30.04.22 | 11:34 น.

หมายเหตุ ความเห็นของนักวิชาการประเมินทิศทางทางการเมืองและการเลือกตั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น หลังเกิดปรากฏการณ์พรรคการเมืองใหม่ๆ ผุดขึ้นมา พรรคเล็กเตรียมควบรวมและเดินหน้าเจรจาต่อรองผลประโยชน์ในช่วงใกล้เปิดสภา

ปฐวี โชติอนันต์
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.อุบลราชธานี

การเลือกตั้งรอบหน้าจะมีความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือ กติกาการเลือกตั้งมีความเปลี่ยนแปลง มีบัตรการเลือกตั้ง 2 ใบภายใต้ระบบการเลือกตั้งแบบนี้ พรรคที่ได้เปรียบมากที่สุดคือพรรคเพื่อไทย มั่นใจมากถึงขนาดประกาศจะได้ ส.ส. เกิน 250 คน หรือ แลนด์สไลด์ เพื่อไทยมั่นใจเพราะระบบการเลือกตั้งรูปแบบใหม่ให้ประโยชน์กับพรรคที่มีขนาดใหญ่ที่มีนโยบายชัดเจนและมี ส.ส.ในพื้นที่ พูดให้ชัดเพื่อไทยจะได้จำนวน ส.ส.จากปาร์ตี้ลิสต์รวมกับ ส.ส.เขตที่จะได้ในพื้นที่โดยเฉพาะภาคเหนือ อีสาน และภาคกลางที่มี ส.ส.เพื่อไทยจำนวนมาก

พรรคก้าวไกล หรืออดีตพรรคอนาคตใหม่ ได้ ส.ส. เข้าสู่สภา 81 คน การเลือกตั้งรอบใหม่ พรรคก้าวไกลน่าจะได้คะแนนเสียงลดลงเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงของระบบเลือกตั้งทำให้เสียเปรียบ

พรรคพลังประชารัฐ การเลือกตั้งรอบหน้ายังมีพรรคนี้อยู่แต่จะอยู่เป็นแบบไหน สิ่งที่เห็นได้ชัดคือความขัดแย้งของ ส.ส.ภายในพรรคหรือกับนายกรัฐมนตรีที่เข้าถึงยาก การเลือกตั้งรอบหน้า จะเป็นสิ่งที่วัดว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยังมีบารมีมากน้อยเพียงใดในการคุม ส.ส.ที่เหลือให้อยู่กับพรรคต่อไป

Advertisement

พรรคภูมิใจไทย วางตัวสามารถเข้าร่วมได้กับทุกฝ่ายไม่ว่าฝ่ายไหนจะเป็นรัฐบาล ในการเลือกตั้งรอบหน้านายอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศเองว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี คิดว่าไม่เกินความเป็นจริง ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยเก็บสะสมกำลังและสร้างเครือข่ายในท้องถิ่นมาตลอด พยายามบอกว่านโยบายที่เคยหาเสียงไว้ทำสำเร็จ การผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับกัญชาซึ่งเป็นนโยบายหลักของเขาทำได้จริงตามที่สัญญากับประชาชน ที่มองข้ามไม่ได้เลย คือเครือข่าย อสม.เป็นเครือข่ายที่สำคัญในการเลือกตั้งรอบหน้า

พรรคประชาธิปัตย์ การเลือกตั้งรอบหน้า ส.ส.จะลดมาก สิ่งที่เห็นชัดคือความแตกแยกของคนในพรรค การพัวพันเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ ความไม่พอใจการบริหารงานของหัวหน้าพรรค การบริหารเศรษฐกิจโดยเฉพาะราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น สร้างความไม่พอใจให้ประชาชนในการแก้ไขปัญหาของแพงอย่างมาก ทำให้การเลือกตั้งรอบหน้า พรรคประชาธิปัตย์ลำบากมากที่จะรักษาเก้าอี้เดิม

พรรคเศรษฐกิจไทย ที่มี ส.ส.ย้ายตาม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ไปถึง 19 คน พรรคสร้างอนาคตไทย ที่รวมคนจากพรรคพลังประชารัฐ และพรรคไทยสร้างไทยโดยมี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรค
ซึ่งแยกตัวออกมาจากพรรคเพื่อไทย ที่สำคัญฐานเสียงเดิมของคุณหญิงมีทั้งใน กทม.และพื้นที่อีสาน เป็นอีกตัวแปรสำคัญในการเลือกตั้งรอบหน้า

สุดท้ายพรรคการเมืองเล็กที่มี ส.ส. 1-2 คน การเลือกตั้งรอบหน้ากติกาใหม่คิดว่าพรรคเล็กน่าจะหายไปทั้งหมด ที่สำคัญการจับขั้วของพรรคการเมืองในการเป็นรัฐบาลจะไม่มีพรรคร่วมมากถึง 15 พรรคการเมืองน่าจะลดลงเหลือเพียง 4-5 พรรคจัดตั้งรัฐบาล

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา

หากมองการเลือกตั้ง ส.ส.ในอนาคต ต้องมองสถานการณ์การต่อรองของพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยเฉพาะการเลือกตั้ง ส.ส.จะแบ่งเป็น ส.ส.เขต 400 ที่นั่ง ระบบบัญชีรายชื่อ 100 ที่นั่ง ทำให้การคำนวณในระบบบัญชีรายชื่อมีความสำคัญ หากนับ ส.ส.บัญชีรายชื่อใช้ฐานหาร 100 จะทำให้พรรคการเมืองใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทยได้เปรียบ

ช่วงนี้หากมองไปแล้วจะพบการเจรจาหรือการประชุมพรรคเล็กๆ เกิดขึ้นบ่อยครั้ง มองว่ามีความเกี่ยวข้องกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ การพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 ประกอบกับการเตรียมการเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะมีขึ้นในอนาคต ช่วงนี้ถือว่าพรรคเล็กพรรคน้อยเนื้อหอมมาก มีการวิ่งไปหาพรรคฝ่ายค้านด้วย เพื่อสร้างราคาให้พรรคตนเอง มองให้เห็นว่าการเลือกตั้งในสมัยหน้า การนับคะแนนโดยเฉพาะระบบบัญชีรายชื่อจะต้องเอื้อให้พรรคเล็กด้วย หากมีการหารด้วย 100 พรรคเล็กจะไม่ได้เกิดเลย

พรรคพลังประชารัฐ จะมีจุดอ่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ตกต่ำมาก จะส่งผลกระทบไปสู่ฐานคะแนนเสียงของพรรคพลังประชารัฐ ประกอบกับพรรคเกิดความแตกแยก ระส่ำระสายจากพรรคแกนนำมาสู่พรรคระดับกลาง และจะเป็นพรรคแกนนำอีกครั้งคงยาก

พรรคเพื่อไทย ต้องดูการต่อรองของพรรคเล็กพรรคน้อย หากมีการหาร ส.ส.ระบบสัดส่วนด้วยฐาน 500 การเกิดแลนด์สไลด์ของพรรคเพื่อไทยคงยาก ประกอบกับจากการมองข้อเรียกร้องของคนรุ่นใหม่ หรือรุ่นหนุ่มสาว ท่าทีของพรรคเพื่อไทยเปลี่ยนไป เกิดความขัดแย้งระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ไม่เกิดแลนด์สไลด์ เนื่องจากนโยบายของพรรคเพื่อไทยยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม ที่สำคัญ ส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่งอาจไหลออกจากพรรค

พรรคก้าวไกล จุดอ่อนคือไม่มี ส.ส.พื้นที่ในความหมายคือ ส.ส.ต้องลงพื้นที่ดูแลประชาชน แต่พรรคก้าวไกลแทบไม่มี จึงมองว่าพรรคก้าวไกลให้ความหวังกับฐานคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อที่หารด้วยฐาน 500 เหมือนกัน แล้วไปทำนโยบายเพื่อเอาใจคนรุ่นใหม่ คนชั้นกลาง ที่มองเห็นและถือว่าเป็นนโยบายที่สำคัญ คือการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น สนับสนุนให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะทุกคนให้ความสนใจและเห็นพ้องต้องกัน

พรรคประชาธิปัตย์ ช่วงนี้ตกต่ำมากในแง่จริยธรรมภาวะผู้นำและความคาดหวังของประชาชนทางด้านตัวพรรค คณะกรรมการบริหารพรรค ในความเป็นจริงนักการเมืองควรมีจริยธรรมทางการเมืองที่สูงกว่าประชาชนทั่วๆ ไป ประกอบคนชั้นกลางมองว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคลียร์ รวมทั้งพฤติกรรมของรองหัวหน้าพรรคอีก ส่งผลให้พรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นสถาบันทางการเมืองหันไปเล่นเกมในลักษณะดึงคนบ้านใหญ่มาเป็น ส.ส.ซึ่งมีความย้อนแย้งในนโยบายที่ต้องการคนรุ่นใหม่ มีความรู้ความสามารถ และมีภาพลักษณ์ที่ดี แต่ปัจจุบันมาติดกับดักบางอย่างทางการเมือง ภายใต้การบริหารงานของหัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน

พรรคไทยสร้างไทย ถือว่าเป็นพรรคใหม่ คงต้องใช้นโยบายในการหาเสียง คาดว่า ส.ส.ในพื้นที่คงได้รับการเลือกตั้งน้อยในต่างจังหวัด เพราะชื่อเสียงของคุณหญิงสุดารัตน์ มีชื่อเสียงในกรุงเทพฯ ไม่มีชื่อเสียงในต่างจังหวัด

พรรคเศรษฐกิจไทย พรรครวมไทยสร้างชาตินั้น มองดูแล้วเป็นกลยุทธ์แบ่งแยกการปกครอง เนื่องจากอยู่ในพรรคเดียวกันแล้ว มีความขัดแย้งภายในพรรคสูงมาก หากแบ่งแยกการปกครองและกระจายอำนาจจะดีกว่าภายใต้อิทธิพลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่

ความได้เปรียบเสียเปรียบในแง่การเลือกตั้งใหม่ ตอนนี้ปัญหาของทุกพรรคคือการปรับเปลี่ยนและความพร้อมในระบบของตัวเองและเรื่องการปรับตัวบุคคล ปัจจุบันโจทย์ของแต่ละพรรคคือความพยายามชูคนใหม่ที่มีความสามารถขึ้นมา รวมถึงการไกล่เกลี่ยปัญหาเขตพื้นที่ สำหรับนโยบายที่จะสามารถนำมาใช้หาเสียงเพื่อให้ได้ชัยชนะ เข้าใจว่าบางพรรคนำเสนอมาแล้ว แต่บางพรรคยังไม่ได้นำเสนอออกมาชัดเจน ถ้ามองพรรครัฐบาลในปัจจุบัน ส่วนตัวคิดว่าเรื่องงบประมาณและการที่พยายามทำให้ตัวเองมีผลงานต่อไปจะเป็นความได้เปรียบในแง่ของการเลือกตั้งถ้านโยบายนั้นๆ ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะประเด็นวิกฤตโควิด

สำหรับขั้วที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน อาจเสียเปรียบในแง่งบประมาณ แต่อาจจะได้เปรียบในแง่ของความพยายามนำเสนอตัวบุคคล และนโยบายใหม่ๆ เพราะในภาพใหญ่ คนค่อนข้างตั้งคำถามกับนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน ส่วนจุดเปลี่ยนหรือตัวแปรนั้น สิ่งที่จะส่งผลสะเทือนคือความต้องการของประชาชนว่านโยบายที่ผ่านมาของรัฐบาลตอบสนองได้ชัดเจนหรือไม่ โดยสามารถมองผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้น

ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจและโควิด สิ่งที่ประชาชนกระหายคือนโยบายและทางเลือกใหม่ โดยเฉพาะการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจซึ่งตอนนี้ยังไม่เห็นว่าพรรคไหนนำเสนอนโยบายนี้ได้ชัดเจนมากพอ หากพรรคไหนตอบโจทย์ได้ คิดว่าประชาชนจะให้ความสนใจมากขึ้น

ยอดพล เทพสิทธา
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.นเรศวร

ในการเลือกตั้งระดับชาติครั้งหน้า ถ้าถามว่าเลือกตั้งเร็ว ใครจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบ ตอนนี้ผมคิดว่าเป็นโจทย์ที่ตอบยาก เพราะ 1.ยังเคาะใครที่มาลงไม่ได้ ยังวางแผนไม่เสร็จ และ 2.รัฐบาลก็ยังประเมินตัวเองไม่ได้ ว่าจะได้เปรียบหรือไม่ ถ้าหากยุบสภาแล้วเลือกตั้งเร็วเพราะวิกฤตโควิด-19 เกิดขึ้นยืดเยื้อมา 3 ปีแล้ว จนปัจจุบันไม่อยากใช้คำว่าคลี่คลาย แม้ว่าสถานการณ์โดยรวมจะดีขึ้น แต่ก็ยังตอบไม่ได้เนื่องจากมีปัจจัยทางเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง

อีกอย่างอายุของรัฐบาลก็เหลืออีกไม่มาก ดังนั้น คนจึงคิดกันว่าอาจจะอยู่ครบเทอม หรือไม่ก็เกือบจะครบเทอม ต้องยอมรับว่า ตอนนี้รัฐบาลได้เปรียบกว่าเพราะมีอำนาจรัฐ เตรียมกระสุน เตรียมงบประมาณไว้หาเสียงเลือกตั้ง จัดการคนของภาครัฐให้เข้าไปอยู่ในกลไกได้อยู่แล้ว รัฐบาลได้เปรียบเพราะบางครั้งในการเลือกตั้ง พรรคการเมืองหลายพรรคจะอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า Echo Chamber อยู่ในเสียงสะท้อนของตัวเอง ของพวกกันเองว่า ‘เราชนะแน่’ แต่สุดท้ายผลออกมาไม่ใช่ ดังนั้นตอนนี้ถ้ายุบสภาและเลือกตั้งเร็ว อย่างไรรัฐบาลก็ได้เปรียบ

ถ้าหากเลือกตั้งช้าก็ต้องยอมรับอีกว่า รัฐบาลเดิมยังได้เปรียบฝ่ายค้านอยู่ เว้นแต่รัฐบาลเดิมจะไม่มีผลงานอะไรแถมมีปัญหาเยอะ ทุจริต คอร์รัปชั่นกว้างขวาง ได้มาแล้วก็เอื้อประโยชน์พวกพ้อง ถ้าเช่นนี้รัฐบาลเสียเปรียบอย่างแน่นอน แต่รัฐบาลจะเสียเปรียบแค่ในด้านภาพลักษณ์ แต่ในแง่งบประมาณ เงิน กระสุน และกลไกคนที่ใช้ในการหาเสียง ฝั่งภาครัฐยังได้เปรียบอยู่ ล่าสุดก็มีภาพหลุดออกมาภาพหนึ่งเป็นภาพที่เทศกิจกำลังกำจัดป้ายผู้สมัครเลือกตั้ง กทม.รายหนึ่ง ซึ่งเห็นชัดแล้วว่าฝั่งรัฐบาลได้เปรียบ กล่าวคืออาจจะไปเสียเปรียบในแง่ภาพลักษณ์ แต่ได้เปรียบในแง่งบประมาณที่ใช้ในการเลือกตั้ง

สำหรับจุดเปลี่ยนสำคัญ คงเปลี่ยนใจคนที่รักกันยาก ดังนั้นขึ้นอยู่ที่การหาเสียงมากกว่าและดูว่านโยบายที่นำเสนอกันตอนจะเลือกตั้งนั้นมีข้อผิดพลาดอย่างไร และจะเข้ามาทำอย่างไร ยกตัวอย่างกรณี คุณทักษิณ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งครั้งแรก ตอนที่เป็นพรรคหน้าใหม่แล้วได้รับเลือกเข้ามา หรือยกตัวอย่าง การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคอนาคตใหม่มาแรงมากได้ไปประมาณ 80 กว่าที่นั่ง แต่ก็มีปัญหา ถึงเปลี่ยนชื่อมาเป็นพรรคก้าวไกล ก็มีคำถามที่ต้องตอบ ว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคก้าวไกลจะเสนออะไร พรรคก้าวไกลจะได้เข้าสภากี่คน ซึ่งเป็นคำถามที่คนในสังคมอยากรู้ หรือในการเลือกตั้งรอบหน้า พรรคพลังประชารัฐเอง จะมีนโยบายลด แลก แจก แถมอะไร จะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร จะมีวิธีการจัดการคน ส.ส. หรือสมาชิกที่ภาพลักษณ์ไม่ดีในพรรคอย่างไร

ส่วนภูมิใจไทยเองก็อาจจะมีปัญหาว่า เคยรับปากจะทำกัญชาถูกกฎหมาย แต่ก็ยังทำไม่ได้ เป็นคำถามตอนนี้ ที่พรรคการเมืองจะต้องแก้ปัญหาเพื่อเตรียมรับมือในการหาเสียงครั้งต่อไป