เสียงร้องแรงงานไทย ลำบากแค่ไหนยุคโควิด

2.05.22 | 12:59 น.

หมายเหตุงานเสวนาเรื่อง “เศรษฐกิจยุคโควิดมีผลกระทบกับแรงงานและค่าจ้างอย่างไร” เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติที่ห้องประชุมจอมพล ป. พิบูลสงคราม ชั้น 5 กระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม

พนัส ไทยล้วน
ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย

ถามว่าสถานการณ์โควิดแบบนี้อยู่อย่างไรได้ ไม่ว่าโรคโควิดจะเกิดอย่างไร ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะเราอยู่ภายใต้เศรษฐกิจแบบทุนนิยม เมื่อใดก็ตามแต่ที่เศรษฐกิจเบี้ยว เล็กลง คนงานก็ถูกเลย์ออฟ พอโตขึ้นคนงานก็กลับไปอยู่ที่เดิม เป็นวงกลมแบบนี้ ไปไหนไม่ได้ แต่วันนี้ต่างกันระหว่างคนมีองค์กรกับไม่มีองค์กร ลูกจ้างที่มีสหภาพแรงงานก็สามารถอยู่ได้ในระบบแบบนี้ เพราะมีทั้งค่าจ้าง สวัสดิการ บางทีเราทำงาน 12 เดือน บางโรงงานได้โบนัส 6 เดือน ก็เท่ากับ 18 เดือน บวกค่ากะ ค่าอาหาร ก็อยู่ได้ เรียกร้องจากนายจ้างได้ นายจ้างก็กำไรเยอะ วันก่อนโรงงานอิเล็กทรอนิกส์มาพบเรื่องแซนด์บ็อกซ์ ได้กำไรกว่า 6 พันล้านบาท ผมเรียนท่านทั้งหลายว่าอันนี้ไม่น่ากลัว

เรื่องที่น่ากลัวที่สุด ผมอายุ 80 ปี บอกตามตรงว่าความยากลำบากของลูกจ้างทุกคน เมื่อคุณเดินออกจากโรงงาน ตอนอายุ 55 ปี เพราะฉะนั้นคุณหมดสภาพ รัฐวิสาหกิจก็เหมือนกัน วันนี้ผมรับเงินบำนาญมา 35 ปี พอตายก็ได้รับบำนาญตกทอดอีก 30 เท่า มีข้อเรียกร้องหนึ่งให้เลือกเอาระหว่างเงินบำนาญหรือบำเหน็จ ถ้าเลือกนาทีนี้ คุณเลือกบำเหน็จแน่นอน เพราะต้องการเอาเงินไปใช้ แต่ถ้าเมื่อก้าวออกจากโรงงาน ตอนอายุ 55-60 ปี ถ้าเอาเงินบำเหน็จไปเมื่อไหร่ นรกมีจริง ผมรู้ดีว่าพวกคุณอยู่ยาก เงินค่าชดเชยวันละ 400 บาท ค่าแรงได้ 400 บาท คูณ 20 ปี ได้เงิน 160,000 บาท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ บวกกับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า คุณก็ได้ไปประมาณกว่า 200,000 บาท ผมประชุมที่องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ เขาบอกว่าคนไทยตายอายุ 66 ปี ตอนนี้ขยับขึ้นมาเป็น 76 ปี เพราะสาธารณสุขดี ลองออกจากโรงงานตอนอายุ 55 ปี เอาเงินค่าชดเชยที่ได้มาทั้งหมดหารด้วยชีวิตเหลือวันละกี่บาท

ถ้าเป็นผมเป็นคุณ จะไม่มีวันถอนเงินบำนาญออกจากประกันสังคมเลย เพราะคุณจะรับไปเดือนละ 4,000 บาท ถ้าใครได้เงินเดือน 15,000 บาท ก็รับเกือบ 5,000 บาทแล้ว ยังไงก็มีวันละเกือบ 200 บาท คุณอยากให้คนหามคุณไปทิ้งที่วัดหรือ เก็บเงินบำนาญเอาไว้ให้ดี อย่าให้หลุดจากมือไปเด็ดขาด ทุกวันนี้ผมรักษาพยาบาลฟรี เมื่อตายก็มีค่าทำศพ เอาบำนาญออกเหลือ แต่บำเหน็จเวลาตายอาจจะต้องเผาตามวัด อยากจะบอกว่าคนออกจากงานไปน่ากลัวที่สุด เพราะไม่มีคนดูแล ลองหลับตาตื่นขึ้นมาตอนอายุ 55 ปี เคยมีเพื่อน 800 คน เหลือเพื่อน 2 คน อยู่ที่บ้านฝนตกหลังคารั่ว ส้วมเต็ม ก๊อกเสีย เอาเงินที่ไหนซ่อม แล้วยิ่งมาเจอยุคโควิดด้วยตัวใครตัวมัน รักษาตัวกันให้ดี ได้โปรดอย่าไปกินเหล้า อย่าไปเสเพล เพราะโรงงานมีมาตรการโควิดมากมาย คนติดโควิดเรียกคนป่วย คนยังไม่ติดคือผู้ต้องสงสัย นายจ้างสั่งกักตัว 7-10 วัน แต่ก่อนจ่ายค่าจ้าง แต่ตอนนี้ไม่จ่าย บางทีจ่ายออกเอาไปหักออกกับโบนัส เบี้ยขยัน

Advertisement

เงินเก็บที่เรามีไว้ใช้ตอนแก่ มีคุณค่ามากกว่าเงินที่ได้มาแล้วใช้หมดในวันนี้ คุณได้โบนัสวันนี้ 5-6 เดือน บวกเงินเพิ่ม 30,000 บาท หมดภายใน 3 วัน แต่พอคุณออกจากงานค่าชดเชยครั้งเดียวตลอดชีวิตจนตาย อันนี้ถ้าคุณหมดไปจะทำอย่างไร มีประกันสังคมอยู่ด้วยให้เดือนละ 4,000 บาท อย่างไรก็ไม่ตาย

ฝากถึงน้องๆ ระบบพึ่งพาตนเอง ไม่ว่าสถานการณ์อะไรจะเกิดเราต้องอยู่ รัฐบาลจะเปลี่ยนไปอย่างไร เราก็ต้องอยู่ ปัญหาหลักคือ อยู่ให้เป็น อยู่อย่างไร เรารู้ว่าอยู่ในสถานการณ์โควิด โรงงาน 500 กว่าโรง ติดเชื้อโควิดหมื่นกว่าคน ต่อไปนี้ต้องลดความฟุ้งเฟ้อลง ใช้อย่างประหยัด ระมัดระวังตัว ใช้สมองสติรอบคอบ ภาวะแบบนี้อย่าไปหวังใครเลย ใครก็ช่วยอะไรไม่ได้เท่ากับตัวเราเอง

พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ที่แก้ไข ผมเป็นตัวแม่ แก้ทุกอย่าง ส่งไปเรียบร้อยตามอยู่ในกรรมาธิการ เรียกกระทรวงแรงงานเข้าไปชี้แจงตลอด ติดอยู่ที่กฤษฎีกาคณะ 9 มา 2 ปีแล้ว วันนี้ยังติดอยู่บทสุดท้าย บทกำหนดโทษยังไม่ออกไปเข้าสภาเลย ผมอยากฝากรัฐมนตรีว่า พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ กรุณาดึงออกจากกฤษฎีกา มาเข้ากระทรวงยืนยัน 7 วัน เข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครม.เข้ารัฐสภา ให้ติดในวาระสภา หาก ครม.ชุดนี้หมดวาระไป ครม.ชุดใหม่ก็สามารถยืนยัน พ.ร.บ. ที่สำคัญกลับมาพิจารณาต่อได้ ไม่ต้องมานับหนึ่งใหม่ ต่อมาที่อยากได้ที่สุดตามข้อเรียกร้องของเราก็คือ มีประกาศกระทรวงแรงงาน ฉบับที่ 7 ไปเขียนกำหนดให้ลูกจ้างรายเดือนไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าโอที

ตอนนั้นท่านรัฐมนตรีเซ็นแล้วอย่าไปแก้ไขเลย มาออกลูกออกหลานตอนนี้ ผมกำลังแก้ให้สอดคล้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 ให้ได้เท่าเทียมกันทั้งหมด

ศาสตราภิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์
นักวิชาการอิสระ

ตอนนี้พวกศิลปินทั้งหลายกำลังตั้งสหภาพแรงงานเป็นงานสร้างสรรค์ งานพวกนี้เป็นงานอิสระ คนที่มีองค์กรมีอำนาจต่อรอง สามารถพูดคุยกับทางภาครัฐได้ จะได้รับการคุ้มครอง ดีกว่าอยู่แบบหัวเดียวกระเทียมลีบ ตอนตั้งสหภาพแรงงานขึ้นมาใหม่ๆ สมัยยังเป็นสมาคมลูกจ้างในปี พ.ศ.2515 มีอยู่ประมาณ 8 สหภาพ ก่อนจะมีกระทรวงแรงงาน

ประสบการณ์ที่ผ่านมาของกระทรวงแรงงาน การมีกฎหมายแรงงาน ประสบการณ์ที่ผ่านมาของการรวมตัวของการเป็นสหภาพนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ แรงงานไม่ใช่กลไกการพัฒนาอย่างเดียว แรงงานไม่ใช่เครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่แรงงานเป็นเป้าหมายของการพัฒนาบ้านเมือง ที่สำคัญที่สุดคือ บ้านเมืองต้องมองว่าคนข้างมากของแผ่นดินเป็นผู้ใช้แรงงาน ไม่ใช่คนนั่งกินนอนกิน ถ้าคุณจะพัฒนาประเทศ ถ้าประเทศจะเจริญเติบโตไม่ใช่วัดด้วยจากจำนวนโรงงาน ไม่ใช่วัดจากมูลค่าสินค้าส่งออก แต่ต้องวัดรายได้ต่อหัวของคนเป็นกำลังของแผ่นดิน ก็คือประชากรในภาคแรงงาน ชาวไร่ชาวนา แม่ค้า วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่เราเรียกว่าแรงงานนอกระบบ ส่วนหนึ่งจะเป็น 2 เท่าของในระบบ แต่คนเหล่านี้คือคนทำงานทั้งนั้น ไม่มีใครนั่งกระดิกเท้าให้เงินไหลเข้ามาได้เป็นลูกค่าจ้าง หรือลูกกำไรจากการถือหุ้น

เพราะฉะนั้นเมื่อเราพูดถึงความเจริญของบ้านเมือง เราไม่ได้พูดถึงจำนวนเครื่องจักร จำนวนโรงงาน ยอดส่งออก แต่เราต้องพูดถึงความกินดีอยู่ดีของคนบนแผ่นดินนี้ เพราะฉะนั้นความกินดีอยู่ดีของคนบนแผ่นดินนี้ ดูได้จากค่าจ้าง ดูจากกำลังความสามารถส่งลูกเต้าเรียนหนังสือได้สูงสุด ไม่ต่างกับคนอื่น

สะท้อนใจมาก สมัยหนึ่งมีการจัดสัมมนา มีพี่น้องคนงานไปคุยกัน ในช่วงเดือนเมษายน เป็นเดือนเด็กกำลังสอบเข้ามหาวิทยาลัย ด้วยความเป็นอาจารย์ก็หันไปถามผู้ใช้แรงงานว่า ลูกใครเอ็นท์เข้าจุฬาฯบ้าง คนงานมองหน้าผมทำท่าเหมือนกับว่าอาจารย์เป็นมนุษย์ต่างดาวหรือเปล่า อาจารย์ถามคนงานเรื่องลูกเข้าจุฬาฯ อาจารย์ถามผิดหรือเปล่า แปลว่าคนงานเซ็นเซอร์ความฝันลูกจะเข้ามหาวิทยาลัยอย่างจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ ไปนานแล้ว หรือไม่เคยฝันถึงเรื่องนี้เลย ทำไมรัฐไทยจึงสามารถเซ็นเซอร์ความฝันของคนข้างมากบนแผ่นดินจะมีสิทธิทัดเทียมคนอื่น อะไรทำให้สังคมไทยผู้ใช้แรงงานคนข้างมากของแผ่นดิน ไร้ซึ่งความฝันจะมีลูกเต้าได้สิทธิเหมือนคนอื่น เพราะฉะนั้นเรื่องที่สำคัญที่สุดว่า เรามีองค์กร เราต่อสู้อะไรก็แล้วแต่ เป้าหมายไม่ใช่เรื่องของค่าจ้างเฉยๆ แต่เป้าหมายลูกเต้าจะเงยหน้าอ้าปาก ชีวิตคนงานจะผ่านพ้นจากช่วงยุคยากลำบากหลังปี พ.ศ.2504 เราเริ่มลงทุนอะไรต่างๆ

ถ้าถามว่าโควิดกระทบอย่างไร เราพูดเสมอว่าโควิดกระทบทั้งแผ่นดิน กระทบทั้งโลก เหมือนกับน้ำท่วมไฟไหม้โรงงาน ในโรงงานก็มีหอพักคนงาน ก็เดือดร้อนด้วยกันทั้งนั้น แต่ประเด็นสำคัญใครเดือดร้อนมากกว่าใคร โรงงานมีประกัน เจ้าของโรงงานไม่เคยอดตาย เพราะเขามีเงินสำรอง มีทรัพย์สินที่จะตีเป็นเงินเป็นทองได้ แต่คนงานวันนี้สิ่งที่มีอยู่ไม่ใช่เงินออม แต่เป็นหนี้ เมื่อถึงจุดนี้เวลากระทบจริงๆ ใครโดนหนักกว่ากัน เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวกระเทียมลีบ เรามีรัฐบาล เราเสียภาษีให้รัฐบาล

คำถามจึงอยู่ที่ว่าแล้วรัฐบาลดูแลเรื่องนี้อย่างไร เป็นหน้าที่ของรัฐบาลโดยตรง 1.ต้องทำให้ผู้คนในแผ่นดิน คนข้างมากอย่างผู้ใช้แรงงาน เงยหน้าอ้าปากได้ มีชีวิตทัดเทียมกับคนอื่น 2.เวลาลำบากรัฐจะต้องดูแลอย่างสำคัญที่สุดคือ มองไปที่คนข้างมาก

อนุชิต แก้วต้น
สภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย

จากสถานการณ์โควิดในประเทศไทยที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2563 ผลกระทบโดยตรงในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคการโรงแรม เพราะทางรัฐบาลล็อกดาวน์ ห้ามออกนอกพื้นที่ ไปเที่ยวที่ไหนก็มีปัญหา ทางโรงแรมต้องปิดกิจการ ลูกจ้างเองได้รับผลกระทบโดยตรง คือต้องออกจากงาน ในส่วนของภาคการท่องเที่ยว
จะเป็นลักษณะนั้น แต่ในส่วนของภาคอุตสาหกรรม ผลกระทบโดยตรงคือ ลูกจ้างถูกลดเวลาทำงานจากนายจ้าง เนื่องจากการส่งออกมีปัญหา ออเดอร์มีปัญหา พอลดชั่วโมงการทำงาน ทำให้ลูกจ้างขาดรายได้

ในส่วนของรัฐบาลเยียวยาเป็นบางส่วน ไม่ทั่วถึงก็แล้วแต่ แต่ก็เป็นผลดีที่รัฐบาลเยียวยาหลังจากลดเวลาการทำงานแล้ว ผลพวงตามมาตามที่รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานพูดมาคืออุตสาหกรรมเอสเอ็มอี แรงงานไม่เกิน 200 คน ต้องปิดกิจการ พอนายจ้างปิดกิจการก็เกิดการเลิกจ้าง พอแรงงานถูกเลิกจ้างก็กลายเป็นแรงงานคืนถิ่น สุดท้ายต้องกลับไปใช้ชีวิตอยู่บ้านนอก นี่คือปัญหาโดยตรงสะท้อนถึงผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ

อยากจะให้กำลังใจพี่น้องแรงงาน แรงงานไทยในปัจจุบันนี้ จะใช้ชีวิตอย่างไรในสถานการณ์โควิด เราต้องปรับตัว ต้องอยู่ให้ได้ แรงงานไทยเหมือน ตุ๊กตาล้มลุกล้มแล้วต้องลุก ลุกมาเพื่อสู้ชีวิต เพื่อความอยู่รอดของครอบครัว นี่คือสถานการณ์ความเป็นจริงของแรงงานในยุคโควิด อยากให้พี่น้องแรงงานทั่วประเทศ
ทุกท่าน เราเป็นแรงงาน ถ้าเราไม่สู้ชีวิต เราก็อยู่ไม่ได้ และเราต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์อยู่กับโรคร้ายนี้ให้ได้

พี่น้องในนี้ทราบอยู่แล้วว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานพูดไว้เรื่อง 3 ข. ผมไม่ขอ 3 ข. ผมขอ ข. เดียว ขอให้ผู้ประกันตนอายุครบ 55 ปี รับบำเหน็จบำนาญชราภาพให้เขาเป็นคนเลือก ใครส่งไม่ถึง 180 เดือน ก็กินบำเหน็จไป ถ้าใครส่งเกิน 180 เดือน ให้เขาเลือกเอาระหว่างบำเหน็จหรือบำนาญ ผมอยากจะฝากถึงรัฐมนตรี ข. ที่ 1 ท่านสามารถทำได้ไหม ถ้าออกเป็นกฎกระทรวง ผมว่าไม่มีคนงานคนไหนที่ไม่ต้องการ เพราะเป็นเงินของเขาเอง ถ้าคุณต้องการกินบำนาญก็รับไป แต่ถ้าคุณต้องการเงินก้อนเอามาใช้บั้นปลายในชีวิต คุณไม่ต้องไปคิดแทนผู้ใช้แรงงาน ว่าเงินแสนสองแสนจะใช้หมดในเดือนสองเดือน เงินของเขา

ข้อที่ 2 ฝากถึงท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ได้เวลาการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เพราะว่า 2 ปีที่ผ่านมา เราไม่ปรับเลย แล้วยิ่งช่วงเศรษฐกิจยุคโควิดแบบนี้ อย่าให้คนงานพูดว่า ข้าวของแพงค่าแรงถูก ณ ปัจจุบัน เชื่อว่าค่าจ้างขั้นต่ำ สมควรได้เวลาปรับแล้ว ถึงเวลาปรับค่าจ้างขั้นต่ำให้กับพี่น้องผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ