ทุกๆ การเลือกตั้ง มักต้องมี “เมจิก โมเมนต์” ตรงช่วงโค้งสุดท้ายอยู่เสมอ แม้ไม่อาจปฏิเสธว่าการทำงานหนัก การออกพบปะผู้คนอย่างจริงจัง ในช่วงเวลาต่อเนื่องยาวนาน คือ จุดแข็งจุดเด่นประการหนึ่ง
ส่วนการทำงานมวลชน ผ่านโครงข่ายอำนาจรัฐ และเครือข่ายนักการเมืองประจำชุมชน ก็นับเป็นรากฐานแข็งแกร่งหรือแต้มต่ออีกประการหนึ่ง
แต่ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งที่ยึดกุมความได้เปรียบสองประการข้างต้นเอาไว้ ก็จะประมาท “กระแสพิเศษ” วูบวาบ ที่ถูกจุดขึ้นให้สว่างไสวภายในห้วงระยะเวลาสั้นๆ ไปไม่ได้
“เมจิก โมเมนต์” ทางการเมือง เป็นได้ทั้ง “อาวุธลับ” ที่ถูกฉวยใช้เพื่อกล่าวหาใส่ร้ายคู่แข่ง-ฝ่ายตรงข้าม หรือปลุกเร้าพลังด้านลบขึ้นในจิตใจผู้คน
และอาจเป็นพลังบวก ซึ่งหมายถึงการฉายศักยภาพบางด้านออกมาในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ จนสามารถพลิกสถานการณ์ หรือกอบโกยคะแนนนิยมขึ้นมาโดยรวดเร็ว
ดูเหมือน “เมจิก โมเมนต์” แรกของศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ จะปรากฏขึ้นในรายการดีเบตระหว่าง 4 แคนดิเดตหลักทางช่อง 3 ซึ่งดำเนินรายการโดย “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” และ “กรรชัย กำเนิดพลอย”
อันถือเป็นการพลิกฟื้นกระแสให้การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. กลับมามีชีวิตชีวาคึกคัก หลังจากมีอาการเซื่องๆ ซึมๆ ปลุกไม่ขึ้นมาเป็นเดือน หากพิจารณาผ่านตัวชี้วัดทางสถิติต่างๆ (ที่สื่อมวลชนทุกสำนักมีอยู่ในมือ)
แต่การปลุกกระแสการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในรายการดีเบตของ “สรยุทธ-กรรชัย” ก็มาพร้อมกับรูปเกมที่เปลี่ยนแปลงไป
กล่าวคือ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” “พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง” และ “สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” สามผู้มีคะแนนนำจากการสำรวจของหลายสำนักโพลกระแสหลักดูจะฉกฉวยโอกาสทองหรือกวาดคะแนนนิยมเพิ่มเติมไม่ได้มากนัก
ทว่ามวยรอง เช่น “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” กลับถูกพูดถึงในแง่บวกเด่นชัดกว่า
กระทั่งผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง “ฝ่ายประชาธิปไตย-ไม่นิยมรัฐบาล” จำนวนไม่น้อย เริ่มออกอาการลังเลใจว่าใครคือตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับพวกเขากันแน่ ชัชชาติหรือวิโรจน์?
“เมจิก โมเมนต์” ของแคนดิเดตผู้ว่าฯ พรรคก้าวไกล วางพื้นฐานอยู่บนจุดเด่นเรื่องการเป็นนักโต้วาที และอดีต ส.ส.ดาวสภา ผู้มีความสามารถในการสื่อสารกับสาธารณชน
อาจมีข้อครหาว่า กรณีของวิโรจน์นั้นเข้าข่ายเป็นพวก “ดีแต่พูด” หรือไม่?
เรื่องนี้สังคมคงต้องย้อนไปตรวจสอบบทบาทของพรรคอนาคตใหม่-ก้าวไกลในสภาผู้แทนราษฎร
ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่ยากปฏิเสธ คือ เมื่อต้องทำหน้าที่ ส.ส.ฝ่ายค้าน งานหลักก็ย่อมเป็นการพูดจาอภิปรายในสภา
หากการอภิปรายแบบ “อนาคตใหม่-ก้าวไกล” คือการพูดเพื่อบลั๊ฟหรือเชือดเฉือนฝ่ายอื่นไปเรื่อยๆ นั่นก็ย่อมเข้าข่ายของการมีลักษณะเป็นนักการเมืองที่ “ดีแต่พูด”
แต่ต้องยอมรับว่า การอภิปรายหลายครั้งของ ส.ส.อนาคตใหม่-ก้าวไกล นั้นแตะเข้าไปที่ปัญหาเชิงโครงสร้าง และปักธงทางความคิดได้อย่างสั่นสะเทือนพอสมควร
วิโรจน์และพรรคก้าวไกลจึงอาจแก้ต่างให้ตนเองได้ว่า การ “พูดเก่ง” ของพวกเขา คือ “การพูดเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม”
จุดถกเถียงที่สนใจจริงๆ สำหรับคนที่ลังเลว่าจะกากบาทเลือกชัชชาติหรือวิโรจน์ จึงเกี่ยวพันกับการคิดคำนวณถึงประสิทธิผลของการทำงาน ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต
น่ารับฟังและน่าวิเคราะห์ว่า คนกรุงเทพฯ บางส่วนต้องการผู้นำแบบไหน? ระหว่างแคนดิเดตที่มีภาพลักษณ์มุ่งแก้ปัญหาต่างๆ และมีแนวโน้มจะเจรจา-ปรับประสานต่อรองกับระบบราชการ หรือกลไกอำนาจภายใน กทม. ได้ดีพอสมควร
กับแคนดิเดตที่มุ่งชนปัญหา พยายามปั่นป่วนระบบ-ระบอบ (อันเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรม) และต้องการจะ “รื้อ-สร้าง” โครงสร้างอำนาจและรูปแบบการบริหารจัดการเมืองเสียใหม่
สิ่งนี้คือโจทย์ที่ทวีความชัดเจนขึ้น หลังการปรากฏตัวของ “เมจิก โมเมนต์” ที่ช่อง 3
ปราปต์ บุนปาน

