“ไชยา” เผย กมธ.งบประมาณฯ ส่งหนังสือเชิญหน่วยงาน แจงปมประมูลท่อส่งน้ำอีอีซี 11 พ.ค. เล็งบุก “สำนักงบฯ” ทวงเอกสารใช้งบกลาง 64-65 แก้โควิด-ฟื้นเศรษฐกิจ ยันเป็นหนึ่งในประเด็นที่ฝ่ายค้านใช้ซักฟอก รบ.แน่
เมื่อวันที่ 4 พ.ค. นายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม ถึงหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กรณีการประมูลโครงการบริหารและดำเนินกิจการระบบท่อส่งน้ำสายหลักในภาคตะวันออก (อีอีซี) มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท ที่ส่อไม่โปร่งใส และมีปัญหาในการประมูลแล้วเมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้ทำหนังสือเพื่อเชิญบุคคลมาให้ข้อมูลและรายละเอียดในการประชุม กมธ. ในวันที่ 11 พ.ค. เวลา 09.30 น. อาทิ กรมธนารักษ์, เลขาธิการอีอีซี, กรรมการผู้ดำเนินการเกี่ยวกับการประกวดราคา และยังมีหน่วยงานอื่นๆ เช่น สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เป็นต้น เพื่อสอบถามรายละเอียดและข้อมูลที่เกิดขึ้น
“ผมยืนยันว่ากาตรวจสอบของ กมธ.ยึดหลักความถูกต้อง ไม่ใช่ตรวจสอบเพราะสถานการณ์หรือเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองเพื่อทำลายฝ่ายใด ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่มีการตั้งธงใดๆ” นายไชยากล่าว
เมื่อถามถึงการเลื่อนการเซ็นสัญญาประมูลท่อส่งน้ำอีอีซีกับบริษัท วงษ์สยาม ก่อสร้าง จำกัด มองว่ามีนัยยะใดแอบแฝงหรือไม่ นายไชยากล่าวว่า ตามการชี้แจงของนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง บอกว่าเพื่อความโปร่งใส และรักษางบประมาณแผ่นดิน พอฟังได้ แต่ในข้อเท็จจริงต้องตรวจสอบอีกครั้ง หากไม่มีประเด็นที่ถูกสังคมตั้งประเด็นสงสัยในความโปร่งใส ทำไมถึงต้องเลื่อนการลงนาม
นายไชยากล่าวว่า สำหรับการตรวจสอบรัฐบาลด้านการใช้งบประมาณนั้นยังมีประเด็นที่ กมธ.ติดตามต่อเนื่อง คือ การใช้งบกลาง ปี 2564-2565 เพื่อแก้ไขปัญหาโควิด-19 โดยที่ผ่านมา กมธ.ได้เชิญเจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณเข้าชี้แจง แต่ไม่มีความชัดเจน เพราะไม่มีเอกสารใดมาแสดงให้ที่ประชุมพิจารณา ทั้งนี้เอกสารเกี่ยวกับการใช้เงินงบกลาง ตามอำนาจของนายกรัฐมนตรีไม่ใช่งบลับและไม่ใช่เงินส่วนตัวของนายกฯ จึงต้องเปิดเผยและตรวจสอบได้ ดังนั้น ในวันที่ 18 พ.ค.นี้ กมธ.ทั้งคณะจะเดินทางไปที่สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอเอกสารที่เคยขอไป และพร้อมจะนั่งรอเพื่อให้ได้เอกสารตามที่ขอ
“การแก้ปัญหาโควิดของรัฐบาลทั้งจากการใช้งบกลางและตาม พ.ร.ก.กู้เงินมีมูลค่ามหาศาล และทำให้ประเทศเป็นหนี้จำนวนมหาศาล แต่ผลสัมฤทธิ์ของการแก้ปัญหาที่ผ่านมาพบว่าไม่สามารถแก้ไขได้ ทั้งการใช้งบประมาณเพื่อจัดซื้อยาฟาวิพิราเวียร์ ที่กระทรวงสาธารณสุขเคยชี้แจงว่าไม่ขาด มีในสต๊อก เดือนละประมาณ 20 ล้านเม็ด แต่ข้อเท็จจริงพบว่าชาวบ้านที่ป่วยด้วยโควิด-19 แพทย์ไม่จ่ายยาฟาวิพิราเวียร์ให้ ทำให้ชาวบ้านต้องซื้อเองที่ร้านขายยา ทั้งที่ยาฟาวิพิราเวียร์เป็นยาที่ต้องใช้คำสั่งของแพทย์ รวมถึงการใช้เงินเพื่อแก้ไขเศรษฐกิจในช่วงโควิด-19 แต่พบว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ดีขึ้น และขอย้ำว่าการใช้เงินงบประมาณของรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาโควิด และปัญหาเศรษฐกิจจะเป็นหนึ่งในประเด็นที่ฝ่ายค้านจะนำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแน่นอน เพราะต้องการสอบถามถึงการใช้งบประมาณจำนวนมาก เพื่อแก้ไขโรคระบาด แต่ผลสัมฤทธิ์นั้นไม่ดี เช่นเดียวกับการใช้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่พบว่าล้มเหลว” นายไชยากล่าว

