คณบดี-อ.นิติฯ มช. ยก ‘ทนายอานนท์’ ทรงอิทธิพลสุดในวงการ ก้าวข้ามนักกฎหมาย สู่นักเคลื่อนไหวทางสังคม
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 5 พฤษภาคม ที่นิติสโมสร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีจัดงานปฐมนิเทศนักกฎหมายรุ่นใหม่ทั่วประเทศ โดยนายอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน เดินทางไปร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ขอฝ่าฟันผองภัยด้วยใจทะนง : อุดมคติ ประสบการณ์ และโลกแห่งความเป็นจริงจากมุมมองของนักกฎหมายคนหนึ่ง
บรรยากาศเวลา 15.09 น. ผศ.ดร.นัทมน คงเจริญ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้กล่าวเปิดงานว่า คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ จัดกิจกรรมขึ้นเพื่อเป็นการปฐมนิเทศนักกฎหมายทั่วประเทศ ที่กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย ศึกษาในคณะนิติศาสตร์ รวมถึงผู้ที่เข้าสู่วิชาชีพกฎหมาย ทั้งทนายความและผู้ที่สอบผ่านเนติบัณฑิตยสภา ไปจนถึงนักกฎหมายอื่นๆ ทั้งในแวดวงวิชาการ และแวดวงวิชาชีพ

“เราเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมจึงเลือกเรียนกฎหมาย หวังว่าจะร่ำรวย เป็นทนายความ เป็นที่ปรึกษากฎหมาย เงินเดือนเป็นแสน เป็นล้าน หรือคิดว่าจะเป็นผู้ทรงเกียรตินั่งอยู่บนบัลลังก์ หรือเพื่อที่จะผดุงความยุติธรรม ความใฝ่ฝันของพวกเราที่เข้ามาเรียนกฎหมาย จะเป็นจริงได้อย่างนั้นหรือ คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ อยากชวนทุกท่านมองถึงสภาพความเป็นจริงในสังคม ว่าทุกวันนี้ หลักการทางกฎหมายที่เราร่ำเรียนมา ได้ใช้จริงในสังคมหรือไม่
วันนี้ได้รับเกียรติอย่างยิ่งจากทนายน้อย นายอานนท์ นำภา ซึ่งไม่มีใครไม่รู้จักทนายความที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการกฎหมายไทย ณ ขณะนี้ คำกล่าวนี้ไม่ได้กล่าวเกินจริง คนที่รู้จักทนายอานนท์ ถ้าไม่รักและศรัทธา ก็จะเกลียดและเกรงกลัวเขาไม่น้อย” ผศ.ดร.นัทมนกล่าว

จากนั้นเวลา 15.12 น. นายสงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ กล่าวแนะนำวิทยากร ความว่า ตนตั้งคำถามให้กับตัวเองว่า ทำไมนักกฎหมายที่ใส่ใจปัญหาสังคมและความเป็นไปของบ้านเมือง จึงต้องฟังสิ่งที่ นายอานนท์จะพูดในวันนี้ ตนคิดว่านายอานนท์มีคุณสมบัติ 3 ประการ ที่ทำให้สิ่งที่จะพูดในวันนี้เป็นประโยชน์ และชวนให้นักกฎหมายได้คิด ถก เขียน แลกเปลี่ยนกันในอนาคต

คุณสมบัติประการแรก อานนท์เป็นนักกฎหมายที่เก่งมาก ตามมาตรฐานแวดวงกฎหมายทั่วไป เขาจบ ปริญญาตรีนิติศาสตร์ ที่ ม.ราม ในเวลา 2-3 ปีเท่านั้น สอบเนติฯ ตามมาตรฐานใช้เวลา 1-2 ปี จากนั้นก็เริ่มประกอบอาชีพทนายความ โดยเน้นด้านสิทธิมนุษยชนทันที จนถึงวันนี้กว่า 20 ปีแล้ว อานนท์ผ่านมาตรฐานการเล่าเรียนที่ได้ชื่อว่า “เป็นที่ยอมรับของนักกฎหมาย” มีโอกาสที่จะเติบโตในสายงานได้อย่างสบาย แต่เขาเลือกที่จะเดินทางยากลำบาก ซึ่งกลับทำให้ชีวิตเขาน่าสนใจกว่าทนาย หรือนักกฎหมายทั่วไป
คุณสมบัติประการที่ 2 อานนท์ เป็นทนายความสิทธิมนุษยชน ที่มีประสบการณ์ว่าความมากที่สุดคนหนึ่ง เมื่อเทียบกับนักกฎหมายที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ในขณะที่ทนายความรุ่นเดียวกัน พอคดีมากก็เลือกที่จะปฏิเสธ เพราะคิดว่าไม่น่าจะไหว อานนท์แบกรับไปตั้ง สำนักงานทนายความราษฎรประสงค์ ว่าความทั้งการเคลื่อนไหวของชาวบ้านด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง ปัจจุบัน อานนท์อาจจะทำคดีหลายร้อยคดี หรือเป็นพันคดี ไม่ทราบว่าได้บันทึกไว้หรือไม่
แต่สิ่งที่เห็นร่วมกันในบรรดานักกฎหมาย และทนายสิทธิ ผ่านไป 10 ปี มาเจอกันอีกครั้ง อานนท์ได้ก้าวกระโดดห่างจากทนายรุ่นเดียวกันไปมาก ล้วนเป็นผลมาจากการผ่านประสบการณ์การทำคดีมาอย่างโชกโชน
นายสงกรานต์กล่าวต่อว่า คุณสมบัติประการที่ 3 อานนท์ก้าวข้ามพรมแดนนักกฎหมาย ไปสู่นักเคลื่อนไหวทางสังคม ซึ่งนักกฎหมายส่วนใหญ่ไม่สามารถก้าวข้ามได้
“เป็นคุณสมบัติเด่นอันหนึ่งที่เห็นได้ไม่มากนัก ไม่รู้ว่าอานนท์วางตัวเองเป็น ‘นักกฎหมายที่ทำตัวเป็นนักกิจกรรม’ หรือเป็น ‘นักกิจกรรมที่บังเอิญมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย’ แต่เขาเชื่อมโยงบทบาทของนักกฎหมายกับขบวนการเคลื่อนไหวของคนหนุ่มสาวในช่วงที่ผ่านมา ให้พื้นที่ระหว่างนักกฎหมาย นักกิจกรรม และขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ‘เบลอ’
ณ จุดนี้เอง นำมาสู่การที่รัฐใช้กฎหมายเล่นงาน ประมาณ 20-30 คดีในปัจจุบัน เขาถูกเปลี่ยนสถานะจากทนายความ เลือกที่จะย้ายตัวเองไปทำหน้าที่เป็น นักกิจกรรม ขณะเดียวกันก็ใช้ความรู้ด้านกฎหมายช่วยเหลือนักเคลื่อนไหว
ที่ผ่านมา เขากลายเป็นจำเลย ใช้ชีวิตในเรือนจำมากกว่า 6 เดือน คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้อานนท์เหมาะอย่างยิ่งที่จะชวนพวกเรานักกฎหมายที่สนใจความเป็นไปของบ้านเมือง คุยถึงศักยภาพและข้อจำกัดของกฎหมาย และของนักกฎหมาย ในการเปลี่ยนแปลงทางสังคม” นายสงกรานต์ กล่าว

