หน้าแรก การเมือง คณบดี-อ.นิติฯ...

คณบดี-อ.นิติฯ มช. ยก ‘ทนายอานนท์’ ทรงอิทธิพลสุดในวงการ ก้าวข้ามนักกฎหมาย สู่นักเคลื่อนไหวทางสังคม

5.05.22 | 17:55 น.

คณบดี-อ.นิติฯ มช. ยก ‘ทนายอานนท์’ ทรงอิทธิพลสุดในวงการ ก้าวข้ามนักกฎหมาย สู่นักเคลื่อนไหวทางสังคม

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 5 พฤษภาคม ที่นิติสโมสร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีจัดงานปฐมนิเทศนักกฎหมายรุ่นใหม่ทั่วประเทศ โดยนายอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน เดินทางไปร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ขอฝ่าฟันผองภัยด้วยใจทะนง : อุดมคติ ประสบการณ์ และโลกแห่งความเป็นจริงจากมุมมองของนักกฎหมายคนหนึ่ง

บรรยากาศเวลา 15.09 น. ผศ.ดร.นัทมน คงเจริญ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้กล่าวเปิดงานว่า คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ จัดกิจกรรมขึ้นเพื่อเป็นการปฐมนิเทศนักกฎหมายทั่วประเทศ ที่กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย ศึกษาในคณะนิติศาสตร์ รวมถึงผู้ที่เข้าสู่วิชาชีพกฎหมาย ทั้งทนายความและผู้ที่สอบผ่านเนติบัณฑิตยสภา ไปจนถึงนักกฎหมายอื่นๆ ทั้งในแวดวงวิชาการ และแวดวงวิชาชีพ

ผศ.ดร.นัทมน คงเจริญ

“เราเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมจึงเลือกเรียนกฎหมาย หวังว่าจะร่ำรวย เป็นทนายความ เป็นที่ปรึกษากฎหมาย เงินเดือนเป็นแสน เป็นล้าน หรือคิดว่าจะเป็นผู้ทรงเกียรตินั่งอยู่บนบัลลังก์ หรือเพื่อที่จะผดุงความยุติธรรม ความใฝ่ฝันของพวกเราที่เข้ามาเรียนกฎหมาย จะเป็นจริงได้อย่างนั้นหรือ คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ อยากชวนทุกท่านมองถึงสภาพความเป็นจริงในสังคม ว่าทุกวันนี้ หลักการทางกฎหมายที่เราร่ำเรียนมา ได้ใช้จริงในสังคมหรือไม่

วันนี้ได้รับเกียรติอย่างยิ่งจากทนายน้อย นายอานนท์ นำภา ซึ่งไม่มีใครไม่รู้จักทนายความที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการกฎหมายไทย ณ ขณะนี้ คำกล่าวนี้ไม่ได้กล่าวเกินจริง คนที่รู้จักทนายอานนท์ ถ้าไม่รักและศรัทธา ก็จะเกลียดและเกรงกลัวเขาไม่น้อย” ผศ.ดร.นัทมนกล่าว

นายอานนท์ นำภา

จากนั้นเวลา 15.12 น. นายสงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ กล่าวแนะนำวิทยากร ความว่า ตนตั้งคำถามให้กับตัวเองว่า ทำไมนักกฎหมายที่ใส่ใจปัญหาสังคมและความเป็นไปของบ้านเมือง จึงต้องฟังสิ่งที่ นายอานนท์จะพูดในวันนี้ ตนคิดว่านายอานนท์มีคุณสมบัติ 3 ประการ ที่ทำให้สิ่งที่จะพูดในวันนี้เป็นประโยชน์ และชวนให้นักกฎหมายได้คิด ถก เขียน แลกเปลี่ยนกันในอนาคต

Advertisement
นายสงกรานต์ ป้องบุญจันทร์

คุณสมบัติประการแรก อานนท์เป็นนักกฎหมายที่เก่งมาก ตามมาตรฐานแวดวงกฎหมายทั่วไป เขาจบ ปริญญาตรีนิติศาสตร์ ที่ ม.ราม ในเวลา 2-3 ปีเท่านั้น สอบเนติฯ ตามมาตรฐานใช้เวลา 1-2 ปี จากนั้นก็เริ่มประกอบอาชีพทนายความ โดยเน้นด้านสิทธิมนุษยชนทันที จนถึงวันนี้กว่า 20 ปีแล้ว อานนท์ผ่านมาตรฐานการเล่าเรียนที่ได้ชื่อว่า “เป็นที่ยอมรับของนักกฎหมาย” มีโอกาสที่จะเติบโตในสายงานได้อย่างสบาย แต่เขาเลือกที่จะเดินทางยากลำบาก ซึ่งกลับทำให้ชีวิตเขาน่าสนใจกว่าทนาย หรือนักกฎหมายทั่วไป

คุณสมบัติประการที่ 2 อานนท์ เป็นทนายความสิทธิมนุษยชน ที่มีประสบการณ์ว่าความมากที่สุดคนหนึ่ง เมื่อเทียบกับนักกฎหมายที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ในขณะที่ทนายความรุ่นเดียวกัน พอคดีมากก็เลือกที่จะปฏิเสธ เพราะคิดว่าไม่น่าจะไหว อานนท์แบกรับไปตั้ง สำนักงานทนายความราษฎรประสงค์ ว่าความทั้งการเคลื่อนไหวของชาวบ้านด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง ปัจจุบัน อานนท์อาจจะทำคดีหลายร้อยคดี หรือเป็นพันคดี ไม่ทราบว่าได้บันทึกไว้หรือไม่

แต่สิ่งที่เห็นร่วมกันในบรรดานักกฎหมาย และทนายสิทธิ ผ่านไป 10 ปี มาเจอกันอีกครั้ง อานนท์ได้ก้าวกระโดดห่างจากทนายรุ่นเดียวกันไปมาก ล้วนเป็นผลมาจากการผ่านประสบการณ์การทำคดีมาอย่างโชกโชน

นายสงกรานต์กล่าวต่อว่า คุณสมบัติประการที่ 3 อานนท์ก้าวข้ามพรมแดนนักกฎหมาย ไปสู่นักเคลื่อนไหวทางสังคม ซึ่งนักกฎหมายส่วนใหญ่ไม่สามารถก้าวข้ามได้

“เป็นคุณสมบัติเด่นอันหนึ่งที่เห็นได้ไม่มากนัก ไม่รู้ว่าอานนท์วางตัวเองเป็น ‘นักกฎหมายที่ทำตัวเป็นนักกิจกรรม’ หรือเป็น ‘นักกิจกรรมที่บังเอิญมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย’ แต่เขาเชื่อมโยงบทบาทของนักกฎหมายกับขบวนการเคลื่อนไหวของคนหนุ่มสาวในช่วงที่ผ่านมา ให้พื้นที่ระหว่างนักกฎหมาย นักกิจกรรม และขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ‘เบลอ’

ณ จุดนี้เอง นำมาสู่การที่รัฐใช้กฎหมายเล่นงาน ประมาณ 20-30 คดีในปัจจุบัน เขาถูกเปลี่ยนสถานะจากทนายความ เลือกที่จะย้ายตัวเองไปทำหน้าที่เป็น นักกิจกรรม ขณะเดียวกันก็ใช้ความรู้ด้านกฎหมายช่วยเหลือนักเคลื่อนไหว

ที่ผ่านมา เขากลายเป็นจำเลย ใช้ชีวิตในเรือนจำมากกว่า 6 เดือน คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้อานนท์เหมาะอย่างยิ่งที่จะชวนพวกเรานักกฎหมายที่สนใจความเป็นไปของบ้านเมือง คุยถึงศักยภาพและข้อจำกัดของกฎหมาย และของนักกฎหมาย ในการเปลี่ยนแปลงทางสังคม” นายสงกรานต์ กล่าว