“ฝ่ายค้าน” ขีดเส้นตาย รบ. “ประยุทธ์” อยู่ได้ไม่เกิน ส.ค. จี้คืนอำนาจให้ ปชช. เปิด 4 จุดตายโค่น รบ.ตู่
เมื่อเวลา 17.40 น. วันที่ 6 พฤษภาคม ที่ห้องวันวาน เขาใหญ่ พรรคร่วมฝ่ายค้านจัดประชุมหัวข้อ “ผนึกกำลัง ขีดเส้นใต้ความล้มเหลว ขีดเส้นตายรัฐบาล” โดยมีแกนนำและตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน อาทิ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภา นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล (ก.ก.) นายวิรัตน์ วรศสิริน รองหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย (สร.) พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ (ปช.) นายเทวกฤต พรหมมา รองหัวหน้าพรรคเพื่อชาติ (พช.) นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ร่วมประชุม
จากนั้น นพ.ชลน่านอ่านแถลงการณ์พรรคร่วมฝ่ายค้าน “ขีดเส้นใต้ความล้มเหลว ขีดเส้นตายรัฐบาลที่สิ้นสภาพ” ระบุว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดที่ต่ำที่สุด เผชิญวิกฤตในทุกมิติ วิกฤตตัวผู้นำนายกฯ ที่ไร้ศักยภาพ ขาดความน่าเชื่อถือ นำพาประเทศมาถึงทางตัน เป็นรัฐบาล หมดสภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน อีกทั้งยังจะสิ้นสภาพในมิติความถูกต้องตามตัวบทกฎหมายปมวาระนายกฯ 8 ปี วิกฤตเศรษฐกิจที่สร้างความทุกข์ยากแก่พี่น้องประชาชนอย่างแสนสาหัส ทำลายสถิติการเพิ่มขึ้นของคนจน หนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือน การตกงาน การขาดดุลงบประมาณสูงสุดในประวัติศาสตร์ชาติภายใต้การบริหารของรัฐบาล
วิกฤตสาธารณสุขที่คร่าชีวิตประชาชนต้องนอนตายกลางถนนเป็นจำนวนมาก กลายเป็นประเทศที่ติดเชื้อลำดับต้นๆ ของโลก สาเหตุจากการบริหารและมาตรการที่ผิดพลาด ควบคุมโรคระบาดแบบไร้ทิศทาง กระทำเสมือนชีวิตของประชาชนนั้นไร้ค่า ไร้ความหมาย วิกฤตการเมือง เผด็จการในคราบประชาธิปไตย ได้สร้างประวัติศาสตร์ที่เลวร้ายทิ้งไว้ให้ประเทศอย่างต่อเนื่องยาวนานด้วยรัฐธรรมนูญฉบับวางยาพิษ รวมถึงระบบนิติบัญญัติของเสียงข้างมากที่ล้มเหลว สภาอันทรงเกียรติกลายเป็นสภาที่ซื้อได้ด้วยเงิน
นพ.ชลน่านกล่าวอีกว่า ทั้ง 4 วิกฤตปะทุขึ้นพร้อมกัน เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ นำความทุกข์ยากมาสู่ประชาชนอย่างมากมายมหาศาล พรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นร่วมกันว่าหากปล่อยให้สถานการณ์เหล่านี้ดำเนินต่อไป จะสร้างความเสียหายจนไม่อาจเยียวยาแก้ไขได้ จึงมีมติร่วมกันขีดเส้นตายให้รัฐบาลที่หมดสิ้นสภาพนี้ นับตั้งแต่การเปิดประชุมสภาสมัยสามัญ 22 พฤษภาคม 65 เป็นต้นไป ในการดำเนินการของพรรคร่วมฝ่ายค้านใน 4 วาระสำคัญ ได้แก่
1.การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2.การพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองในเดือนมิถุนายน 3.การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามมาตรา 151 และ 4.การดำรงตำแหน่งนายกฯ รวมกันแล้วไม่เกิน 8 ปี ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในเดือนสิงหาคม พรรคร่วมฝ่ายค้านขอประกาศว่าวันนี้เรารวมพลังเพื่อยุติ รัฐบาลที่สิ้นสภาพ โดยการขีดเส้นตายการทำงานของรัฐบาลนี้ ทำหน้าที่ได้ไม่เกินเดือนสิงหาคมที่จะถึง พรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องคืนอำนาจ คืนชีวิต คืนความกินดีอยู่ดี คืนประชาธิปไตยให้กับประชาชนทุกคน
ด้านนายชัยธวัชกล่าวว่า เส้นตายของรัฐบาลชุดนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อชีวิตของประชาชน เราพรรคร่วมฝ่ายค้านจะทำงานอย่างเต็มที่ ซึ่งเรื่องวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สามารถตีความเป็นอื่นได้ และไม่มีข้อยกเว้นบัญญัติไว้ เวลาจะยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน ท่านอ้างว่าไม่ต้องแสดง เพราะเป็นการดำรงตำแหน่งต่อเนื่อง แต่เวลาจะพ้นจากตำแหน่งจะมาอ้างว่าไม่ได้ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องไม่ได้ และถ้านายกฯที่จะมาแทนนายกฯเป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐบาลที่จะได้คือรัฐบาลไม่รู้ๆๆ คือไม่รู้อะไรเลย และไม่สามารถนำพาประเทศให้หลุดพ้นจากวิกฤตได้
ขณะที่นายสุทินกล่าวว่า สำหรับการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 นั้น จะยื่นอภิปรายเป็นรายบุคคล โดยมีนายกฯเป็นจำเลยที่ 1 ภายใต้กรอบ 7 ข้อ คือ 1.การบริหารล้มเหลว 2.ทุจริตเอื้อผลประโยชน์และพวกพ้อง 3.จงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและฝ่าฝืนจริยธรรม 4.คุกคามเสรีภาพประชาชน 5.ไม่ปฏิบัติตามนโยบายที่แถลงไว้และปฏิบัติล้มเหลว 6.ทำลายระบอบประชาธิปไตยและระบบรัฐสภา และ 7.เรื่องต่อเนื่องที่เคยอภิปรายและจี้ให้รัฐบาลปรับปรุงแก้ไขแต่ละเลย ทั้งนี้ มีประชาชน และหน่วยงานราชการต่างๆ ส่งข้อมูลการทุจริตมาให้พรรค พท.จำนวนมาก และเป็นครั้งแรกที่พรรคร่วมรัฐบาลมีท่าทีที่ไม่เป็นเอกภาพ และมีท่าที่เห็นตรงข้ามกับรัฐบาลชัดที่สุด
โดยข้อมูลที่ประชาชนส่งเข้ามา เป็นข้อมูลที่พุ่งไปที่กลุ่มรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) มากที่สุด รองลงมาคือพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งจากนี้เราจะตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับเพื่อนำไปใช้ในการอภิปรายต่อไป นอกจากนี้ ในการจัดงบประมาณ เรากำลังจับตาดูว่ามีการจัดงบประมาณเพื่อเอื้อประโยชน์พวกพ้อง ซึ่งปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้ ทำให้เราเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะหนีการอภิปราย หรืออยู่ไม่ถึงการอภิปราย มีอันเป็นไปก่อนการอภิปราย พรรคร่วมฝ่ายค้านเราจึงเร่งเสนอญัตติ เพราะเราไม่อยากเห็น พล.อ.ประยุทธ์หนีไป แต่อยากเห็น พล.อ.ประยุทธ์ตอบคำถามข้อข้องใจของประชาชนก่อน แล้วท่านจะไปไหนก็ไป
เมื่อถามว่า ปฏิบัติการของพรรคร่วมฝ่ายค้านจะโหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบ และร่างกฎหมายลูกหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า กฎหมายลูกสองฉบับหลังเราจะสนับสนุนให้ผ่านสภาในวาระ 2 และ 3 ซึ่งในชั้นกรรมาธิการมั่นใจว่าจะได้รับความเห็นชอบ ส่วนเรื่อง พ.ร.บ.งบ เรายังไม่มีมติร่วมกันในเรื่องนี้ แต่วิธีปฏิบัติเรื่องงบประมาณมีความสำคัญ แต่เมื่อเทียบกับผู้นำงบประมาณไปใช้ ก็ต้องชั่งใจว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดหรือไม่ ซึ่งต้องมาปรึกษาหารือกันอีกครั้ง แต่เราให้เป็นสิทธิของแต่ละพรรคในการพิจารณา
เมื่อถามว่า การยื่นตีความวาระ 8 ปี นายกฯจะยื่นวันใด นพ.ชลน่านกล่าวว่า จากการหารือทั้งในส่วนของพรรคเพื่อไทย และฝ่ายค้าน เห็นตรงกันว่าจะยื่นช่วงกลางเดือน ก.ค. เป็นเวลาที่เหมาะ เพราะถ้าช้าเกินไปศาลรัฐธรรมนูญอาจวินิจฉัยหลังวันที่ 23 สิงหาคม จะเกิดความเสียหาย


