สถานีคิดเลขที่ 12 : การเมืองเรื่อง ‘เรา’ กับ ‘เขา’

9.05.22 | 10:30 น.

แม้จะเป็นไวยากรณ์ทางการเมืองที่มีอายุร่วมทศวรรษแล้ว

แต่วิธีคิดหรือวิธีการแบ่งมิตรแยกศัตรูในทำนอง “ไม่เลือกเราเขามาแน่” ดูจะยังมีมนต์ขลังอยู่ระดับหนึ่ง ในสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย

เช่น ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งเราได้เห็นไอเดียนี้ถูกนำมาผลิตซ้ำ (แต่แปลงคำนิดหน่อย) โดยฝ่ายที่ถูกมองว่าเป็นกลุ่ม “อนุรักษนิยม” หรือ “ไม่นิยมประชาธิปไตย”

แม้แต่ในฝั่งที่ “นิยมประชาธิปไตย” จำนวนไม่น้อย ก็ดูจะนำพาตนเองพลัดตกลงไปในกับดักแนวคิดแบบนี้ ด้วยความเชื่อว่าเมื่อ “ตัวเลือกผู้สมัครฝั่งประชาธิปไตย” มีมากกว่าหนึ่งคน ยุทธศาสตร์ที่จำเป็นจึงได้แก่การเทคะแนนเลือกใครคนใดคนหนึ่งให้ชนะขาดไปเลย

เพื่อป้องกันการพลิกสถานการณ์ของคู่แข่งอีกขั้วหนึ่ง (ซึ่งเอาเข้าจริง ก็มีหลายคนและอาจตัดคะแนนกันเองไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน)

Advertisement

ปัญหาของการแบ่ง “เรา” กับ “เขา” ในลักษณะนี้อยู่ตรงไหน?

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ “การแบ่งแยก” คนสองกลุ่มออกจากกัน เพราะปรากฏการณ์ดังกล่าวคือเรื่องธรรมชาติทางการเมืองอยู่แล้ว

แต่จุดที่น่าตั้งคำถาม คือ ปัญหาในการนิยาม “เรา” กับ “เขา” มากกว่า

ดูเหมือนเวลาเราพูดว่า “ไม่เลือกเราเขามาแน่” นั้น ฝ่ายที่มีอัตลักษณ์-ตัวตนชัดเจนกว่า จะเป็น “เขา” หรือ “ศัตรูของเรา”

ในยุคหนึ่ง “เขา” คือ พวกเสื้อแดง เผาบ้านเผาเมือง เปรียบเสมือนเชื้อโรคร้ายทางการเมือง อยู่ผิดที่ผิดทาง เป็นทาสนักการเมืองชั่ว และไม่ยึดถือชุดค่านิยมหลักของชาติ เป็นต้น

ใน พ.ศ.นี้ สำหรับ “ฝ่ายนิยมประชาธิปไตย” “เขา” อาจหมายถึงกลุ่มพลังอนุรักษนิยม ที่คล้ายจะอ่อนแรง เงียบงัน เซื่องซึม แต่ก็พร้อมจะหวนกลับมายึดครองกรุงเทพฯ ได้
อย่างบ้าคลั่งและคาดไม่ถึง

ในทุกครั้งที่เราพูดว่า “ไม่เลือกเราเขาไม่แน่” ดูจะเป็นคำว่า “เรา” เสียอีก ที่สื่อถึงอัตลักษณ์-ตัวตนอันพร่าเลือน บนฐานคิดที่ว่า เพราะ “เขา” คือศัตรูที่น่ากลัวน่า
หวาดหวั่น “เรา” ไม่ว่าจะเป็นใคร กลุ่มไหน ยึดถือหลักความเชื่อใด (ขอแค่อยู่ตรงข้ามหรือไม่ชอบ “เขา” ก็พอ) จึงต้องมารวมตัวกัน

การรวมตัวเป็น “เรา” อย่างหลวมๆ เบลอๆ เช่นนี้ กลับกลายเป็นเรื่องที่ทำให้สำเร็จได้ยากขึ้น เมื่อพิจารณาสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน ที่ “เรา” (ไม่ว่าจะเป็น “เรา” ฝ่ายไหน) อาจแบ่งแยกออกเป็นกลุ่มย่อยๆ (ที่มีขนาดใหญ่โตพอสมควร) ได้อย่างน้อย 2-3 กลุ่ม

นอกจากนั้น บาดแผลจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินมายาวนานเกินหนึ่งทศวรรษ ผ่านสงครามเสื้อสี “เหลือง-แดง” และการชัตดาวน์กรุงเทพฯ ของ กปปส. เป่านกหวีด ยังส่งผลให้การแบ่งแยก-ผนวกรวม “เรา” กับ “เขา” มีรายละเอียดสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น

กระทั่งปรากฏการณ์ที่ “เขา” พยายามย้ายข้างมาอยู่กับ “เรา” กลายเป็นเรื่องไม่ง่าย ไม่ราบรื่น ติดขัดคับข้อง น่าอึดอัดใจ และเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

ปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นกับกระบวนการรับสมาชิก-ผู้สมัคร ส.ส. และ ส.ก. ของทั้งพรรคเพื่อไทย ก้าวไกล หรือไทยสร้างไทย

การเมืองเรื่อง “เรา” กับ “เขา” จึงเต็มเปี่ยมไปด้วยพลวัต และมิได้หยุดนิ่งอยู่ตรงมอตโต “ไม่เลือกเราเขามาแน่”

ทว่า จุดโฟกัสและแสงสปอตไลต์ที่เคยมุ่งจับไปยังตัวตนอันชัดเจนของฝ่าย “เขา” กลับค่อยๆ เคลื่อนย้ายหมุนกลับมาสำรวจตรวจสอบอัตลักษณ์ของฝ่าย “เรา”

พร้อมด้วยคำถามว่า “เรา” คือใครกันแน่? “เรา” ยึดถืออุดมการณ์แบบไหน? “เรา” ที่ย้ายข้างมาจากการเป็น “เขา” นั้นเปลี่ยนไปแล้วจริงหรือไม่? เพียงใด? อย่างไร?

การเมืองว่าด้วยการแบ่ง “เรา” แยก “เขา” ใน พ.ศ.2565 จึงถูกขับเน้นด้วยการถามหาความชัดเจนจาก “พวกเรา” ด้วยกันเอง บนโจทย์ใหญ่ที่ผันแปรไป

ไม่ใช่ “เขา” แตกต่างจาก “เรา” อย่างไร?

แต่เป็น “เรา” มีอัตลักษณ์ ตัวตน จุดยืนอย่างไร? และ “เรา” ไม่เหมือน “เขา” ตรงจุดไหนบ้าง?

ปราปต์ บุนปาน