พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. ชี้แจงกรณี การให้ข้อมูลลักษณะที่บิดเบือนต่อร่าง รธน.ว่า เป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานแห่งข้อเท็จจริง ไม่มีเหตุผลองค์ประกอบและข้อพิสูจน์รองรับที่ชัดเจน เช่นคำว่า “ไม่เป็นประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญขี้โกงและปล้นอำนาจประชาชน หรือใช้คำว่ารัฐธรรมนูญเผด็จการ” ฯลฯ มีข้อสังเกตคือสำนวนหรือวาทกรรมเหล่านี้ ถูกนำมาอ้างใช้จากคนเพียงบางกลุ่มเจ้าเดิมๆ ซึ่งยังไม่สามารถหาข้อพิสูจน์หรือให้รายละเอียดและคำอธิบายเหมาะสมเพียงพอ เพื่อให้สอดรับกับคำกล่าวอ้างได้ชัดเจน
“ไม่อยากให้สังคมตั้งข้อสงสัยมองว่าอาจมีความต้องการที่จะสร้างวาทกรรมมาใช้เพื่อโฆษณาชวนเชื่อปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึกคน เหมือนในอดีตบนเวทีชุมนุมทางการเมือง โดยเฉพาะในภาพรวมดูแตกต่างเมื่อเปรียบเทียบกับลักษณะการแสดงความเห็นของบุคคลอื่นๆ ที่จะเน้นไปที่เนื้อหาประเด็นนั้นๆ มีคำอธิบายที่เป็นเหตุเป็นผลเพียงพอให้ผู้รับผิดชอบเก็บไปพิจารณา ไม่อยากให้สังคมทั่วไปสับสนในพฤติกรรมว่าเป็นการแสดงความเห็นอย่างบริสุทธิ์ใจต่อเรื่อง รธน.เพื่อให้เกิดพัฒนาการ หรือเป็นความพยายามในการแสดงออกทางการเมือง โดยอาศัย ร่าง รธน.มาใช้เป็นประเด็น” พ.อ.วินธัยกล่าว
พ.อ.วินธัย ระบุอีกว่า จึงอยากขอความร่วมมือในการเสนอความเห็นใดๆ ควรระมัดระวังเรื่องการใช้คำพูดคำจา หรือการใช้คำพูดเชิงดูหมิ่นดูแคลนผู้อื่น รวมถึงการปรับรูปแบบวิธีการนำเสนอให้อยู่ในความเหมาะสม เพื่อช่วยรักษาบรรยากาศการเดินหน้าประเทศ มีหลายๆ บุคคลที่ได้นำเสนอความเห็นมา ส่วนใหญ่จะให้ข้อพิจารณาว่าควรจะปรับอย่างนั้นอย่างนี้ แต่บางคนไม่พูดถึงรายละเอียดการปรับอะไรพูดแต่จะคว่ำลูกเดียว ส่วนประเด็นที่ยกมาอ้างถึงนั้น ก็มีแต่เรื่องของการเข้ามามีอำนาจ และการจะอยู่ในอำนาจทางการเมือง ส่วนเรื่องอื่นๆ ดูจะไม่ค่อยได้กล่าวถึง
โดยเฉพาะล่าสุดได้มีคำพูดว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนายกรัฐมนตรีคนนอก วุฒิสภามาจากลากตั้ง การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ยังทำไม่ได้อีก จึงเป็นเหตุให้รับไม่ได้จึงต้องลงประชามติคว่ำ ซึ่งต่อประเด็นทั้งหลายเหล่านี้ ทาง กรธ.ได้มีการอธิบายทำความเข้าใจให้เกิดความกระจ่างชัดขึ้นไปบ้างแล้ว โดยเฉพาะทำให้เข้าใจมากขึ้นว่าแท้จริงแล้ว ร่าง รธน.ฉบับนี้ในภาพรวมมีความเป็นประชาธิปไตยแน่นอน เน้นให้ความสำคัญประชาชนทั้งประเทศ ทั้งในฝากคนเสียงส่วนใหญ่ และฝากคนเสียงส่วนน้อยเพื่อให้มีบทบาทร่วมในทางสังคมและการเมือง และก็คงไม่ได้เป็นรัฐธรรมนูญขี้โกงอย่างที่บางคนกล่าวอ้าง แล้วที่สำคัญก็คงไม่มีใครมาปล้นอำนาจของประชาชนไปไหนได้ อีกทั้งหลายคนกลับมองว่า ดูเหมือนจะเป็นการเพิ่มบทบาทอำนาจให้ประชาชนมากขึ้นมาด้วยซ้ำ โดยเฉพาะในส่วนของประชาชนที่อาจอยู่ทางฝั่งเสียงข้างน้อย ที่สมัยก่อนคนที่อยู่ในอำนาจมักมองข้ามไป

