ยุทธศาสตร์ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา พระมหากรุณาธิคุณ แก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้

24.10.16 | 15:40 น.

ยุทธศาสตร์พระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช คือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนาŽ ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ (จชต.) ที่มีปัญหายืดเยื้อยาวนานมากว่า 10 ปี ยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนาŽ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อทุกหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้

ซึ่งหลัก เข้าใจŽ คือ เข้าใจปัญหา เข้าใจประชาชน เข้าใจงานที่ปฏิบัติและงานที่เกี่ยวข้อง เข้าถึงŽ คือ เข้าถึงทุกพื้นที่ เข้าถึงจิตใจประชาชน และ พัฒนาŽ คือ พัฒนาในทุกๆ ด้านควบคู่กันไป กำหนดเป้าหมายการพัฒนาอย่างชัดเจน พัฒนาอย่างเป็นระบบ

โดยทุกรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศ ต่างได้น้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนาŽ มาปรับใช้ในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ควบคู่กับหลักการ การเมืองนำการทหารŽ รวมทั้งใช้แนวทางสันติวิธี เป็นแนวทางการแก้ไขปัญหา

ขณะเดียวกันการดำเนินยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น นอกจากจะน้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง

พัฒนาŽ มาปรับใช้แล้ว

Advertisement

โดยเมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง ผู้แทนพิเศษของรัฐบาลการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้Ž หรือ คณะผู้แทนพิเศษของคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คปต.) ส่วนหน้า จำนวน 13 คน โดยมี บิ๊กโด่งŽ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรี

ในหลวง

ช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธาน คปต.ส่วนหน้า มีการประชุมหารือแนวทางการปฏิบัติงานร่วมกัน และการประสานการดำเนินงานร่วมกับทุกภาคส่วนและทุกระดับ โดยเฉพาะในพื้นที่ จชต. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานการแก้ไขปัญหา จชต. ให้บรรลุผลตามนโยบายของรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

เมื่อ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา และแบ่งมอบงาน

สำหรับการมอบงานของ คปต.ส่วนหน้า ตามกรอบแผนปฏิบัติการการแก้ไขปัญหาและพัฒนา จชต. พ.ศ.2558-2560 กำหนดภารกิจงานไว้ 7 กลุ่ม เพื่อให้ผู้แทนพิเศษฯ ได้ติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบในแต่ละกลุ่มภารกิจงาน รวมทั้งการดำเนินงานของกระทรวง กรมที่เกี่ยวข้อง ที่ได้มีการแบ่งมอบความรับผิดชอบไว้ทั้ง 20 กระทรวง เพื่อให้

ผู้แทนพิเศษฯได้ประสานเชื่อมโยงกับกระทรวงที่รับผิดชอบ และหน่วยงานอื่นที่ไม่สังกัดกระทรวง ซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหา จชต.ในระยะต่อไปเป็นไปอย่างมีเอกภาพ และมีประสิทธิภาพ สอดคล้องตามแนวนโยบายของนายกรัฐมนตรี และปรากฏผลเป็นรูปธรรมตามคำสั่ง คสช. โดยการแบ่งมอบงานดังนี้

1.งานรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน พล.อ.ปราการ ชลยุทธ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นผู้รับมอบงาน ในการติดตามการดำเนินงานของกระทรวงกลาโหม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)

2.งานอำนวยความยุติธรรมและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ มี บิ๊กแขกŽ พล.อ.สกล ชื่นตระกูล อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นผู้รับมอบงานในการติดตามการดำเนินงานของ กระทรวงยุติธรรม และผลการค้นหา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ พล.ต.ท.ไพฑูรย์ ชูชัยยะ เป็นผู้รับมอบงานในการติดตามการดำเนินงานของ กระทรวงแรงงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานอัยการสูงสุด

3.งานสร้างความเข้าใจทั้งในและต่างประเทศ/เรื่องสิทธิมนุษยชนมี พล.อ.มณี จันทร์ทิพย์ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นผู้รับมอบงานในการติดตามการดำเนินงานของ กระทรวงการต่างประเทศ สำนักนายกรัฐมนตรี และกรมประชาสัมพันธ์

4.งานการศึกษา ศาสนาและศิลปวัฒนธรรม บิ๊กน้อยŽ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้รับมอบงานในการติดตามการดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการ และ บิ๊กเอียดŽ พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นผู้รับมอบงานในการติดตามการดำเนินงานของกระทรวงวัฒนธรรม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

5.งานพัฒนาตามศักยภาพของพื้นที่และคุณภาพชีวิตประชาชน นายภาณุ อุทัยรัตน์ อดีตเลขาฯศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นผู้รับมอบงานในการติดตามการดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม

และ ศอ.บต. และ นายจำนัล เหมือนดำ รองเลขาฯ ศอ.บต. เป็นผู้รับมอบงานในการติดตามการดำเนินงานของกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

6.งานเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและงานขับเคลื่อนนโยบาย มี พล.อ.จำลอง คุณสงค์ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นผู้รับมอบงานในการติดตามการดำเนินงานของกระทรวงพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.)

และ นายพรชาติ บุนนาค อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นผู้รับมอบงานในการติดตามการดำเนินงานของ สมช. สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง

7.งานแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี บิ๊กเมาŽ พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นผู้รับมอบงานในการติดตามการดำเนินงานของ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) และ พล.อ.อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขพบปะนักวิชาการสันติวิธี เป็นผู้รับมอบงานในการติดตามการดำเนินงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงคมนาคม

ขณะที่ในมุมมองของนักวิชาการ พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล แห่งสถาบันพระปกเกล้า ให้ความเห็นถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ว่า การจัดตั้ง คปต.ส่วนหน้า หรือ ครม.ส่วนหน้าขึ้นมา นั้นเข้าใจว่าเป็นการนำเอางบประมาณลงไปยังพื้นที่ได้อย่างแท้จริง โดยไม่ต้องผ่านหน่วยงานอื่น เพราะแรกเริ่มเดิมทีเวลาจะมีงานหรือกิจกรรมใดๆ ก็จะไปจัดในพื้นที่รอบนอก อาทิ จ.สุราษฎร์ธานี อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จะทำให้การกระจายรายได้อะไรต่างๆ ลงไปที่จังหวัดนั้นนั้นโดยไม่ได้ลงไปยังพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น การตั้ง คปต.ส่วนหน้าขึ้นมามีประโยชน์ตรงที่ 1.งบประมาณลงไปถึงพื้นที่ได้อย่างแท้

ในหลวงกับอ.รอยล3

จริง และ 2.สามารถทำให้การบูรณาการแต่เดิมที่มีหลายหน่วยงานทำให้กำหนดยุทธศาสตร์แผนงานต่างๆ จะไม่เป็นเอกภาพ แต่เมื่อมีการกำหนดคณะกรรมการชุดดังกล่าวขึ้นมาก็จะทำให้ยุทธศาสตร์และแผนงานมีความเป็นเอกภาพในการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหามากยิ่งขึ้น

การที่รัฐบาลได้กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหานี้ขึ้นมา ก็เพื่อหวังให้คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีชีวิตความเป็นอยู่และรายได้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษโดยมีทั้งนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล นิคมอุตสาหกรรมยาง ซึ่งถ้าหากผลักดันได้แล้วจริง ก็จะนำมาซึ่งชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ยกระดับรายได้ได้ดีขึ้น ในขณะเดียวกันก็จะเป็นการทดลองว่าการที่ภาครัฐเข้าไปช่วยให้คนในพื้นที่มีชีวิตความเป็นอยู่และรายได้ที่ดีขึ้น จะเป็นส่วนหนึ่งที่ลดสถิติความรุนแรงได้หรือไม่ ถ้าช่วยได้ก็จะจัดทำเป็นสถิติขึ้นมาและกำหนดเป็นกรอบยุทธศาสตร์ให้มีความชัดเจนต่อไปŽ พล.อ.เอกชัยกล่าว

พล.อ.เอกชัยยังให้ความเห็นแนวทางดับไฟใต้ด้วยหลักการเมืองนำการทหาร ว่าเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าการที่ใช้กำลังทหารด้วยอาวุธเข้าแก้ไขปัญหาจะไม่สามารถตอบโจทย์ช่วยลดความรุนแรงลงได้ ในทางกลับกันหากเราใช้หลักการเมืองนำการทหารด้วยการช่วยเหลือให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยที่ไม่ใช้กำลังอาวุธในการแก้ไขปัญหา หากแต่เน้นงานพัฒนาเข้ามาแทนที่แทน พร้อมทั้งสร้างความปลอดภัยให้กับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนก็จะส่งผลให้สถานการณ์ความรุนแรงลดสถิติลงได้

สำหรับพระราชดำรัส เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาŽ

พล.อ.เอกชัยระบุว่า การน้อมนำเอาหลักปรัชญาดังกล่าวทุกหน่วยงานในพื้นที่ล้วนยึดถือมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานด้านความมั่นคงเพราะว่าการจะเข้าใจและเข้าถึงคนในพื้นที่เราต้องดูก่อนว่าวัฒนธรรมชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่เป็นอย่างไร เพราะร้อยละ 80% เป็นคนมุสลิมนับถือศาสนาอิสลาม ดังนั้น อาจจะเข้าถึงและเข้าใจ เจ้าหน้าที่ทุกคนจะต้องศึกษาความเป็นอยู่ของพวกเขาตั้งแต่เกิดจนตาย ว่ามีขนบประเพณีความเป็นอยู่เป็นอย่างไร อาทิ คนมุสลิมไม่ชอบหมูเพราะเป็นสัตว์สกปรก หรือการจะขึ้นบ้านเขาจะต้องถอดรองเท้า รู้ว่าการละหมาดเวลาใดบ้าง ในเมื่อเราเข้าใจ และเข้าถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว เราก็ต้องพัฒนาคนในพื้นที่ด้วย การพัฒนานั้นจะต้องพัฒนาบนพื้นฐานวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของพวกเขา มิใช่พัฒนาตามแบบส่วนกลางที่เป็นทุนนิยมเสรี เพราะคนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรก็ต้องอยู่อย่างพอเพียง เป็นต้น