อาจเพราะมีความแจ่มชัดจากผลโพล ไม่ว่าจะเป็นจากสถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นจากสถาบันพระปกเกล้า คะแนนและความนิยมของเบอร์ 8 ทะยานขึ้นสูงเด่น
ที่สำคัญเป็นอย่างมากคือ เป็นความสูงเด่นตั้งแต่ก้าวที่ 1 กระทั่งโค้งสุดท้าย และแสดงดรรชนีทิ้งห่างเบอร์อื่นๆเป็นอย่างมาก
จึงเกิดการเคลื่อนไหวที่เริ่มขึ้นอย่างเงียบๆแล้วค่อยปรากฏขึ้นอย่างเป็นกระบวนการ เรียกร้อง เบอร์ 3 เบอร์ 4 เบอร์ 6 และเบอร์ 7 ให้จำเป็นต้องร่วมคิดในเชิงยุทธศาสตร์การโหวต
ภายใต้ความเชื่อมั่นอันปรากฏผ่านคำขวัญ”ไม่เลือกเรา เขามา แน่” เขาในที่นี้แม้มิได้ระบุว่าเป็นใคร แต่ย่อมรู้อยู่เป็นอย่างดีว่าเป็น เบอร์ 6 ซึ่งคะแนนและความนิยมนำลิ่วมาตลอด
คล้อยหลังข้อเสนอ”โหวตในเชิงยุทธศาสตร์” ไม่เลือกเรา เขามา แน่นั้นเอง ก็มีการเคลื่อนไหวจาก”ขาใหญ่”ทางการเมือง ทั้งที่อยู่ในพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกปปส.
น่าสนใจก็ตรงที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชูเบอร์ 7 ขณะที่กปปส.ชูเบอร์ 3 ให้เป็นตัวเลือกในทางยุทธศาสตร์
คำประกาศของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ชูเบอร์ 7 คำ ประกาศของมวลมหาประชาชนกปปส.ที่ชูเบอร์ 3 ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดคำถามและความลังเล
หากที่สำคัญยังสะท้อนให้เห็นว่าองค์ประกอบและความขัดแย้ง ในทางการเมืองที่ดำรงอยู่มากด้วยความสลับซับซ้อน
เป็นความสลับซับซ้อนในทางการเมืองอันเป็นผลสะเทือนและ ความต่อเนื่องจากสถานการณ์รัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 และสถานการณ์รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
ไม่เพียงแต่เป็นโจทย์ทางการเมืองต่อคสช. หากแต่ยังเป็นโจทย์ ทางการเมืองต่อแต่ละพรรคการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2562 ว่าฤดูกาลทางการเมืองได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ไปอย่างมาก
คำประกาศ”ไม่เลือกเรา เขามาแน่”อาจมีผลหากว่าการ ต่อสู้ทางการเมืองมีเพียงพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่เมื่อ ปรากฏขึ้นมากมายหลายพรรค หลายกลุ่มจึงซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง
เพราะไม่เพียงแต่มีเบอร์ 3 หากแต่ยังมีเบอร์ 4 เบอร์ 6 เบอร์ 7
คำถามก็คือ เมื่อเรียกร้องให้เลือกเบอร์ 3 เรียกร้องให้เลือกเบอร์ 7 แล้วชะตากรรมของเบอร์ 4 กับเบอร์ 6 จะเป็นอย่างไร
โจทย์อยู่ที่ว่าการเลือกในเชิงยุทธศาสตร์จะเป็นไปได้จริงหรือ

