ญาติวีรชนยันจัดงานออกงบเอง เสียใจมีคนบิดเบือน เรียกร้องรัฐบาลรับผิดชอบ 4 ข้อ สร้างอนุสรณ์-ชดใช้-ให้สัตยาบัน ICC-เปิดเผยความจริงผู้สูญหายในเหตุการณ์
เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ที่สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ มีการจัดงานเปิดตัว “ศิลปจัดวาง 30 ปีพฤษภาประชาธรรม” ซึ่งเป็นประติมากรรมรูปดาว สื่อความหมาย 3 ประการคือ 1.ดาวผู้สูญหาย 2.ดาวผู้เสียชีวิตและ 3.ดาวคนหาย จัดทำโดย นายไกรสร ประเสริฐ อาจารย์คณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในตอนหนึ่งระหว่างกล่าวเปิดงาน นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชน พฤษภา 35 กล่าวว่า ปัจจุบันตนกล้าพูดว่าองค์กรเอกชนใดๆ ที่ออกมาขับเคลื่อนต่อสู้ คงไม่มีใครที่จะอยู่ได้ยาวนานเท่ากับครอบครัวญาติวีรชน ซึ่งถือเป็นองค์กรของครอบครัวญาติ ผู้เสียหายที่ยืนได้ระยะยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ รัฐบาลและกองทัพคงจะต้องเผชิญกับการเรียกร้องของครอบครัวญาติวีรชน หลังจากจบงานรำลึก 30 ปีพฤษภาประชาธรรม ในวันที่ 17 พฤษภาคมแล้วในกรณีเรื่องของคนหาย
นายอดุลย์กล่าวว่า ที่ผ่านมาเคยประกาศอโหสิให้กับ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ไปแล้วเมื่อปี 2536 เนื่องจากเรารู้ว่า 1.การพกความแค้น หรือความโกรธเคืองเมื่อเวลาเราจากโลกนี้ไปจะนำพามาซึ่งความทุกข์ 2.การเรียกร้องของครอบครัวญาติจะดำเนินต่อไปไม่รู้จบ บ้านเมืองก็ไม่สามารถอยู่อย่างสงบและก้าวไปข้างหน้าได้ ดังนั้น จึงเห็นว่าถ้าถอดบทเรียนจะรู้ว่าครอบครัวญาติทำให้การรัฐประหารชะลอได้ถึงเกือบ 16 ปีเต็ม จนกระทั่งในปี 2549 จึงได้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เพราะการเมืองไม่คำนึงถึงประชาชน และทำสิ่งที่ไม่ดี จนกระทั่งทหารฉกฉวยโอกาสกลับมารัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง
นายอดุลย์กล่าวว่า หวังว่าการเมืองของคนรุ่นใหม่จะมีการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในโครงสร้างอำนาจของประเทศไทย และขจัดการรัฐประหารไม่ให้เกิดขึ้น

“กรณี คนหาย ผมเคยพูดกับหลายรัฐบาลแล้วว่าท่านคืนกระดูกให้กับครอบครัวของเขา เพื่อวัตถุประสงค์เดียว จะได้ทำพิธีตามศาสนาของแต่ละคนได้ นอกจากนี้ มีเรื่องของกฎหมายที่นิรโทษกรรมซึ่งเราทำอะไรไม่ได้ แต่สาเหตุที่ยืนพื้นต้องรอนาน เพราะกองทัพโดยกระทรวงกลาโหมได้ออกมายอมขอโทษแสดงความเสียใจกับครอบครัวของญาติ พร้อมกับคำขอร้องอย่างหนึ่งว่าขอให้อย่าให้เหตุการณ์นี้เปิดเผยก่อนครบ 20 ปี ซึ่งพวกเราก็ทำตาม เพราะอยากให้บ้านเมืองสงบ” นายอดุลย์กล่าว
นายอดุลย์กล่าวว่า หวังว่าที่ญาติออกมาเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลาออก โดยให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ มาแก้ไขบ้านเมืองที่ พล.อ.ประยุทธ์ทำไม่ดีไว้ โดยแก้ไขในส่วนของ ส.ว.และสร้างความปรองดองสมานฉัน แล้วนิรโทษกรรมให้กับทุกฝ่ายจะได้เริ่มต้นใหม่และแก้ไขทุกอย่างให้อยู่ในครรลองครองธรรม ให้บ้านเมืองมีธรรมาภิบาล ถึงแม้ไม่ขัดแย้ง แต่ก็อย่าใช้ความรุนแรงต่อกัน นี่คือวัตถุประสงค์ที่ดำเนินการมา 30 ปีเต็ม ตนพยามเรียกร้องให้ทุกฝ่ายปรองดองสมานฉันถึงแม้จะขัดแย้งตามความเชื่อและศรัทธาของแต่ละคนที่มีต่อพรรคการเมือง และต่อความคิดของตัวเอง แต่ต้องไม่ใช้ความรุนแรงและต้องสามัคคีกัน
ด้าน นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวแถลงภารกิจญาติวีรชนและข้อเสนอต่อรัฐบาลว่า แม้มีมติ ครม.เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2546 ให้วันที่ 17 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวัน “พฤษภาประชาธรรม” แต่ทุกรัฐบาลกลับไม่สนับสนุนงบประมาณในการจัดงาน ต้องให้ภาคประชาชนหางบจัดเอง และประธานญาติวีรชนก็ต้องควักเงินสมทบจ่ายเองนับแสนบาท นับว่าแสนสาหัส
นายเมธากล่าวว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ทุกปีที่จัดงานรำลึกก็เพื่อต้องการชำระประวัติศาสตร์ สดุดีวีรชนที่บาดเจ็บล้มตาย และสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองให้รัฐรับผิดชอบ แม้จะมีการนิรโทษกรรมทางการเมือง ตัดสิทธิญาติในการฟ้องร้องเอาผิดในกระบวนการยุติธรรม แต่ญาติวีรชนก็ต้องการความจริงและความเป็นธรรมเสมอมา ก่อนจะปรองดองและสมานฉันท์เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีก
นายเมธากล่าวต่อว่า คณะผู้จัดโดยที่ญาติวีรชนมีส่วนร่วมต้องการเชิญทุกฝ่ายมาร่วมงาน ทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน พรรคการเมือง และภาคประชาชนทุกกลุ่ม มิใช่เพื่อให้เกียรติแขกที่เชิญมาร่วมงาน แต่เพื่อมาให้เกียรติวีรชนและแสดงรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เป็นที่น่าเศร้าใจที่มีการบิดเบือนและใช้อคติไปขยายความไม่รู้จบ รวมถึงไปกดดันแขกที่ถูกเชิญร่วมงานจากต่างประเทศ คนเหล่านี้ไม่ได้มีความจริงใจอย่างแท้จริงต่อผู้สูญเสีย หากตัวแทนรัฐมาก็ควรไปกดดันพวกเขาให้รับผิดชอบในเหตุการณ์ ไม่ใช่มากดดันญาติวีรชนผู้เสียหาย ที่ยังออกเงินจัดกันเอง ไม่ใช่เงินรัฐบาลจากภาษีของประชาชน

“ที่เขาเชิญทุกฝ่ายมาร่วมรับผิดชอบ เพื่อจะได้เรียนรู้ความจริง และไม่ใช่ไปเชิญตัวแทนรัฐมาเพื่อให้เกียรติ แต่เพื่อให้เผชิญหน้าร่วมหาคำตอบกัน ดังที่มีการเชิญทั้ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. อดีตผู้เข้าร่วมชุมนุมในเหตุการณ์พฤษภา 35 แต่ต่อมาเป็นคู่ความขัดแย้งทางการเมือง แต่การแสดงการมีส่วนร่วมโดยประกาศไม่เข้าร่วมก็ถือเป็นการมีส่วนร่วมแบบหนึ่ง หวังว่าผู้จัดงานจะนำไปทบทวน และญาติวีรชนก็พร้อมไปร่วมงานรำลึกที่แต่ละกลุ่มสามารถจัดขึ้นเองได้ตามเป้าหมายและงบประมาณของตน” นายเมธากล่าว
นายเมธากล่าวว่า ในวาระ 30 ปีพฤษภา 35 ญาติวีรชนเจ็บปวดซ้ำสอง แต่ต้องก้าวเดินต่อไปเพื่อภารกิจของญาติวีรชน อีก 4 ประการที่อยากเรียกร้องต่อรัฐบาล คือ
1.การจัดสร้างอนุสรณ์สถานพฤษาประชาธรรมให้แล้วเสร็จ เพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่สังคมและยืนเด่นเป็นตระหง่านในประวัติศาสตร์ประชาชน ไม่ต่างจากอนุสาวรีย์ที่เมืองกวางจู เกาหลีใต้ แม้ล่าสุดจะมีมติ ครม.เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2546 อนุมัติให้จัดสร้างอนุสรณ์สถานของเหตุการณ์ตามมติ ครม.ครั้งแรก เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2536 แต่ก็ยังแล้วเสร็จในส่วนด้านหน้า ที่รอ สน.ชั่วคราวของชนะสงครามย้ายกลับไปเพื่อสถานีสร้างแล้วเสร็จ เพื่อจัดทำเป็นพิพิธภัณฑสถานการเรียนรู้ประชาธิปไตยของประชาชนต่อไป โดยรัฐต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายประจำปีในการจัดงานเพื่อแสดงความรับผิดชอบ

2.การชดใช้ค่าเสียหายแก่ญาติวีรชนพฤษภา 35 ที่บาดเจ็บ ล้มหายและสูญหายกว่า 88 ชีวิต ตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระเพื่อติดตามผู้สูญหายและช่วยเหลือผู้เสียหายจากเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ซึ่งเป็นการจ่ายค่าทดแทนและความเสียหายตามบรรทัดฐานสากลและอัตราก้าวหน้า เพื่อเป็นบรรทัดฐานให้รัฐจะได้ไม่กระทำให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก เนื่องจากในขณะนั้นไม่มีกฎหมายรองรับในหลักการใหม่ จึงทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาดำเนินการจ่ายค่าช่วยเหลือตามระเบียบกฎหมายบรรเทาสาธารณภัยของกระทรวงมหาดไทยแทน ซึ่งคณะกรรมการญาติวีรชนได้ท้วงติงมาอย่างต่อเนื่อง
3.รัฐบาลต้องสร้างหลักประกันด้านสิทธิมนุษยชนและกระบวนการยุติธรรม เพื่อไม่ให้ทหารใช้กำลังเข้าปราบปรามประชาชนอีก ปฏิรูปกองทัพ นำทหารเข้าสู่กรมกองเป็นทหารอาชีพภายใต้รัฐบาลพลเรือนที่ทันสมัย ปฏิรูประบบราชการเพื่อรับใช้ประชาชน และเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกของสนธิสัญญาระหว่างประเทศเกี่ยวกับมนุษยชนและมนุษยธรรมทั้งหมด เพื่อปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทยให้เข้ากับหลักสิทธิมนุษยชนอย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะการให้สัตยาบันศาลอาญาระหว่างประเทศ ภายหลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศได้ลงนามธรรมนูญศาลอาญาระหว่างประเทศไปนานแล้ว
และ 4.การแสวงข้อเท็จจริงและความจริงให้กระจ่างชัด โดยเปิดเผยความจริงเรื่องคนหายในเหตุการณ์พฤษภา 35 คืนเถ้าอัฐิวีรชนให้แก่ญาติวีรชนเพื่อไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลและเยียวยาจิตใจ โดยขอให้รัฐบาลและกองทัพเปิดเผยข้อเท็จจริงในอดีตที่ผ่านมานานถึง 30 ปี และมีการนิรโทษกรรมไปแล้วแต่ผู้ที่เกี่ยวข้องยังมีชีวิตอยู่ว่าศพวีรชนที่สูญหายไปอยู่ที่ใด
“ผมรับทราบข่าวมาว่ามีผู้ที่เกี่ยวข้องและสำนึกผิด ได้ให้ข้อมูลในทางลับว่าช่วงเหตุการณ์พฤษภา 35 มีการขนศพประชาชนที่เสียชีวิตขึ้นรถยีเอ็มซีไปที่ใดบ้าง หลังจากการเปิดเผยข้อมูลเบื้องต้น มีการพยายามจัดฉากตรวจสอบในตู้คอนเทนเนอร์แรกแค่ครั้งเดียวในปี 2552 ซึ่งไม่พบอะไร และไม่ดำเนินการตรวจสอบต่อไป เข้าใจว่ารัฐบาลในขณะนั้นยังไม่พร้อมเปิดเผยความจริง ในเรื่องนี้นั้นจะมีการจัดอภิปรายเรื่องผู้สูญหายอย่างจริงจังในวันที่ 18 พฤษภาคมนี้ ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” นายเมธากล่าว


