เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย จัดงานทำบุญอุทิศวีรชนพฤษภา 35 จัดเวทีรำลึก-เสวนา ย้อนความทรงจำ 30 ปี หวังไม่ต้องมี ‘ผู้กล้า’ สละชีพซ้ำรอย
เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม เวลาประมาณ 14.00 น. ที่ลานกิจกรรมใต้อาคารศิลาบาตร มหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหมาก เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย จัดพิธีทำบุญให้เเก่วีรชนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์พฤษภา 2535 โดยเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมรำลึก 30 ปี บรรยากาศทั่วไปมีตัวแทนศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และผู้สูญเสียเข้าร่วมจำนวนมาก รวมถึงนางพะเยาว์ อัคฮาด หรือแม่น้องเกด พยาบาลอาสาซึ่งเสียชีวิตระหว่างการสลายชุมนุมเสื้อแดงใน พ.ศ.2553
ในพื้นที่จัดงาน มีการนำป้ายผ้ามีข้อความเขียนด้วยตัวอักษรสีดำว่า ‘ณ ที่มั่นสุดท้าย…รามคำแหง’ ติดตั้งบริเวณเวที รวมถึงนิทรรศการรำลึก 30 ปี ซึ่งนำเสนอเรื่องราว เหตุการณ์ ภาพถ่ายเก่า และรายชื่อผู้เสียชีวิต เป็นต้น
ตัวแทนเครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า เหตุการณ์พฤษภา 35 เริ่มต้นที่รามคำแหง ประกาศชัยชนะก็ที่รามคำแหง ผู้เสียชีวิตรายแรก คือ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ รามคำแหง พรุ่งนี้ 17 พฤษภาคม คือ วันพฤษภาประชาธรรม วันนี้จึงมีการจัดงานขึ้นเพื่อย้อนบทเรียนดังกล่าว และรำลึกถึงผู้สละชีวิต
นายกฤษณะ ไก่แก้ว เครือข่ายรามคำแหงฯ เชิญนายไทกร พลสุวรรณ หนึ่งในแกนนำกลุ่ม ‘ไทยไม่ทน’ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ตั้งนะโม 3 จบ จากนั้น พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่ภิกษุสงฆ์ ต่อมา ตัวแทนร่วมกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลแด่วีรชน
ต่อมา เป็นการกล่าวรำลึกโดยบุคคลต่างๆ นายไทกร ในฐานะศิษย์เก่า ม.รามคำแหง กล่าวว่า วีรชนได้เสียสละชีวิตและร่างกายเพื่อแสดงเจตนารมณ์ที่ยึดมั่นในการปกป้องประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการทหาร เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ต้องขอกล่าวกับคนรุ่นใหม่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนำความตายมาสู่พี่น้องประชาชนและสูญหายจำนวนมาก เนื่องด้วยการแย่งชิงอำนาจระหว่างนักการเมืองและผู้นำกองทัพ ในขณะนั้นสถานการณ์เต็มไปด้วยการทุจริต จนมีการกล่าวขานว่ารัฐบาลในยุคนั้นเป็นรัฐบาลบุฟเฟต์ ใครจะกินอะไรก็ได้ 23 กุมภาพันธ์ 2534 คณะนายทหารกลุ่มหนึ่งยึดอำนาจบนเครื่องบิน แล้วครองอำนาจ นี่คือปฐมบทฉบับย่อ ในครั้งนั้น พลเอก สุจินดา คราประยูร กุมอำนาจสูงสุดในกองทัพบก ให้สัจจะวาจากับประชาชนว่าจะไม่เป็นนายกรัฐมนตรี แต่กลับผิดคำพูด โดยแถลงว่าเสียสัตย์เพื่อชาติ ประชาชนไม่ยอมรับ เทียบได้กับพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในปัจจุบัน
“ที่ผมต้องยก 2 เผด็จการไม่ว่าจะเป็นพลเอก สุจินดา และพลเอก ประยุทธ์ มาเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นว่าวันนี้ทุกสิ่งอย่างเปลี่ยนไป อารมณ์ของพี่น้องประชาชนเปลี่ยนไป สังคมก็เปลี่ยนไป แต่สิ่งหนึ่งที่คงอยู่คือจิตวิญญาณของคนไทยที่ไม่ยอมก้มหัวให้เผด็จการ การลุกขึ้นสู้ของพี่น้องประชาชนมีอยู่เสมอ และวันนี้กำลังกลับมา เผด็จการทหารพรากทุกสิ่งไปจากประเทศของเรา ทุกยุคสมัยพรากความมั่งคั่งของประเทศไปอยู่กับพวกตนเอง พรากอนาคต ความหวังของคนไทยทั้งชาติ พรากอิสรภาพ เสรีภาพ และสำคัญคือการพรากชีวิตของประชาชนไป ขอให้ต่อไปไม่มีใครต้องตายเพราะออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย” นายไทกรกล่าว
จากนั้น นายธนาวุฒิ วิชัยดิษฐ โฆษก นปช. ขึ้นเวทีกล่าวว่า ตนดีใจอย่างยิ่งที่เครือข่ายรามฯ จัดงานรำลึกครบ 30 ปีขึ้น เราไม่ต้องการให้มีผู้กล้าเกิดขึ้นในทุกปี ไม่ต้องการให้ใครมาเข่นฆ่าผู้บริสุทธ์ที่ออกมาสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่สุดท้ายเพื่ออำนาจของคนบางพวก กลับใช้ปืนมาฆ่าพี่น้อง เมื่อ 30 ปีก่อน ตนติดตามนายวีระ มุสิกพงศ์ ยังไม่เก่งกล้าสามารถขึ้นไปปราศรัยบนเวทีร่วมกับนายจตุพร พรหมพันธุ์ ในครั้งนั้น แต่ได้เห็นเหตุการณ์สารพัด ได้เห็นการต่อสู้ของพี่น้องประชาชน ได้เห็นความร่วมใจไล่เผด็จการโดยไม่มีการแบ่งแยกสีทั้งนิสิต นักศึกษา ประชาชน ชัยชนะตกเป็นของประชาชน เราได้นายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้ง ประธานรัฐสภามาจากประชาชน สุดท้ายได้รัฐธรรมนูญ 2540 มาปกครองประเทศช่วงสั้นๆ
นายบุญยืน สุขใหม่ จากสมัชชาคนจน กล่าวว่า ตนขอคารวะแด่ดวงวิญญาณผู้สูญเสีย ต้องขอบคุณญาติวีรชนที่มาร่วมงาน จากเหตุการณ์การทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การเข่นฆ่าคนโดยไม่รู้จัก หรือโกรธเคืองในประวัติศาสตร์การเมืองไทยมีมาโดยตลอดตั้งแต่ 2475 จนปัจจุบัน เหตุการณ์ที่ยากจะลืมคือพฤษภา 35 ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีก่อน รัฐบาลออกมายอมรับว่ามีผู้เสียชีวิต 44 คน บาดเจ็บกว่า 1,700 คน แต่เชื่อว่าในใจของทุกคน โดยเฉพาะผู้ร่วมเหตุการณ์ ไม่เชื่อตัวเลขนี้ แม้กระทั่งผู้สูญหายซึ่งมีตัวเลข 48 ราย ในความจริงที่เห็นจากตาตัวเอง น่าจะมากกว่านี้ นี่คือประจักษ์พยานว่ารัฐทำลายชีวิตประชาชน โดยพยายามควบคุมให้ยอมจำนนต่ออำนาจผ่านกลไกต่างๆ ซึ่งภาคประชาชนพยายามหาทางแก้ไข จนนำไปสู่รัฐธรรมนูญ 2540 แต่ท้ายที่สุดบังคับใช้ได้ไม่ถึง 10 ปี เผด็จการทั้งนอกและในเครื่องแบบ พยายามทำรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวทิ้งในวันที่ 19 กันยายน 2549 จะเห็นได้ว่าขบวนการเหล่านี้พยายามทำลายประชาธิปไตย ทำลายความฝันของประชาชน หลังจากนั้นมีรัฐธรรมนูญใหม่ แต่สิทธิและการคุ้มครองประชาชนลดน้อยถอยลง เช่นเดียวกับเสรีภาพ โดยมีการบังคับใช้ไม่ถึง 10 ปีเช่นกัน โดยในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เกิดรัฐประหาร ในนาม คสช. เข้ามาฉีกรัฐธรรมนูญ






