ข้อเรียกร้องจาก นพ.ระวี มาศฉมาดล ให้สามัคคีพลังจากเบอร์ 3 เบอร์ 4 เบอร์ 7 เพื่อเทคะแนนไปยังเบอร์ 6 เพื่อต่อกรกับความโดดเด่นจากเบอร์ 8 มีความสำคัญ
สำคัญไม่เพียงเพราะเป็นข้อเสนอในแนวทางเดียวกันกับที่ นายเสรี วงษ์มณฑา ได้พยายามมาแล้วอย่างเต็มกำลังเท่านั้น
หากมองจากพื้นฐานที่ นพ.ระวี มาศฉมาดล ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ ก็ยิ่งมีความสำคัญเมื่อนำไปวางอยู่ข้างข้อเสนอจาก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่หนุนเบอร์ 7
ตรงนี้สะท้อนให้เห็นถึงจุดต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่าง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ก่อตั้งพรรคพลังธรรมใหม่ กับ นพ.ระวี มาศฉมาดล ที่ดำรงอยู่ในสถานะหัวหน้าพรรคพลังธรรม “ใหม่”
ข้อเสนอผ่านจดหมายของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่เรียกร้อง ให้เลือกเบอร์ 7 เป็นสิ่งที่สามารถเข้าใจได้เพราะต่อสู้ร่วมกันมายาวนาน
ขณะเดียวกัน ข้อเสนอของ นพ.ระวี มาศฉมาดล ที่เรียกร้อง
ให้เลือกเบอร์ 6 ก็เป็นสิ่งที่สามารถเข้าใจได้ เพราะล้วนเคยมีความสัมพันธ์กับ คสช.
ปัญหาอยู่ที่ว่าชาวกรุงเทพมหานครจะเข้าใจอย่างไร ปัญหาอยู่ที่ว่ากองเชียร์ของแต่ละเบอร์จะมีความเห็นชอบด้วยหรือไม่
หากเบอร์ 3 เบอร์ 4 เบอร์ 7 สามารถตกลงกันได้ และมีความเห็นร่วมว่าจะต้องเทคะแนนเสียงให้กับเบอร์ 6 จึงจะสามารถเอาชนะเบอร์ 8 ได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี
แต่คำถามก็คือ เบอร์ 3 เบอร์ 4 และเบอร์ 7 จะมีความเห็นชอบไปตามที่เสนอหรือไม่
ในเมื่อเบอร์ 3 ก็มีความมั่นใจในฐานทางการเมืองของตนที่ไม่เพียงแต่จะเป็นฐานของพรรคประชาธิปัตย์ หากแต่ยังเป็นฐานของพรรคพลังประชารัฐ
ขณะที่เบอร์ 4 มาจากพรรคประชาธิปัตย์อันดำรงอยู่อย่างเป็นสถาบันในทางการเมือง ยิ่งเบอร์ 7 ก็มีเกียรติประวัติในการต่อ สู้เพื่อเปิดโปงการทุจริตคอร์รัปชั่นมาอย่างยาวนาน
ลำพังเพียงข้อเสนอของ นพ.ระวี มาศฉมาดล จึงยากสำเร็จ
หากมองในทางหลักการ หากมองผ่านกระบวนของแนวทางข้อเสนอว่าด้วยการเลือกในเชิง “ยุทธศาสตร์” รวมศูนย์กำลังเพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ทางการเมือง เป็นเรื่องดีอย่างแน่นอน
คำถามอยู่ที่ว่ารากฐานของแต่ละส่วนล้วนเป็นตัวของตัวเอง
ไม่ว่าเบอร์ 3 ไม่ว่าเบอร์ 4 ไม่ว่าเบอร์ 7 ต่างก็มีเป้าหมายเป็นอย่างเดียวกันกับเบอร์ 6 และลงแรงมาอย่างแข็งขัน
คนที่จะเปลี่ยน “ความคิด” ได้ ต้องมากด้วยบารมีและอำนาจ

