หน้าแรก การเมือง กมธ.ยื่น &#82...

กมธ.ยื่น “บิ๊กตู่”ล้มประมูลท่อส่งน้ำ “อีอีซี” ด้าน “ธนารักษ์”รู้ผลสอบ 20 พ.ค.นี้

17.05.22 | 09:26 น.

กมธ.ยื่น ‘บิ๊กตู่’ ล้มประมูลท่อส่งน้ำ ‘อีอีซี’ ด้าน ‘ธนารักษ์’ รู้ผลสอบ 20 พ.ค.นี้

วันที่ 17 พฤษภาคม นายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร จะทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอให้ยกเลิกการประมูลโครงการบริหารและการประมูลโครงการบริหารและดำเนินกิจการระบบท่อส่งน้ำสายหลักในภาคตะวันออก (อีอีซี) มูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาท โดยให้ประมูลใหม่ในระบบอี-บิดดิ้ง เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม

เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม นายไชยากล่าวว่า กมธ.ตรวจสอบโครงการกล่าวได้ข้อยุติเกือบสมบูรณ์แล้ว โดยเห็นว่าทีโออาร์ในการประมูลรอบที่ผ่านมาไม่ชัดเจน โดยเฉพาะการประมูลรอบที่ 2 มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการทีโออาร์และลดสเปกลงมา ซึ่งตัวแทนกรมธนารักษ์ตอบไม่ชัดเจนถึงเหตุผลการเปลี่ยนแปลงทีโออาร์

นายไชยากล่าวว่า ขณะเดียวกันจะทำหนังสือถึงนายกฯ ขอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ที่รับผิดชอบพื้นที่อีอีซี ร่วมเป็นเจ้าภาพกับกรมธนารักษ์คัดเลือกโครงการประมูลท่อส่งน้ำอีอีซี เพราะพื้นที่อีอีซีเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีกฎหมายรองรับโดยเฉพาะ ควรให้ สกพอ.เข้าไปมีส่วนร่วมบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ตัวเอง

ด้านนายประภาศ คงเอียด อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการบริหารจัดการระบบท่อส่งน้ำอีอีซี ประชุมแล้วหลายครั้ง โดยได้รับความร่วมมือเพิ่มเติมจากหลายหน่วยงาน ได้แก่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่เข้ามาร่วมตรวจสอบ เพื่อให้มีชัดเจนในทุกประเด็น

นายประภาศกล่าวว่า ประเด็นที่เข้ามาตรวจสอบ ได้แก่ กระบวนการคัดเลือกผู้ประมูลการจัดซื้อโครงการ ว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นค่าตอบแทนของรายได้จากค่าใช้น้ำที่รัฐบาลเคยได้รับจากบริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรืออีสท์วอเตอร์ ตลอดระยะเวลา 30 ปี รวมถึงรายได้จริง การยื่นแบบและเสียภาษีต่างๆ ของอีสท์วอเตอร์ และผลการศึกษาเรื่องศักยภาพของท่อส่งน้ำสายหลักภาคตะวันออก นอกจากนี้ ยังตรวจสอบรายละเอียดการประมูลรอบที่สอง บริษัทที่เข้าร่วมมีการเสนอราคาผลตอบแทนให้รัฐบาลสูงหลายเท่าจากรอบแรกที่ได้ยกเลิกไป จะถูกตรวจสอบด้วยเช่นกัน เพื่อไขข้อข้องใจให้กับสังคม

Advertisement

“คาดว่าสรุปผลได้ทันภายในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้แน่นอน หลังจากนั้นจะได้คำตอบว่าควรจะดำเนินการกับโครงการท่อส่งน้ำอย่างไรต่อไป” นายประภาศกล่าว

นายประภาศกล่าวว่า ส่วนกรณีที่โครงการท่องส่งน้ำภาคตะวันออก ไม่ได้อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ) นั้น เพราะมีการออก พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ปี 2562 และ พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ ก็ออกมาปี 2562 โดย พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุฯ มาตรา 29 กำหนดไว้ว่า หากมีการจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุ ถ้าโครงการมีมูลค่าไม่เกิน 5,000 ล้านบาท จะอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุฯ จึงเป็นที่มาว่ากรมธนารักษ์ต้องคัดเลือกเอกชนมาบริหารท่อส่งน้ำฯ ตาม พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุฯ ไม่ใช่ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ

นายประภาศกล่าวว่า ส่วนทรัพย์สินที่กรมธนารักษ์เป็นเจ้าของ ได้แก่ ท่อส่งน้ำดิบสายหลัก ทั้ง 3 สาย ที่อยู่ในที่ราชพัสดุ ดังนั้น ท่อจึงเป็นส่วนควบของที่ดินตามกฎหมาย ทำให้กรมธนารักษ์ที่เป็นเจ้าของที่ดิน ได้รับท่อมาเป็นทรัพย์สินด้วย ทำให้มีสิทธิในการเปิดประมูล เพื่อหาผู้มาบริหารจัดการโครงการท่อส่งน้ำต่อไป โดยสัญญาจะสิ้นสุดปี 2566 ดังนั้น กรมต้องทำการเปิดประมูลก่อนจะสิ้นสุดภายใน 2 ปี เพื่อให้เกิดความคล่องตัว และต่อเนื่องของการส่งน้ำให้กับประชาชน และภาคอุตสาหกรรม