อานันท์ หวัง ทุกรัฐบาลแก้ปัญหาปากท้อง ศก.พื้นฐาน ดูแลปชช.ดี ไม่ขอแนะนำเรื่องแก้ปัญหา ชี้หากพูดอะไรที่ข้อมูลไม่สมบูรณ์จะไม่เป็นธรรมกับคนฟัง
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 17 พฤษภาคม ที่สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถ.ราชดำเนิน กทม. นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเมืองไทยในปัจจุบันว่า การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีก็มีแต่ยังน้อยไป เพราะการเปลี่ยนแปลงในทางไม่ดีมีมากกว่า ในเรื่องของสิทธิเสรีภาพของประชาชน สิทธิขั้นต้นของมนุษยชาติสังคมไทยยังไม่สามารถหาคำตอบที่ดีให้ได้ เราผ่านระบอบประชาธิปไตยมา 80 ปี ตนอายุจะ 90 ปีแล้วเห็นความก้าวหน้าในเรื่องความคิดมากกว่า แต่ความก้าวหน้าที่ออกมาเป็นรูปธรรมค่อนข้างจะน้อย ตนเป็นห่วงว่าในยุคปัจจุบันความเจริญของความเลวไปได้อย่างรวดเร็ว ฉะนั้น ถึงแม้เราจะก้าวหน้า แต่เราก้าวไปอย่างช้าๆ แต่โลกนำหน้าไปก่อน สิ่งที่เราตามหลังเราจะถอยหลังไปมากขึ้น ตนจึงหวังว่าเราจะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งทั้งตัวหนังสือและจิตวิญญาณจะเป็นของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และต้องเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ในแง่สิทธิขั้นพื้นฐานของคนในสังคม เป็นรัฐธรรมนูญที่สามารถเป็นเครื่องมือหรือแนวนโยบายขั้นพื้นฐานที่จะนำสังคมไทยไปสู่สังคมที่มีความยุติธรรมมากขึ้น ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งจะนำไปสู่สังคมที่มีความเป็นห่วงคนอื่น ไม่ใช่ห่วงแต่ตัวเอง และเป็นสังคมที่จะลดความเหลื่อมล้ำด้านต่างๆ เป็นสังคมที่ไม่ใช่ประหัตประหารคนรวย
“เราอย่าไปอิจฉาคนรวย แต่ความร่ำรวยของเขาได้มาจากอะไร ซึ่งรัฐธรรมนูญต้องมีขอบเขต และทุกประเทศปัญหาแรกที่ต้องทำคือลดความจนของคน เพราะถ้าคนยังมีความจนอยู่ สิทธิที่เขาจะได้ไปตามรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยก็ไม่มีความหมายเท่าไหร่ ดังนั้น เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทุกรัฐบาลควรตระหนักว่า ปัญหาการเมืองมี แต่ปัญหาปากท้องประชาชน เศรษฐกิจขั้นพื้นฐาน และการดูแลให้ประชาชนมีเสื้อผ้าใส่ มีการพยาบาลที่สมบูรณ์ มีที่พักอาศัย เป็นหน้าที่ของทุกรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยเต็มใบหรือเสี้ยวใบ หรือรัฐบาลรัฐประหารก็เป็นหน้าที่ขั้นต้น จึงอยากเห็นรัฐบาลไทยให้ความสนใจเรื่องพวกนี้มากขึ้นและทำจริงจัง ไม่ใช่สักแต่ว่าพูด” นายอานันท์ กล่าว
เมื่อถามว่า ตอนนี้มีปัญหาเรื่องความขัดแย้งและปัญหาปากท้องประชาชนค่อนข้างมากจนมีเสียงเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับผิดชอบนั้น มีข้อแนะนำอย่างไร นายอานันท์ กล่าวว่า ตนไม่มีข้อแนะนำ เพราะไม่มีตำแหน่ง อำนาจ และความรับผิดชอบ ดังนั้น จะพูดอะไรก็ต้องรู้อยู่เสมอว่าตนไม่มีข้อมูลที่สมบูรณ์ ซึ่งการพูดอะไรออกไปในประเด็นที่ไม่มีข้อมูลที่สมบูรณ์ ก็ไม่เป็นธรรมกับผู้ที่รับฟัง
เมื่อถามว่า มองว่ารัฐบาลในขณะนี้จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร เพราะดูเหมือนความขัดแย้งยังฝังรากลึกอยู่ กังวลว่าจะเกิดความรุนแรงเหมือนที่ผ่านมาหรือไม่ นายอานันท์ กล่าวว่า ตนคิดว่าสื่อมีส่วนที่ทำให้เกิดความรุนแรงทางวาทกรรม แต่ที่ร้ายแรงไปกว่าสื่อคือแฟลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ และสังคมไทยส่วนใหญ่เป็นคนหูเบา พอได้ยินอะไรมาก็ไม่ไตร่ตรองรับไปเป็นความจริงทันที ตรงนี้ถือว่าอันตราย เพราะตามหลักพระพุทธศาสนาสอนเสมอว่าทุกอย่างที่พูดไม่ใช่ว่าต้องเชื่อทุกอย่าง ต้องฟังให้ดี และไปไตร่ตรอง และคิดดูว่าถูกหรือผิด คนไทยเราอ้างว่าเราเป็นพุทธ แต่เข้าใจหลักพุทธศาสนาค่อนข้างน้อย ดังนั้น เรื่องการปรองดองอยู่ในบรรยากาศที่มีการทะเลาะกันในเรื่องสิ่งที่ไม่ควรทะเลาะ ก็ปรองดองลำบาก
นายอานันท์ กล่าวต่อว่า ฉะนั้น ทุกคนต้องจับเข่าคุยและหันหน้าคุยกัน แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องเจรจา ถ้าต่างคนต่างวางท่าว่าถูกก็ปรองดองไม่ได้ เพราะความปรองดองจะปรองดองคนเดียวไม่ได้ อย่างน้อยต้องสองฝ่าย แต่ความขัดแย้งของเมืองไทยมากกว่าสองฝ่าย ดังนั้น ต้องตั้งสติ เพราะถ้าไม่คุยกัน ปรับพื้นฐานความรู้ในสิ่งที่สำคัญให้เห็นตรงกัน สร้างความเชื่อมั่น ไว้ใจและเห็นใจแล้วจะนำไปสู่ความรู้สึกว่าอยากอยู่ร่วมกัน แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องปรับความคิดอีกคนให้เหมือนกัน ความคิดแตกต่างได้ แต่ไม่ต้องแตกหัก สู้รบกัน แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถือว่าตนเองถูกเสมอหรือทำตามกฎหมายเสมอ ถ้ากฎหมายไม่ดีหรือผิดจะทำอย่างไร ดังนั้น สิ่งที่ต้องมีมากขึ้นในสังคมไทยต้องมีสติกับสติสัมปชัญญะ

