การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯกทม.) ที่ว่างเว้นมา 9 ปีเต็มในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง ก่อนเข้าคูหากาบัตร ในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้
ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.แต่ละคนต่างลงพื้นที่ เดินสายแนะนำตัวเอง รวมทั้งปล่อยนโยบายชนิดที่คิดว่าเป็นหมัดเด็ด เปิดเวทีปราศรัยทิ้งทวน หวังให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวกรุงเทพฯ ทั้ง 4,374,131 คน ออกมาลงคะแนนเสียงให้ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ในแต่ละคน เพื่อไปสู่เป้าหมายได้รับชัยชนะ เป็นผู้ว่าฯกทม.คนที่ 17 ตามที่แต่ละคนตั้งความหวังไว้
ขณะเดียวกันในช่วงหาเสียงโค้งสุดท้าย บรรดากองเชียร์และผู้สนับสนุนต่างเปิดหน้าแสดงจุดยืนกันอย่างชัดเจน ทั้งคนที่มีตำแหน่งแห่งหน อดีตนักการเมืองกลุ่มนักวิชาการ
ผ่านทั้งข้อความ บทสัมภาษณ์ เพื่อโน้มน้าวให้มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาลงคะแนนเสียงให้กับผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. คนที่เป็นกองเชียร์และผู้สนับสนุน อยากให้ชนะการเลือกตั้ง พร้อมกับยกวลีในทางการเมืองเกี่ยวกับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ขึ้นมาอีกครั้ง นั่นคือ การเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic vote) ที่มีความหมายว่า การพร้อมใจกันเลือกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง หรือนักการเมืองคนใดคนหนึ่งให้ชนะการเลือกตั้ง เหมือนกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ในปี 2556 ที่มีวลีจากพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ก่อนวันเลือกตั้งออกมาว่า
“ไม่เลือกเรา เขามาแน่” จนส่งถึงผล “แพ้-ชนะ” มาแล้ว มาครั้งนี้กลุ่มกองเชียร์และผู้สนับสนุนผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.บางคนจึงหวังจะใช้กลยุทธ์ดังกล่าวอีกครั้ง
ด้วยการฉายภาพให้เห็นถึงความน่ากังวล ต่อตัวผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.คนใดคนหนึ่ง หากได้รับชัยชนะมา จะส่งผลต่อการเมืองในภาพใหญ่ ของพรรคการเมืองหนึ่ง
ในการบรรลุเป้าหมายหวังที่จะชนะการเลือกตั้งในครั้งหน้า พร้อมกับได้เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง
ทั้งนี้ การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ซึ่งถือเป็นการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม ที่ประชาชนจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในแบบทางตรง 1 สิทธิ 1 เสียง อย่างเท่าเทียมกัน
เพื่อมอบฉันทามติว่า เสียงส่วนใหญ่ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเลือกผู้สมัครคนใดมาทำหน้าที่ผู้ว่าฯกทม. ตามวาระการดำแหน่ง 4 ปีนับจากนี้ ซึ่งตามข้อเท็จจริง ผู้สมัครคนใดคนหนึ่งที่อาจจะชนะเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. แล้วปฏิบัติหน้าที่ออกนอกลู่นอกทาง ไม่โปร่งใส ส่อไปในทางทุจริต ก็มีกระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย ภายใต้หลักนิติรัฐ นิติธรรมอยู่แล้ว
จะผิดหรือถูกก็ว่ากันไปตามหลักฐานและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น อีกทั้งหากผู้ชนะเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ไม่ทำตามที่ได้หาเสียงไว้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็มีกระบวนการตรวจสอบอยู่ในมืออยู่แล้ว
นั่นคือ การเลือกตั้งในอีก 4 ปีข้างหน้า เพื่อหาบุคคลที่เชื่อว่ามีความเหมาะสมที่สุดในขณะนั้นมาเป็นผู้ว่าฯกทม.คนต่อไป ตามกติกาของระบอบประชาธิปไตย
วันที่ 22 พฤษภาคมนี้ รักและชอบผู้สมัครคนใด ผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็ใช้ดุลนิพิจตามที่ท่านคิดว่าเหมาะสม พร้อมมอบฉันทามติให้บุคคลดังกล่าวมาทำหน้าที่ “ผู้ว่าฯกทม.” ก็แล้วกัน
จตุรงค์ ปทุมานนท์

