แทคติค ‘สื่อสาร’ ศึกผู้ว่าฯ กทม.

แทคติค ‘สื่อสาร’ ศึกผู้ว่าฯกทม.

เข้าใกล้ยิ่งกว่าโค้งสุดท้ายแล้ว สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งประชาชนคนเมืองหลวงมีเวลาตัดสินใจอีกไม่ถึง 24 ชั่วโมงข้างหน้า

ในขณะที่บรรดาผู้สมัครก็งัดกลยุทธ์ เอ่ยวิวาทะเรียกคะแนนเสียงกันอย่างเต็มที่ ย้อนไปในช่วงก่อนหน้านี้ มีการลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้าน จนถึงการสื่อสารผ่านโลกออนไลน์ในปีที่ “นิวโหวตเตอร์” หรือคนรุ่นใหม่จะได้เข้าคูหากากบาทเลือกผู้ว่าฯกทม.เป็นครั้งแรกในชีวิต

ไหนจะการดีเบตเข้มข้นบนเวทีสื่อหลากหลาย ไม่เว้นแม้แต่การออกรายการแนวไลฟ์สไตล์ หม่ำข้าวเย็น เฟ้นเมนูซิกเนเจอร์อันเกี่ยวพันถึงแนวคิดและตัวตน ทั้งหมดก็เพื่อโกยคะแนนเสียง ชี้ชะตาในวันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคมนี้

ท่ามกลางสถานการณ์และบรรยากาศก่อนเลือกตั้ง นอกเหนือจากนโยบายและอุดมการณ์ ไม่อาจปฏิเสธว่า “การสื่อสาร” คือสิ่งสำคัญ

Advertisement

โหวตปัง วาทะแป้ก ประโยคที่โซเชียลแห่ไลค์ ไปจนถึงกดอีโมจิ “โกรธ” ผ่านโลกออนไลน์ ล้วนน่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงอีกไม่กี่ก้าวก่อนเดินเข้าคูหา

รศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก มองภาพรวมว่า ในการสื่อสารทางการเมือง การจะเสนอตัวให้ประชาชนเลือก ต้องมีลักษณะของ “ความสม่ำเสมอ” และ “ชัดเจน” ในการนำเสนอ

“สิ่งที่นำเสนอมาตลอดแคมเปญ เป็นสิ่งที่บรรดาผู้สมัครทั้งหลายต้องรักษาไว้ ไม่สามารถพลิกสถานการณ์ในช่วงสุดท้าย โดยภาพรวม จะเห็นว่าบรรดาผู้สมัครทั้งหลายพยายามนำเสนอคอนเซ็ปต์ นโยบาย ตัวตนของเขาออกมาในสิ่งที่ตั้งใจไว้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มต้นมาจนถึงโค้งสุดท้าย”

Advertisement

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาในการเลือกตั้งแทบทุกครั้งของคนกรุงเทพฯ โค้งสุดท้ายคือช่วงสำคัญมากๆ ที่มักจะมาพลิก เปลี่ยนกระแส และทำให้คนเปลี่ยนทางเลือกและการตัดสินใจ นี่คือสิ่งน่าสนใจมาก ว่าคนกรุงเทพฯ ซึ่งพูดมาตลอดว่าเลือกเพราะนโยบายเป็นปัจจัยสำคัญ แต่พอโค้งสุดท้าย กลับตัดสินใจไปในอีกทิศทางหนึ่ง จนบรรดาโพลต่างๆ จับกระแสไม่ทัน

“ถามว่าบรรดาผู้สมัครจะงัดกลยุทธ์อะไรในการมาเปลี่ยน ถ้าจะให้วิเคราะห์ ณ นาทีนี้เรื่องนโยบายคงเปลี่ยนไม่ทันแล้ว แต่จะเปลี่ยนในแง่กลยุทธ์ในการที่จะให้ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งตัดสินใจว่าจะเลือกตัวเลือกไหนดี ตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่นโยบายแล้ว แต่กลายเป็นเรื่องอุดมการณ์ จะเห็นได้ว่า ถ้าเราแบ่งแบบคร่าวๆ จะมีอุดมการณ์ 2 ขั้วที่ต่างกัน ซึ่งในปีกหนึ่งจะมีคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กับคุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร เป็นตัวยืน

ในอีกปีกหนึ่ง มีหลายตัวเลือก ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง คุณสกลธี ภัททิยกุล คุณรสนา โตสิตระกูล และ ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ การเลือกจะแตกกระจาย จึงมีผู้เสนอให้มีการเลือกตั้งแบบเชิงยุทธศาสตร์ หมายความว่าอาจจะไม่ได้เลือกคนที่ตัวเองนั้นชอบมากที่สุด แต่ต้องเลือกอุดมการณ์ที่ตัวเองต้องการให้เข้าไปบริหาร กทม. มีความพยายามรวมเสียงของกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์ใกล้เคียงกัน เพื่อเลือกตัวเลือกใดตัวเลือกหนึ่งให้ชนะเลือกตั้ง” รศ.ดร.นันทนากล่าว

ก่อนนำไปสู่ประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกันว่า แม้จะมีกระแสเช่นนี้ออกมา แต่ในโค้งสุดท้ายนี้ ยังไม่ได้เห็นผู้สมัคร “ตัวเต็ง” ทั้ง 6-7 คน มีพฤติกรรมในลักษณะของการส่งสัญญาณให้ประชาชนไปเลือกตั้งในแนวทางที่มีคนเสนอในเชิง “ยุทธศาสตร์” นั่นเพราะ “ทุกคนอยากชนะ” และรู้อยู่แล้วว่ามันต้องมาตัดคะแนนกัน

“คงไม่มีการลงสมัครเพื่อให้คนอื่นชนะ ในโค้งสุดท้ายนี้ เราไม่เห็นตัวผู้สมัครที่ส่งสัญญาณใดๆ ให้ฐานเสียงของตัวเองเทคะแนนไปให้คนอื่น และเชื่อว่าทำได้ยากมาก ทุกคนอยากเป็นผู้ว่าฯกทม. เมื่อมีลักษณะอย่างนี้ การสื่อสารที่จะส่งออกไปในโค้งสุดท้าย การเลือกตั้งแบบยุทธศาสตร์จึงน่าจะไม่ประสบความสำเร็จ” คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมืองวิเคราะห์

หากถามว่า การสื่อสารที่ผ่านมาซึ่งทุกคนสื่อสารในทิศทางของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ใครปัง ใครแป้ก?

“ในโค้งสุดท้ายนี้ ยังไม่เห็น ทั้งที่จริงๆ แล้วในโค้งสุดท้ายถ้ามีกลยุทธ์ในการพลิกผันอะไร น่าจะปล่อยออกมาตั้งแต่ต้นสัปดาห์ แต่เราก็ไม่ได้เห็น เรายังคงเห็นความสม่ำเสมอในการนำเสนอขอผู้สมัครทุกคน เพราะฉะนั้น ตั้งแต่ต้น มาจนถึงโค้งสุดท้าย ใครนำเสนอแล้วเข้าตาประชาชน คนนั้นก็จะยืนยันตัวเลือกในใจของประชาชนต่อไป จะเห็นว่าโพลอันดับ 1 ไม่พลิก แปลว่าโดนใจคน แคมเปญไปตอกย้ำความเชื่อความนิยมความศรัทธาของคนมากขึ้น ทำให้ได้รับคะแนนเสียงมากขึ้นส่วนคนอื่นๆ มีการนำเสนอแคมเปญในทิศทางของตัวเอง มีฐานคะแนนของแฟนๆ ที่มาสนับสนุนในระดับที่ไม่ค่อยพลิกผันอีกเช่นกัน เป็นไปในทิศทางที่สม่ำเสมอ”

กล่าวโดยสรุปว่า มาจนถึงวันนี้ น่าจะไม่มีอะไรพลิกผันแล้ว

สำหรับบรรยากาศที่บรรดาผู้มีอิทธิพลทางความคิด จะเรียกว่า “บิ๊กเนม” ในหลากวงการ “คนดัง” หรือ “อินฟลูเอนเซอร์” ฯลฯ ที่ออกมาประกาศตัวเลือกในใจไปจนถึงเชิญชวนให้เลือกผู้สมัครคนนั้นคนนี้

รศ.ดร.นันทนามองว่า ในเชิงของการสื่อสารทางการเมือง เป็นการตอกย้ำให้ตัวเลือกในใจของผู้เลือกตั้งเป็นไปตามที่ตัดสินใจจะเลือกอยู่แล้ว ไม่สามารถพลิกกลับข้างได้แต่อย่างใด

“ในซีกอุดมการณ์ที่เป็นกลุ่มอนุรักษนิยม เขาอยากจะเลือกแนวนี้อยู่แล้ว เมื่อมีอินฟลูเอนเซอร์มาสนับสนุน มันก็ไปตอกย้ำให้เขาไปเลือกในตัวเลือกที่อยากเลือกอยู่แล้ว ไม่สามารถไปเปลี่ยนใจอีกซีกข้างหนึ่งให้พลิกเปลี่ยนอุดมการณ์ได้ กล่าวคือจะเป็นฐานเสียงเดียวกันที่ออกมายืนยันตัวเลือกเดิม”

ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อสารการเมืองฟันธง ก่อนทิ้งท้ายว่า ลักษณะเช่นนี้ ช่วยได้ในแง่การกระตุ้นฐานเสียงให้ออกมาใช้สิทธิ

แต่ไม่สามารถเปลี่ยนใจคนที่อุดมการณ์แตกต่างกันได้

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image