เจาะชีวิต ‘ชัชชาติ’ จากรัฐมนตรีผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี สู่ (ว่าที่) ผู้ว่าฯกทม.คนที่ 17

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” คนต่อไปในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มีนามว่า “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้สมัครอิสระ เบอร์ 8 นับเป็นผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 17

ครองใจชาวกรุงฯ คว้าคะแนนถล่มทลายจากปลายปากกาประชาชน

‘มติชนออนไลน์’ ขอพาย้อนประวัติ ส่องเส้นทางชีวิตก่อนจะถึงวันนี้ บนไทม์ไลน์ที่น่าสนใจยิ่ง

ลูกคนสุดท้องของอดีต ผบช.น.

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มีชื่อเล่นว่า ‘ทริป’ อายุ 56 ปี เกิดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2509 เป็นลูกคนสุดท้องของ พล.ต.อ.เสน่ห์ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กับนางจิตต์จรุง สิทธิพันธุ์ มีฝาแฝดชื่อ นายฉันชาย สิทธิพันธุ์ ปัจจุบันเป็นคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มีชื่อเล่นว่า ทัวร์ และมีพี่สาวชื่อ ดร.ปรีชญา สิทธิพันธุ์ อาจารย์ประจำภาควิชาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นายชัชชาติ สมรสกับ “ปิยดา อัศวฤทธิภูมิ” พนักงานการบินไทย มีบุตรชายหนึ่งคนชื่อ นายแสนปิติ สิทธิพันธุ์ เป็นผู้พิการทางการได้ยินตั้งแต่กำเนิด โดยได้รับการผ่าตัดประสาทหูเทียม เมื่อปี พ.ศ. 2545

 

คว้าทุนอานันทมหิดล เคยอยากเป็นหมอ

ถ่อมตัว ‘ไม่ฉลาด อาศัยความขยัน’

ด้านการศึกษา นายชัชชาติ สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษา จากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาต่อมาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมโยธา (เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ให้ไปศึกษาต่อปริญญาโท-เอก ที่สหรัฐอเมริกา จนจบการศึกษา

ปริญญาโท วิศวกรรมโยธา (โครงสร้าง) สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา
ปริญญาโท บริหารธุรกิจ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และปริญญาเอก วิศวกรรมโยธา (โครงสร้าง) มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เออร์แบนา-แชมเปญจน์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ประจำปี พ.ศ.2529

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2555 นายชัชชาติเคยให้สัมภาษณ์กับ ‘มติชน’ ไว้ว่า เมื่อจะเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย ได้มีคำสั่งจากคุณพ่อเลยว่า ไม่ให้เรียนเหมือนกัน โดยพี่สาวคนโตเรียนด้านสถาปัตย์ พี่ชายฝาแฝดนั้นเป็นหมอ ส่วนตัวเขาเลือกที่จะเป็นวิศวกร

“ตอนแรกก็เห่อ อยากเป็นหมอเหมือนกัน แต่พอโตขึ้นหน่อยก็ไม่ค่อยชอบเลือด ไม่ชอบวิชาชีววิทยา เลยเอาเป็นวิศวะ แต่จำได้เลยตอนที่ได้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล และในหลวงท่านโปรดเกล้าฯให้เข้าเฝ้าฯ ช่วงนั้น ดร.ผณิตศร ชำนาญเวช ท่านเรียนจบกลับมาพอดี ท่านก็ให้ความเมตตากับเรามาก และในหลวงก็ตรัสว่าไปเรียนก็อย่าไปเครียดมาก ให้พักผ่อนมากๆ และไม่ได้บังคับให้ต้องกลับมารับราชการ เพราะอยู่ที่ไหนก็ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติได้เหมือนกัน” ชัชชาติกล่าวอย่างภาคภูมิใจ

หลังจากเป็นดอกเตอร์ทางวิศวกรรมศาสตร์ “ชัชชาติ” ได้ทำงานเพื่อหาประสบการณ์ด้านวิศวกรรมที่เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา อยู่ประมาณ 2 ปี และเมื่อเห็นตำแหน่งอาจารย์ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าง เขาจึงคิดที่จะกลับบ้าน ต่อมาก็มีตำแหน่งทางวิชาการเป็นรองศาสตราจารย์ในที่สุด

อายุ 28 เป็นอาจารย์

เสื้อแดงปี 53 เปิดมุมมองการเมือง

“ผมเริ่มเป็นอาจารย์ตอนอายุประมาณ 28 ปี และต่อจากนั้นก็ได้ทำงานด้านบริหารบ้าง จนช่วงหลังได้เข้าไปเป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายจัดการทรัพย์สิน รับหน้าที่นี้อยู่ประมาณ 7 ปี งานของผมช่วงนั้นก็ดูแลพื้นที่ของจุฬาฯ เพราะจุฬาฯ มีพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ ดูการก่อสร้าง ดูมาบุญครอง สยามสแควร์” นายชัชชาติกล่าว

ส่วนจุดที่ทำให้ “ชัชชาติ” เริ่มที่จะมีมุมมองทางด้านการเมืองเพิ่มขึ้น เกิดขึ้นเมื่อตอนที่มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553

“ตอนที่เสื้อแดงชุมนุม ผมก็อยู่ในพื้นที่ ก็เดินไปเดินมาแถวนั้น เราก็คุยกับผู้ชุมนุมเหมือนกัน ต้องพยายามผูกไมตรี ซื้อข้าวซื้ออะไรไปให้เขา แต่ตอนที่ไฟไหม้ ตอนนั้นทหารเขากั้นพื้นที่ไว้ เราก็เอะใจแล้วว่าต้องมีอะไรแน่เลย พอขับรถขึ้นทางด่วนเท่านั้นแหละ มองลงมาเห็นควัน ก็รู้สึกเสียใจ เพราะดูแลทรัพย์สินให้จุฬาฯ ไม่ได้

“แต่ก่อนหน้านี้ผมได้มีโอกาสเข้ามาช่วยงานกระทรวงคมนาคม สมัยท่านพงษ์ศักดิ์ (รักตพงศ์ไพศาล อดีตรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม) มาช่วยส่วนของด้านวิชาการเทคนิค แต่ก็ไม่ได้มีตำแหน่งอะไรนะ ส่วนสมัยท่านสันติ (พร้อมพัฒน์ อดีตรัฐมนตรีคมนาคม) ก็ได้เข้าไปช่วยอ่านเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่ามีประเด็นใดบ้างที่ต้องกังวล และมีวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น แต่ก็ไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งมากไปกว่าการเข้ามาให้ความช่วยเหลือฝ่ายการเมืองในเรื่องของวิชาการและด้านเทคนิคต่างๆ ที่มุมมองของนักการเมืองจะเห็นต่างจากนักวิชาการ” ชัชชาติระบุ

ปี 55 ยิ่งลักษณ์โทรหา ชวนร่วมเส้นทางสายการเมือง

หลังจากนั้น “ชัชชาติ” ก็ยังคงทำงานในตำแหน่ง “นักวิชาการ” ต่อไป จนเมื่อต้นปี 2555 ก็เข้ามาสู่ในวังวนของการเมือง

“ก่อนที่ผมจะเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรี ท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์เป็นคนโทรมา ผมไม่รู้จักกับท่านโดยตรงหรอก แต่ก็คงมีคนบอกกับท่านว่า ผมเคยช่วยงานในกระทรวงนี้มาก่อน หากถามว่ามีใครไปเรียนท่านนายกฯ ก็คงมีหลายคนมั้ง เพราะท่านสุกำพล (สุวรรณทัต) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รู้จักกับผม และท่านพงษ์ศักดิ์ ก็รู้จักกัน คงมีหลายคนเหมือนกัน และพ่อผมก็เป็นตำรวจ คนในวงการก็คงรู้จักกัน ส่วนระยะเวลาในการตัดสินใจ ผมใช้ไม่นานเลย เพราะว่าอย่างน้อยในชีวิตหนึ่งสามารถทำประโยชน์ให้บ้านเมืองได้ เราก็ควรที่จะต้องทำ” นายชัชชาติกล่าว

ภาพที่กลายเป็น ‘มีม’ รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี

สำหรับภาพรวมส้นทางการงาน นายชัชชาติ เคยทำงานเป็น วิศวกรโครงสร้าง บริษัท สคิดมอร์ โอวิ่ง แอนด์ เมอร์ริลล์ สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2536-2537 ต่อมาเมื่อปี 2546-2555 ได้เป็นอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อดีตผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการ และอดีตผู้ช่วยอธิการบดี) จนกระทั่งเมื่อปี 2555-2557 ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงข่ายรถไฟฟ้าใน กทม. การพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง-ภูเก็ต โครงการทำแนวป้องกันน้ำท่วม กทม. ภายหลังเมื่อปี 2558-2561 ได้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บมจ.ควอลิตี้เฮาส์ (Q House) จนกระทั่งปี 2562-ปัจจุบัน ได้เป็นผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Better Bangkok รวมพลังสร้างกรุงเทพฯ ที่ดีกว่าเดิม ในช่วงโควิด-19 ร่วมทำโครงการ “บ้านใกล้เรือนเคียง” ฐานข้อมูลสำหรับส่งต่อความช่วยเหลือให้กับชุมชนใน กทม.

ย้อนกลับไปก่อนที่นายชัชชาติจะดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะนักวิชาการ นายชัชชาติได้ช่วยงานและให้คำปรึกษาแก่กระทรวงคมนาคมในสมัยรัฐบาล ของนายทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช โดยไม่มีตำแหน่งใดๆ จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2555 ได้รับการทาบทาม จาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม แม้ทางมารดาจะไม่เห็นด้วย แต่เขาก็ตกลงเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมในเดือนมกราคม พ.ศ.2555 และจากการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งต่อมา นายชัชชาติได้รับแต่งตั้งขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2555

 

ชัชชาติในฐานะรัฐมนตรีคมนาคมถือเป็นบุคคลระดับหัวกะทิของรัฐบาลในด้านการวางยุทธศาสตร์ของประเทศ ได้รับการกล่าวถึงในฐานะรัฐมนตรี “ดูโอเศรษฐกิจ” ของรัฐบาลคู่กับกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และ “ดูโอระบบราง” คู่กับประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการรถไฟฯ ที่นโยบายของ ชัชชาติให้ความสำคัญกับการขนส่งระบบรางเป็นพิเศษ ผลงานในช่วงที่เป็นรัฐมนตรี อาทิ การแก้แบบสถานีกลางบางซื่อให้รองรับรถไฟความเร็วสูง, การแก้แบบสายสีแดงเข้มจาก 3 ทางเป็น 4 ทาง, การจัดซื้อจัดขบวนรถด่วนพิเศษ CNR จำนวน 8 ขบวน, การเปลี่ยนรางรถไฟในภาคเหนือตอนบนทั้งหมด, ให้ข้าราชการระดับ 9 ขึ้นไปนั่งรถเมล์มาทำงานแล้วรายงานปัญหา

แม่ไม่แฮปปี้ ถ้าลงผู้ว่าฯ จะเลือกประชาธิปัตย์

ความน่ารักของประชาธิปไตยในครอบครัว

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีของนายชัชชาติจะง่ายดาย เพราะคนที่เขารักมากที่สุดคนหนึ่ง กลับไม่เห็นด้วย

ย้อนปากคำเมื่อปี 2555 เรื่องที่มีกระแสข่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะเสนอชื่อลงชิงในตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นั้น

นายชัชชาติกล่าวว่า

“ตอนที่แม่รู้ข่าวนี้ แม่บอกว่าลงไปเถอะผู้ว่าฯ แต่แม่จะเลือกประชาธิปัตย์ (หัวเราะ) คือก็ดีนะ เป็นความน่ารักของประชาธิปไตย

“เรื่องผู้ว่าฯกทม. ถ้าปฏิเสธได้ก็จะปฏิเสธ สุดท้ายต้องเอาประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก คือเราเตรียมงานไว้เยอะ แต่ยังไม่ได้ทำ เราไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง ซึ่งก็ทำให้สามารถทำงานได้ง่ายขึ้น เพราะหากมีการติดตำแหน่ง ก็จะกลัว กลัวว่าจะโดนออก ตำแหน่งทางการเมืองคิดว่าชั่วคราว ในพรรคมีคนเก่งๆ อีกเยอะ แต่ก็ต้องทำงานให้หนักขึ้น เพื่อเป็นการพิสูจน์ตัวเองให้ได้” ชัชชาติกล่าวในขณะนั้น

ลาออกกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ยัน ‘ไม่ทราบเรื่องมาก่อน’

ต่อมาเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557 วันที่เกิดการรัฐประหาร นายชัชชาติเป็นหนึ่งในตัวแทนฝ่ายรัฐบาลที่เข้าร่วมประชุมกับบรรดาแกนนำและตัวแทนฝ่ายต่างๆ เพื่อหาทางออกประเทศ ซึ่งจัดขึ้นโดยกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) หลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ.2557 ในเดือนสิงหาคม ถึง ธันวาคม พ.ศ.2557 และวันที่ 27 กันยายน พ.ศ.2560 รัฐบาลทหารได้ตั้งนายชัชชาติ เป็นกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน นายชัชชาติชี้แจงว่าไม่ทราบเรื่องมาก่อน และยื่นใบลาออกจากตำแหน่งกรรมการในวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ต่อมา ตัดสินใจเป็นว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามอิสระ โดยเปิดตัวขอทำงานให้ชาวกรุงเทพฯ มานานกว่า 2 ปี เมื่อจับสลากในวันที่ 31 มีนาคม 2565 ได้เบอร์ 8 หลังปิดหีบเลือกตั้งเมื่อเวลา 17.00 น.ของวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 คะแนนนำโด่งม้วนเดียวจบ เป็นว่าที่ผู้ว่าฯกทม.คนต่อไปอย่างภาคภูมิ

(อ่าน ย้อนเส้นทาง ‘ชัชชาติ’ วิ่งมาราธอน 2 ปี คว้าชัย (ว่าที่) ผู้ว่าฯกทม.จากการ ‘เลือกตั้ง’ คนแรกหลังรัฐประหาร)

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon