‘ชัชชาติ’ แลนด์สไลด์ นักวิชาการชี้ 4 ปัจจัย พังสถิติ

‘ชัชชาติ’ แลนด์สไลด์ นักวิชาการชี้ 4 ปัจจัย พังสถิติ

แม้คาดการณ์ได้จากโพลสำนักต่างๆ ที่สำรวจออกมาตรงกันว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เบอร์ 8 ในนามอิสระ จะคว้าชัย นั่งเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนต่อไป และผลเลือกตั้งออกมาเป็นไปตามการคาดหมาย ไม่พลิกโผ แต่ที่ใครต่อใครไม่คาดคิด ก็คะแนนที่คนกรุงเทพฯเทโหวตให้ชนะเลือกตั้งอย่างท่วมท้น แลนด์สไลด์ พังสถิติเดิมของ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ุ บริพัตร แห่งพรรคประชาธิปัตย์ ไปด้วยคะแนนเสียง 1,386,769 มากที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.

เหตุใด ชัชชาติ ถึงได้รับความนิยมถึงเพียงนี้ นักวิชาการวิเคราะห์มีคำตอบ เริ่มจาก พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวถึงที่มาของชัยชนะอย่างถล่มทลาย ม้วนเดียวจบว่า แบ่งออกเป็น 4 ข้อด้วยกัน ได้แก่ 1.ชัชชาติตั้งใจจริง 2.การลงมือหาเสียงมาถึง 2 ปี 3.วิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มองเห็นปัญหาชัดเจนจึงรู้ว่าควรแก้อย่างไร และ 4.ชัชชาติเป็นคนมีความรู้ มีประสบการณ์ในทางการบริหารจัดการเป็นอย่างดี

“ผมคิดว่านายชัชชาติมองปัญหาชัดเจน ที่สำคัญคือมีวิสัยทัศน์ในการที่จะมอง มีความเป็นมนุษยนิยม เห็นอกเห็นใจประชาชนคนกรุงเทพฯที่ยากไร้โดยแท้จริง ลงไปสัมผัสกับคนกรุงเทพฯซึ่งเป็นคนกรุงเทพฯแท้ๆ เรียกได้ว่าเป็นคนกรุงเทพฯเสียงข้างมากก็ได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนยากจนอยู่ชุมชนแออัดอะไรทั้งหลายแหล่ เพราะฉะนั้นจึงมองเห็นว่าปัญหาต่างๆ ที่มันเกิดขึ้นในกรุงเทพฯน่าจะหาทางแก้ไขได้โดยวิธีการทางไหนบ้าง โดยอาศัยความรู้และประสบการณ์ของตนเอง ตลอดเวลาที่ทำงานในภาครัฐ ภาคเอกชนเท่าที่ผ่านมา วิชาชีพที่ร่ำเรียนมาก็เป็นวิศวกร เพราะฉะนั้นการมองปัญหาอะไรต่างๆ ในกรุงเทพฯจะต้องอาศัยการแก้ปัญหา ซึ่งในวิศวกรรมนั้นมีอยู่มาก”

ไม่เพียงประเด็นเรื่องความรู้ ความสามารถ และวิสัยทัศน์ แน่นอนว่าไม่อาจปฏิเสธถึงอีกปัจจัยสำคัญนั่นคือ ‘ท่าทีทางการเมือง’ ซึ่งมีลักษณะ ‘ปรองดอง’

“คิดว่าเหตุผลที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือนายชัชชาติมีท่าทีในทางการเมืองในลักษณะที่เป็นการปรองดอง คือมองว่าการที่จะแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้จะต้องหาทางให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้ สิ่งที่รับรู้หรือเห็นต่างกันได้ อย่าทะเลาะกัน อย่าโกรธกัน อันนี้เป็นนิมิตหมายที่ดี แล้วก็ชนะใจคนกรุงเทพฯ ทำให้คนกรุงเทพฯมีความหวังว่าในที่สุดจะได้คนที่ดีจริง เก่งจริง เข้ามาแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้” อดีตคณบดีนิติศาสตร์ มธ.กล่าว ก่อนวิเคราะห์ต่อไปว่า

การที่คนกรุงเทพฯต้องอดทนมาถึง 8 ปีเต็มกับสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง กล่าวคือ นับตั้งแต่มีการรัฐประหาร มีการใช้อำนาจเผด็จการในการปกครองบ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารงานของกรุงเทพฯ แทนที่จะให้ประชาชนคนกรุงเทพฯเลือก กลับเอาคนของตัวเองขึ้นมาเพื่อมาเป็นผู้ว่าฯกทม. ซ้ำยังปลดผู้ว่าฯกทม.ที่มาจากการเลือกตั้งแล้วไปแต่งตั้งคนที่ไม่มีประสบการณ์ในการบริหารงานแบบท้องถิ่นขึ้นมาเป็นผู้ว่าฯกทม.

“คนกรุงเทพฯต้องทนกับสิ่งนี้มาเป็นระยะเวลานานมาก อันนี้เป็นเหตุผลอันหนึ่งด้วยที่ทำให้ทุกคนต้องการอยากแสดงประชามติ เรียกว่านี่เป็นประชามติของคนกรุงเทพฯ และอาจจะเป็นของคนไทยทั้งประเทศก็ได้ ว่าไม่ต้องการการปกครองบ้านเมืองในแบบนี้อีกต่อไปแล้ว นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนของคนกรุงเทพฯ อาจจะเรียกว่าเป็นเอกฉันท์เลยก็ได้ เพราะว่าทุกเขตนายชัชชาติชนะหมด” พนัสกล่าว

ถามว่าอันดับคะแนนเสียงการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.และ ส.ก.สะท้อนให้เห็นการเมืองในภาพใหญ่อย่างไรบ้าง? อดีตคณบดีนิติศาสตร์ มธ.มองว่า คะแนนของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ซึ่งได้อันดับ 5 นั้นไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะก่อนหน้านี้ไม่ได้มาด้วยการเลือกตั้งจากประชาชนอยู่แล้ว ส่วนเรื่องสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ที่พรรคเพื่อไทยและก้าวไกลชนะเป็นส่วนใหญ่ คือการส่งสัญญาณของคนกรุงเทพฯเช่นเดียวกัน เพราะอย่าลืมว่าพรรคก้าวไกล หรือพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลมาก่อน ดังนั้น การที่คนกรุงเทพฯลงคะแนนให้นายชัชชาติเป็นเอกฉันท์ ในขณะเดียวกันก็เลือก ส.ก.ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นเสียงข้างมากในสภากรุงเทพมหานคร คือ ‘ประชามติของคนกรุงเทพฯ’ “นี่เป็นการแสดงประชามติของประชาชนคนกรุงเทพฯ และคิดว่าน่าจะเป็นการสะท้อนความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศเลยด้วยซ้ำไป ว่าคนไทยไม่ยอมรับรัฐบาลที่ปกครองประเทศในปัจจุบันนี้แล้ว ถึงเวลาที่จะต้องพิจารณาตัวเองแล้วว่าถ้าจะดันทุรังต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร” พนัสกล่าว

จากมุมมองเชิงวิชาการ หันมาดูในมุมของคนที่เคยผ่านทั้งงานการเมือง การต่อสู้บ้าง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ซึ่งมองว่าการแลนด์สไลด์ครั้งนี้สะท้อนว่า ชัชชาติคือ ‘ผู้ว่าฯในฝันของคนกรุงเทพฯ’ อย่างแท้จริง นอกจากนี้ การประกาศตัวเป็นผู้สมัครในนาม ‘อิสระ’ คือ ‘ยุทธศาสตร์ที่ใช่ ในเวลาที่ถูก’ โดยมีการเปิดตัวก่อน ลงพื้นที่ต่อเนื่อง มีทีมคิด ทีมทำงานเข้มแข็ง นโยบาย ป้าย รถหาเสียง ลังไม้ปราศรัย สร้างความแตกต่าง โชว์ไอเดีย เก็บแต้มได้ทุกเม็ด

“คะแนนส่วนใหญ่ของเพื่อไทยน่าจะอยู่ที่ชัชชาติ แต่ที่ทำให้ถล่มทลายคือคะแนนจากทุกพรรคทุกฝ่ายไหลมารวมกัน เป็นผู้ว่าฯที่ทรงพลังทางการเมืองอย่างไม่เคยมีมาก่อน ถ้าทำได้ ทำดี เส้นทางการเมืองมีให้เดินต่อ กทม.คงเล็กไป ส่วนยุทธการไม่เลือกเราเขามาแน่ ส่งผลมุมกลับ คนกลัวชัชชาติแพ้ เทคะแนนให้ รัฐบาลประยุทธ์และพวก 3 ป.ถูกปฏิเสธจากประชาชนหนักมาก และจะหนักขึ้นเรื่อยๆ เพื่อไทยสำเร็จงดงามในสนาม ส.ก. ก้าวไกลก็ใช้ได้ ประชาธิปัตย์ต้องอาศัยความล้มเหลวของพลังประชารัฐ พรรคอื่นๆ ยังต้องพิสูจน์ตัวเองต่อไป เครือข่ายอำนาจที่อุ้มรัฐบาลอยู่ คิดเยอะๆ คิดดีๆ จะให้ประยุทธ์ไปต่อหรือพอแค่นี้” ณัฐวุฒิฝากไว้ให้คิด

ก่อนปิดท้ายตามสไตล์ว่า อย่าท้าทายศรัทธาประชาชน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon