“ชัชชาติ” ชี้ทางออกปมรถไฟฟ้าสายเขียว มุ่ง 3 เรื่อง ‘ตรวจสอบสัญญา ลดภาระหนี้ เปิดเอกชนร่วมทุน’
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยถึงการแก้ปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียวผ่านรายการโทรทัศน์หนึ่ง ในวันที่ 26 พฤษภาคม ว่า การแก้ปัญหาต้องเอาเหตุผลเป็นหลัก ไม่ใช้อารมณ์ ความรู้สึก เอาประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ขณะเดียวกันต้องมีความยุติธรรมกับเอกชนทุกฝ่ายด้วย โดยมี 3 ส่วนที่ต้องเข้าไปดูรายละเอียด ส่วนแรกหนี้ค่าก่อสร้างส่วนต่อขยายช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต วงเงินกว่า 5 หมื่นล้านบาท ที่รับโอนมาจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ที่เป็นเงื่อนไขมาบีบคอ กทม. เพราะไม่มีเงินใช้หนี้ ต้องดูว่า กทม.มีการรับมาถูกต้องและผ่านการอนุมัติจากสภา กทม.แล้วหรือไม่
นายชัชชาติกล่าวว่า ส่วนที่ 2 หนี้ที่บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) วิสาหกิจของ กทม.จ้างบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือบีทีเอสซี เดินรถส่วนต่อขยายให้ไปถึงปี 2585 ถูกต้องตามพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2562 (พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ) และผ่านการอนุมัติจากสภา กทม.แล้วหรือไม่ เพราะเป็นการจ้างผ่านบริษัทเคที และมีการลงทุนระบบรถไฟฟ้ามีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท ต้องเข้า พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ และยังมีคดีค้างอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
“กรุงเทพธนาคมเรียกว่าเป็นหลุมดำใหญ่ กทม. เพราะสัญญาจ้างเอกชนหลายอย่างไม่เห็นรายละเอียดตัวสัญญา รวมถึงสัญญาจ้างเดินรถบีทีเอส หรือสัญญาเกี่ยวกับโฆษณาบนรถไฟฟ้าที่เราไม่เคยเห็น ซึ่งพื้นที่โฆษณาหลังสัมปทานหมดปี 2572 จะมีรายได้ปีละ 1-2 พันล้านบาท ที่สามารถนำมาช่วยลดค่าใช้จ่ายได้” นายชัชชาติกล่าว
นายชัชชาติกล่าวว่า ส่วนที่ 3 การขยายสัญญาสัมปทานเดิมจะสิ้นสุดในปี 2572 ถึงปี 2602 โดยใช้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ใช้อำนาจตามมาตรา 44 (ม.44) ให้มีการพิจารณาต่อสัญญา ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่ใช่ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เป็นการตั้งคณะทำงานขึ้นมาเจรจาต่อรอง จึงทำให้ไม่มั่นใจว่าตัวเลขเป็นธรรมกับประชาชนหรือเปล่า เพราะหากใช้ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ จะมีตัวแทนจากหลายหน่วยงานร่วมกันตรวจสอบ จะทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา เพราะค่าโดยสารที่ออกมาสูงสุด 65 บาทนั้นถูกหรือแพง
“ทางออกง่ายที่สุด ถ้าจะต่อสัญญาจริงๆ ต้องเข้า พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เพราะสัมปทานยังมีเวลาเหลือถึงปี 2572 ส่วนเรื่องหนี้ให้เอกชนที่มาประมูลรับไปด้วย ผมว่าเอกชนก็น่าจะยินดี ไม่ใช่เงื่อนไขที่ให้รายเดียวรับไป มันต้องให้มีการประมูลและเกิดการแข่งขัน อย่างน้อยจะได้รู้ว่าราคาค่าโดยสารน่าจะถูกกว่า 65 บาทหรือไม่ ผมว่าเป็นหลักการง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ได้เอาเปรียบเอกชนเขา เพราะเขาลงทุนระบบเดินรถมาให้ แต่ต้องไม่ให้ประชาชนเสียประโยชน์และราคาค่าโดยสารแพง ผมว่าถ้ามีการแข่งขันด้านราคา จะอธิบายสังคมได้ง่ายขึ้น” นายชัชชาติกล่าว
นายชัชชาติกล่าวว่า คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนในการดูรายละเอียดทั้ง 3 ส่วนนี้ และน่าจะมีคำตอบเป็นเชิงนโยบายออกมา หากพบว่า กทม.ดำเนินการมาถูกต้องก็ต้องเดินหน้าต่อ เพราะเป็นพันธสัญญาที่กทม.ทำไปแล้ว ไม่ว่าหนี้ที่รับมาจาก รฟม. และการจ้างบีทีเอสเดินรถส่วนต่อขยายถึงปี 2585 ส่วนการขยายสัญญาสัมปทานที่ต้องทำตามพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เนื่องจากเรื่องนี้อยู่ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว ไม่ใช่อำนาจกทม.โดยตรง แต่อาจจะทำหนังสือถึงครม. เป็นความคิดเห็นเพิ่มเติมไปว่ายังมีเวลาเหลือที่จะดำเนินการตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ให้เกิดการแข่งขันจะได้ตอบประชาชนได้
เมื่อถามว่าจะยกเลิกสัญญากับบีทีเอสแล้วเปิดประมูลใหม่หรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า ถ้าเป็นแบบนั้นก็ต้องเข้า พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ หาผู้มาเดินรถหลังหมดสัญญาสัมปทานในปี 2572 ตอนนี้ติดอยู่ 2 เงื่อนไข คือ กทม.จ้างเขาเดินรถถึงปี 2585 แล้ว แม้ว่ากระบวนการต่อสัญญาไม่สำเร็จ ยังไงก็ต้องจ้างบีทีเอสถึงปี 2585 แต่เงื่อนไขการจ้างกทม.เสียเงิน หรือคุ้มทุนมากน้อยแค่ไหน เป็นหลุมดำที่มองไม่เห็น ต้องเข้าไปดูรายละเอียด ถ้าถูกต้องก็ต้องว่าตามนั้น เพราะต้องให้ความเป็นธรรมกับภาคเอกชนด้วย แต่อาจจะต้องหาเงื่อนไขอื่นไปต่อรองเรื่องราคาค่าโดยสาร ในขณะนี้มี 2 เรื่องที่ทับซ้อนกันอยู่ คือ สัญญาจ้างเดินรถถึงปี 2585 และขยายสัมทานถึงปี 2602
“แนวคิดผมอยากให้รัฐบาลรับผิดชอบภาระหนี้ก่อสร้างงานโยธา 5 หมื่นล้านบาทไป หรือโอนคืนให้ รฟม. เพราะเป็นโครงสร้างอยู่ในพื้นที่ปทุมธานีและสมุทรปราการ นอกเขตของ กทม. ซึ่งจริงๆแล้ว รถไฟฟ้าทุกสายรัฐบาลกลางรับผิดชอบเงินลงทุนงานโยธาให้หมด ไม่ว่าสายสีน้ำเงิน สายสีชมพู สายสีเหลือง เพราะได้ประโยชน์จากภาษีที่เก็บจากความเจริญของเมือง ซึ่ง กทม.ได้ภาษีแค่ 1 ใน 9 ของแวต แต่ 9 ส่วนของแวตรัฐบาลได้ไป จึงอยากให้รับภาระส่วนนี้ไป จะได้ไม่เป็นภาระ กทม. และตัดหนี้ก้อนหนี้ออกจากมูลค่าการลงทุนที่จะเปิดประมูลตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เพื่อให้ค่าโดยสารถูกลง ต้องหารือกับรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป” นายชัชชาติกล่าว
นายชัชชาติกล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดจะโอนรถไฟฟ้ารางเดี่ยว 2 สาย คือ สายสีเทาช่วงวัชรพล-ทองหล่อ-พระราม3-ท่าพระ กับสายสีเงินช่วงบางนา-สุวรรณภูมิ ให้ รฟม.เป็นผู้ลงทุนก่อสร้าง เพราะทั้ง 2 สายจะเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าของ รฟม.ทั้งหมด ถ้า กทม.ดำเนินการเอง สุดท้ายจะมีปัญหาเรื่องค่าแรกเข้า ประกอบกับมีบางส่วนที่อยู่นอกเขต กทม.อย่างสายบางนา-สุวรรณภูมิที่อยู่ในพื้นที่สมุทรปราการ
“พูดตามจริง กทม.ไม่มีผู้เชี่ยวชาญรถไฟฟ้าเหมือน รฟม. ต้องหาจ้างเอกชนหมด และการแบกหนี้อีกหลายหมื่นล้าน ขณะที่ยังมีภารกิจด้านอื่นที่ต้องทำอีกมาก เช่น ระบบการศึกษา สาธารณสุข จะต้องดูให้ดีการที่กทม.จะไปทุ่มกับโครงการรถไฟฟ้าแล้วต้องจ่ายหนี้พวกนี้ ทั้งที่งบประมาณมีจำกัด” นายชัชชาติกล่าว
“แต่ก็ขอยืนยันว่าทุกอย่างต้องยืนอยู่บนความยุติธรรม คือยุติธรรม กับเอกชนเขาด้วย เพราะเขาก็ลงทุนมาให้ ทั้งเดินรถให้ ขณะเดียวกันก็เอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งด้วย ไม่ใช่ว่าให้ประชาชนเสียผลประโยชน์ จ่ายค่าโดยสารแพงเกินจริง
นายชัชชาติกล่าวทิ้งท้ายว่า ทั้งหมดนี้ (สัมปทานสายสีเขียว) คาดว่าการแก้ปัญหาใช้เวลา 1 เดือนน่าจะพอเห็นผลน่าจะมีคำตอบเชิงนโยบาย แล้วก็จะได้เปิดเผยให้ประชาชนทราบ ผมว่าคนในกรุงเทพธนาคมเขาก็พร้อมจะให้คำตอบอยู่แล้ว”

