เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวขณะลงพื้นที่เคหะบางบัว เขตหลักสี่ ในตอนหนึ่งว่า ช่วงเดือนที่ผ่านมามีคนร้องเรียนประเด็นการทำท่อระบายน้ำเป็นจำนวนมาก โดยจะขยายจาก 60 เซนติเมตร เป็น 1 เมตร แต่ใต้ดินมีท่อประปาและมีท่อสื่อสารอยู่ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ ซึ่ง กทม.กำลังแก้แบบอยู่ แต่ขณะที่ กทม.กำลังดำเนินการแก้ไขอยู่นั้นท่อที่หล่อขึ้นมาแล้ว กลับนำท่อบ่อพักไปวางไว้ข้างถนน ซึ่งทำให้กินพื้นที่การจราจร นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการจัดเก็บขยะ ซึ่งชุมชนนี้มีชุมชนใกล้เคียงหลายชุมชนที่มาทิ้งขยะ แต่การจัดเก็บขยะอาจจะยังไม่ถี่พอ เช่น สัปดาห์ละครั้ง แต่ชาวบ้านต้องการได้อาทิตย์ละ 2 ครั้ง และจุดทิ้งขยะจะต้องใหญ่ ซึ่ง ผอ.เขตจะรับไปดำเนินการ นอกจากนี้ จุดนี้เป็นจุดที่มีปัญหาเรื่องการระบายน้ำ เพราะมีคลองซอยอุดตัน ต้องทำการลอก มีปัญหาเรื่องไม่มีลานกีฬา เป็นปัญหาแบบเส้นเลือดฝอย ไม่ได้ยาก แต่ต้องใส่ใจหน่อย ความเร็วในการตอบสนองความต้องการของประชาชนก็สำคัญ ไม่ต้องรอ
“ถ้าเราช้าเขาก็ไม่ไว้ใจเรา แต่ถ้าทำเร็วประชาชนก็จะไว้ใจเรามากขึ้น ดังนั้น การแก้ปัญหาต้องเร็ว อยากฝากตรงนี้ถึง ผอ.เขตทุกคน สำหรับการลงพื้นที่ลักษณะนี้ ไม่ได้เป็นการลงพื้นที่เพื่อมาแก้ปัญหาด้วยตัวเอง แต่เป็นการส่งสัญญาณว่าต้องลงไปดูแลประชาชน เอาโจทย์เป็นที่ตั้ง และอนาคตไม่ต้องรอให้ผู้ว่าฯลงไป ซึ่งชุมชนกับ กทม.ต้องไปด้วยกัน โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อให้เกิดเป็นความเข้มแข็ง ซึ่งชุมชนไม่ใช่ภาระ แต่เป็นกำลังเสริม เสริมให้เมืองพัฒนาไปได้เร็ว
เมื่อถามว่า แบบนี้จะมีการคาดโทษ ผอ.เขตหรือไม่ เพราะประชาชนร้องเรียน ผอ.เขตแล้วช้ากว่าร้องเรียนผู้ว่าฯ นายชัชชาติกล่าวว่า ไม่มีหรอก อย่าเรียกว่าคาดโทษเลย เรียกว่าปรับวิธีคิดดีกว่า อดีตเราไม่ว่ากัน แต่ปัจจุบันตนเน้นเรื่องชุมชน ถ้าตนเข้ารับตำแหน่งก็อยากให้เน้นตรงนี้ ดังนั้น อย่าพูดว่าคาดโทษกัน เพราะทุกคนอยากทำงานให้ประชาชนอยู่แล้ว ซึ่งสุดท้ายไม่ต้องคาดโทษก็มีการประเมินตำแหน่งเป็นรายบุคคลอยู่แล้ว เรามีกระบวนการของเราอยู่ และสุดท้ายจะมีการให้ประชาชนร่วมประเมิน ผอ.เขตด้วย เราจะทำเป็นแพลตฟอร์มขึ้นมาว่าปัญหาในแต่ละพื้นที่มีตรงไหนที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
เมื่อถามว่า เห็นสถานการณ์อะไรสำคัญจากการลงพื้นที่ตลอด 5 วันที่ผ่านมาหรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า ตนเห็นว่าข้าราชการ กทม.มีความพร้อมที่จะแก้ปัญหา ถ้าเราให้ทิศทางเขา เขาก็พร้อมที่จะร่วมมือกัน ขณะที่ชุมชนเองก็มีพลังที่อยากทำเมืองให้ดีขึ้น ทุกคนมากับปัญหา และเขาพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่ง และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือเพื่อหาคำตอบซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะปัญหาหลายอย่างไม่ได้ยากที่จะแก้ไข ตลอดที่ลงพื้นที่มายังไม่ได้หนักใจอะไร และคิดว่าทำได้ เพียงแต่สื่อสารให้ดี สุดท้ายแล้วเราจะเดินไปด้วยกันได้ นอกจากนี้ เราไม่มีความขัดแย้งเรื่องพรรค หรือเรื่องอะไรเลย คนมาเราไม่รู้หรอกว่าพรรคไหน เป็นใคร แต่ทุกคนมาร่วมมือกันได้
เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่เมื่อลงไปพื้นที่ไหนก็จะมีว่าที่ ส.ก.มาช่วย นายชัชชาติกล่าวว่า นั่นคือสิ่งที่เราต้องการ เพราะเราบอบช้ำจากการทะเลาะขัดแย้งมาเยอะแล้ว ถึงเวลาที่ต้องเดินไปด้วยกัน และต้องให้เกียรติ ส.ก. ก็ต้องฟัง ส.ก. เพราะท่านจะรู้ปัญหาดี และคนเลือกท่านมา ขณะที่ ส.ก.ก็ต้องฟังเราเช่นกัน เพราะคนก็เลือกเรามา นอกจากนี้เราต้องให้เกียรติ ผอ.เขต ซึ่งเป็นคนทำงานในพื้นที่ เราอยู่แบบให้เกียรติซึ่งกันและกัน แล้วทำงานร่วมกัน ตนว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ดี และตนสนุกกับการทำงาน ตลอด 5 วัน ไม่เหนื่อยเลย แต่กลับรู้สึกว่ามีความหวังที่จะทำให้ กทม.เปลี่ยนไปได้จริงๆ ถ้า 3 ประสาน ระหว่างผู้บริหาร ข้าราชการ และชุมชน ถ้าร่วมกันเชื่อว่าเราเปลี่ยนกรุงเทพฯได้

เมื่อถามว่า จะแนะนำข้าราชการให้อ่านนโยบายทั้ง 200 นโยบายอย่างไร นายชัชชาติกล่าวว่า ไม่ยาก ขอให้อ่านทุกเรื่อง เราเสียเวลาเล่นไลน์มากกว่านี้อีก แล้วเรื่องไหนที่แตะหน้าที่เรา ติ๊กไว้ อ่านสบายๆ นโยบายเราอ่านสนุกนะ เพราะเราไม่ได้มาแต่นโยบาย แต่เราบอกที่มาที่ไปว่าเป็นอย่างไร อะไรคือแนวนโยบาย และการดำเนินการทำอย่างไร ดังนั้น อ่านไปก่อน แล้วทำเครื่องหมายไว้ แล้วดึงออกมาทำ ทั้งนี้ เราอยากให้ ผอ.เขตบอกเราว่าต้องปรับปรุงตรงไหนหรือไม่ นโยบายที่ได้มาตรงไหนทำไม่ได้ มีข้อจำกัดตรงไหน ต้องเป็นการสื่อสาร 2 ทาง ไม่ใช่บังคับให้เขาเอานโยบายเราไปทำ ซึ่งอาจจะเพิ่มเป็น 300 นโยบายก็ได้ ถ้าท่านอยากทำ อย่างไรก็ตาม ตนดีใจที่ได้ทำ 200 นโยบาย เพราะถ้ามีแค่ 10 นโยบาย ผอ.เขตเหงาเลย 200 นโยบายนี่อาจจะยังน้อยไปด้วยซ้ำ ทั้งนี้ วันนี้ มั่นใจว่าเรามาถูกทาง และมั่นใจว่าวิธีนี้แหละที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
เมื่อถามถึงกรณีการต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยล่าสุด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ขึ้นอยู่กับความเห็นของผู้ว่าฯกทม.คนใหม่เลย นายชัชชาติกล่าวว่า ต้องดูอดีตด้วย อย่าโยนมาให้ตนทั้งหมด ต้องคุยภาพรวมกัน ตนว่าชัดเจนแล้ว แต่รอให้ได้รายละเอียดที่ชัดเจนแล้วค่อยคุย เพราะคุยมากไปอาจจะไปกระทบอะไรอีก ต้องดูทั้งหนี้ สัญญาเดินรถเป็นอย่างไร และการต่อสัญญาสัมปทาน เหตุใดไม่เข้า พ.ร.บ.ร่วมทุน

เมื่อถามย้ำว่า แปลว่าราคาในใจท่านอยู่ที่ 35 บาท นายชัชชาติกล่าวว่า ทางทีมทำราคาต้นทุนมา ราคาตลอดสายคือ 65 บาท แต่คนแทบไม่นั่งตลอดสาย คนสนใจราคาเฉลี่ย 8 สถานี ซึ่งต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 25 บาท จึงจะสามารถจ่ายหนี้ได้
เมื่อถามว่า เมื่อได้รับการรับรองจาก กกต. แล้วมีการเปิดสัญญาตามที่หลายฝ่ายเรียกร้องเลยหรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า ต้องมี แต่ต้องดูขั้นตอน เพราะเข้าใจว่าสัญญาหน้าแรกระบุว่า ห้ามเปิดเผยสัญญานี้กับบุคคลภายนอก แต่คิดว่าน่าจะเปิดได้ ทำไมจึงจะเปิดไม่ได้ ในเมื่อทุกคนร่วมจ่าย ดังนั้น เรามีสิทธิจะรู้

