ผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯกทม.) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครในนามอิสระ หมายเลข 8 คว้าชัยชนะแบบทุบสถิติ และยุทธศาสตร์การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ที่มาจากการเลือกตั้งของทุกครั้ง ด้วยคะแนน 1,386,215 คะแนน จะเรียกว่าชัยชนะแบบ “แลนด์สไลด์” หรือ “ม้วนเดียวจบ” อยู่ที่ว่าใครจะเป็นผู้ให้คำจำกัดความ เนื่องด้วยคะแนนที่ ชัชชาติ ได้รับถือว่าทิ้งห่างลำดับที่สอง อย่าง สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้ 254,723 คะแนน ถึง 1,131,492 คะแนน เหมือนกับที่แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ออกมาระบุว่า เป็นชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตย
เนื่องด้วยเมื่อมาดูผลการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ใน 50 เขต ฝ่ายประชาธิปไตย ที่ได้นั่งรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของสภา กทม. คือ 34 ที่นั่ง แบ่งเป็น พรรค พท. ได้รับเลือกตั้ง 20 เขต มีคะแนนรวมของพรรคอยู่ที่ 620,009 คะแนน ขณะที่พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ได้ ส.ก. 14 ที่นั่ง มีคะแนนรวมอยู่ที่ 485,830 คะแนน
หากรวมคะแนนผลการเลือกตั้ง ส.ก.ของฝ่ายประชาธิปไตย รวมคะแนนการเลือกผู้ว่าฯกทม. ของชัชชาติ จะอยู่ที่ 2,492,054 คะแนน คิดเป็น 57% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง คือ 4,402,948 คน นัยยะทางการเมืองคะแนนและผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. และ ส.ก. ที่ฝ่ายประชาธิปไตยได้คะแนนรวมกันถึง 57% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
หากพรรคการเมืองที่มีฐานเสียง และจำนวน ส.ส.ในพื้นที่ กทม.เป็นอันดับที่หนึ่ง อย่างพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ไม่โลกสวยจนเกินไป คิดว่าเป็นเพียงการเลือกตั้งแค่จังหวัดเดียว ย่อมต้องถอดบทเรียนผลการเลือกตั้งในสนาม กทม. ของพรรค พปชร.ที่มีคะแนนลดลง จากผลการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 อย่างมีนัยยะที่จะมองข้ามไม่ได้
เนื่องจากคะแนนการเลือกตั้งของพรรค พปชร. เมื่อปี 2562 พรรค พปชร.ได้มาถึง 791,821 คะแนน แต่ผลการเลือกตั้ง ส.ก.ในปี 2565 พรรค พปชร.มีคะแนนลดลงอยู่ที่ 274,970 คะแนน ได้ที่นั่ง ส.ก.เพียง 2 เขต จากทั้งหมด 50 เขต คะแนนและที่นั่งที่หายไปของพรรค พปชร.ในพื้นที่กรุงเทพฯ ย่อมเป็นโจทย์ข้อใหญ่ ที่แกนนำพรรค พปชร.จะต้องถอดบทเรียน เพื่อหาคำตอบสุดท้ายให้ได้โดยเร็ว ให้ทันต่อการเลือกตั้งครั้งใหญ่ หากเป็นไปตามไทม์ไลน์ ในช่วงเดือนมีนาคม 2566
ยิ่งรูปแบบการบริหารสไตล์ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้ว่าฯกทม. ที่เน้นลงพื้นที่รับฟังปัญหาและเสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่จริง ไม่นั่งรอรับรายงานอยู่แต่ในห้องผู้ว่าฯกทม.
เพื่อให้ได้เห็นถึงปัญหาและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ในการนำมาสังเคราะห์ และหาแนวทางการแก้ปัญหาให้กับชาวกรุงเทพฯ ตามนโยบายทั้ง 214 ข้อ ที่นายชัชชาติ และทีมงานนำเสนอมาเพื่อแก้ปัญหาและดูแลชาวกรุงเทพฯ ที่หวังว่าจะครอบคลุมในทุกมิติ ซึ่งชัชชาติระบุด้วยว่า การทำงานของผู้ว่าฯกทม. หลังได้รับการเลือกตั้ง จะเร่งทำงานทันที
ไม่มีช่วงเวลาของการฮันนีมูน เพราะปัญหาของชาวกรุงเทพฯนั้น รอไม่ได้ ปัญหาเร่งด่วนที่กระทบต่อวิถีชีวิตของชาวกรุงเทพฯ จะต้องดำเนินการทันทีอย่างเต็มที่ ตามอำนาจและหน้าที่ของผู้ว่าฯกทม. ซึ่งการบริหารงาน กทม. ในรูปแบบของนายชัชชาติ มีนัยยะไปถึงฝั่งของทำเนียบรัฐบาล นำมาซึ่งการเปรียบเทียบถึงแนวคิด วิธีการ และรูปแบบการบริหารของผู้นำ
ระหว่างชัชชาติ กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่อาจส่งผลต่อการแก้เกมทางการเมืองของแต่ละพรรคในการเฟ้นหาผู้นำทางการเมืองในการเลือกตั้งครั้งหน้า กับความคาดหวังของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่อยากได้ผู้นำสเปกครบเครื่อง ทั้ง คุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ แนวทางการบริหารที่เน้นเชิงสร้างสรรค์
ก้าวข้ามความขัดแย้งทางการเมือง เป็นผู้นำที่หลอมรวมผู้คนมาร่วมแก้ปัญหาให้กับประเทศได้
ขณะที่ผลชนะการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.แบบแลนด์สไลด์ ของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ย่อมมีผลและนัยยะในทางการเมืองภาพใหญ่ โดยเฉพาะ “ยุทธศาสตร์แลนด์สไลด์” ของพรรค พท. ที่วางเป้าหมายว่าจะต้องชนะการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งหน้า แบบ “แลนด์สไลด์” ด้วยการได้รับเลือกตั้ง ส.ส.ให้ไม่ต่ำกว่า 253 เสียง เพื่อเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล
ผลชนะผู้ว่าฯกทม.ของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รวมทั้งผลเลือกตั้ง ส.ก. ที่พรรค พท. ได้รับเลือกตั้งมา 20 เขต หากตีความโดยแกนนำพรรค พท. อย่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรมพรรคเพื่อไทย และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ที่ระบุว่า ขอแสดงความยินดีกับชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1.3 ล้านเสียง ให้เป็นผู้ว่าฯกทม.คนแรก จากเสียงของประชาชนในรอบ 8 ปี ซึ่ง ส.ก.จากพรรคเพื่อไทยทั้ง 20 ท่าน พร้อมทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ เพื่อทำให้กรุงเทพฯกลับมาเป็นเมืองที่สร้างโอกาสให้กับทุกคนอีกครั้ง การเลือกตั้ง
ผู้ว่าฯ และ ส.ก. ในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ชัดเจนว่าประชาชนมีความหวังและกำลังต้องการความเปลี่ยนแปลง
ปริมาณที่ท่วมท้นนี้ คือเสียงดังอันทรงพลังที่เราต้องฟังและปฏิบัติตาม ประชาชนได้พูดออกมาแล้ว วันนี้พรรคเพื่อไทยจะขอเปลี่ยนแคมเปญใหญ่ของเรา จาก “พรุ่งนี้เพื่อไทย” เป็น “วันนี้เพื่อไทย” เพื่อเป็นสัญญาณในการเริ่มเดินหน้าต่อไปสร้างความหวังของประชาชนให้เกิดขึ้นจริง
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชัยชนะของพรรค พท. ที่ได้รับเลือกตั้ง ส.ก.มา 20 ที่นั่ง เป็นผลมาจากการเข้ามานำพรรค พท. ของ “อุ๊งอิ๊ง” พร้อมกับชูยุทธศาสตร์ เพื่อไทยแลนด์สไลด์
นำมาซึ่งการสั่นไหวของนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่ต้องงัดทุกกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการ ขึ้นมาเพื่อสกัดยุทธศาสตร์เพื่อไทยแลนด์สไลด์ ทั้งดึงตัว ส.ส.เจ้าของพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ในจังหวัดภาคอีสาน ให้ย้ายพรรคมาลงรับเลือกตั้งกับพรรคร่วมรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งหน้า บีบให้พรรค พท.ต้องหาผู้สมัคร ส.ส.คนใหม่มาสู้กับเจ้าของพื้นที่เดิม
หวังให้เสียง ส.ส.ของพรรค พท.ในพื้นที่ภาคอีสานที่ถือว่า เป็นพื้นที่เข้มแข็งของพรรค พท.ที่มีจำนวน ส.ส.มากที่สุด ยิ่งมีกติกาการเลือกตั้งด้วยบัตร 2 ใบ ตามที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับมาเป็น ส.ส.เขต 400 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ซึ่งถือเป็นกติกาการเลือกตั้งที่พรรค พท.มีความถนัด เนื่องจากมี ส.ส.เขตที่มีฐานเสียงในแต่ละพื้นที่เข้มแข็ง
โดยผู้กุมอำนาจรัฐยังไม่อาจปล่อยให้กติกาการเลือกตั้งไหลไปเข้าทางพรรค พท.อย่างเต็มที่ จึงมีสัญญาณจากฝั่งผู้มีอำนาจว่า อาจจะแก้เกมด้วยการใช้เสียงโหวตของที่ประชุมรัฐสภาในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ในเรื่องสูตรคิด ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน
จากเดิมที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ลงมติให้ใช้สูตร 100 หาร ซึ่งจะเข้าทางพรรคใหญ่ อย่างพรรค พท. เปลี่ยนกลับมาเป็นใช้สูตร 500 หาร ทำให้ต้องมาคิดจำนวน ส.ส.พึงมี และจะเป็นการเตะสกัดจำนวน ส.ส.ของพรรค พท. ไม่ให้ไปสู่เป้าหมายชนะแบบแลนด์สไลด์ได้ เนื่องจากติดล็อกได้ ส.ส.เขต เต็มจำนวน ทำให้ไม่ได้รับจัดสรรในส่วนของ ส.ส.บัญชีรายชื่อ
ทั้งหมดทั้งมวล คือ ความหวั่นไหวต่อปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ ที่มีปฐมบทจากชัยชนะของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์”

