หมายเหตุ – ความเห็นของนักวิชาการกรณี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา อดีตเลขาธิการพรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) ออกมาขู่ว่ามีเสียงอยู่ในมือกว่า 40 เสียง พร้อมล้มรัฐบาลผ่านการพิจาณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 และการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติเร็วๆ นี้
ยุทธพร อิสรชัย
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช
ผมคิดว่าตรงนี้เป็นความพยายามที่จะสร้างพื้นที่ทางการเมืองของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตเลขาธิการพรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) เพราะจะเห็นว่า ร.อ.ธรรมนัสมีความพยายามที่จะสร้างพื้นที่ทางการเมืองมาโดยตลอดตั้งแต่การประกาศตัวของพรรคสร้างอนาคตไทย ร.อ.ธรรมนัสก็ไปปรากฏตัวอยู่ในงานดังกล่าว ซึ่งพรรคสร้างอนาคตไทยเกิดจากกลุ่ม 4 กุมาร ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในอดีต แต่ออกมาจาก พปชร.อย่างไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัสตั้งใจไปในงานดังกล่าวเพื่อเปิดพื้นที่ทางการเมือง หรือแม้แต่การเดินสายพบปะพรรคเล็ก พรรคจิ๋ว หรือแม้กระทั่งการทานข้าวกับพรรคเพื่อไทย (พท.) แต่อย่างไรก็ตาม ผมไม่คิดว่าจะง่ายอย่างที่ ร.อ.ธรรมนัสคิดในเรื่องที่ว่ามี 40 ส.ส.อยู่ในมือ ถามว่า 40 ส.ส.เหล่านี้จะอยู่ในมือ ร.อ.ธรรมนัสจริงสักเท่าไหร่ แล้วอยู่จริงหรือไม่ ผมคิดว่าจำนวนที่ ร.อ.ธรรมนัสควบคุม หรือกำกับได้จริงคือ ส.ส.ในกลุ่มที่ออกมาด้วยกันในนามของพรรค ศท.เท่านั้นเอง นอกนั้นผมไม่คิดว่าจะง่ายนัก ทั้งนี้ แน่นอนว่า ร.อ.ธรรมนัสเดินหน้าไปสู่เกมล้มนายกฯ และผมเชื่อว่า เมื่อมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นก็จะได้เห็นเกมล้มนายกฯเกิดขึ้นซ้ำอีก แต่ต้องบอกว่าไม่ง่ายเลย
ผมคิดว่าโอกาสน้อยมาก แต่ไม่ได้ถึงขั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะการเมืองไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่เมื่อประเมินจากเงื่อนไขต่างๆ แล้วโอกาสน้อยที่ ร.อ.ธรรมนัสจะเดินหน้าเกมล้มนายกฯได้สำเร็จ และช่วงปลายปี 2564 นั้นจะเห็นได้ว่าเกมการล้มนายกฯในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนั้นดูเหมือนว่าจะมีความเข้มข้นมากกว่าตอนนี้ด้วยซ้ำไป ก็ยังไม่สามารถที่จะกระทำสำเร็จได้เลย อย่างไรก็ตาม จำนวน 40 ส.ส.น่าจะมาจากพรรค พปชร. ซึ่งเผอิญสอดรับกับกระแสการเลือกตั้ง กทม.ที่เพิ่งจบไป โดยพรรค พปชร.มีที่นั่งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เพียง 2 ที่นั่ง ซึ่งต้องบอกว่า 2 ที่นั่งตรงนี้ในความชอบธรรมทางการเมืองนั้นมีปัญหาพอสมควรทีเดียว เพราะเดิมในการเลือกตั้ง ส.ส.นั้น ส.ส.พปชร. อนาคตใหม่ขณะนั้น และของพรรค พท. อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยที่ไล่เลี่ยกัน แต่ตอนนี้พรรค พท. ส.ก.ได้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมด้วย ขณะที่ก้าวไกล (ก.ก.) ที่ไม่เคยลงท้องถิ่น กทม. ก็ได้ ส.ก.มาจำนวนไม่น้อย ตรงกันข้ามพรรค พปชร.กลับได้ ส.ก.น้อย ซึ่งหลายคนพยายามเอาไปเทียบกับสัดส่วน ส.ส. ว่าถ้าเป็น ส.ส.จะได้เท่าไหร่ โดยเราจะเห็นได้เลยว่า เมื่อเทียบสัดส่วน ส.ส.แล้วเฉือนกันแค่ 1-2 ที่นั่งเท่านั้น ดังนั้น กระแสตรงนี้จึงไปสอดรับกับความเคลื่อนไหว และทำให้บรรดากลุ่มการเมืองต่างๆ ใน พปชร.อาจจะเปลี่ยนขั้ว เปลี่ยนค่ายได้ ตรงนี้คือสถานการณ์ที่ลงตัวแล้วทำให้ ร.อ.ธรรมนัสพูดแล้วฟังเหมือนมีน้ำหนัก แต่เอาเข้าจริงผมว่าต้องมีเงื่อนไขอีกหลายประการ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยที่ ร.อ.ธรรมนัสจะเดินเกมล้มนายกฯสำเร็จได้เพียงแค่มีการรับปากกันใน ส.ส.ว่าจะร่วมด้วย 30-40 คน แต่ต้องดูด้วยว่าจะได้จริงเท่าไหร่กี่คน
ส่วนการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2566 ผมเชื่อว่าโอกาสจะผ่านนั้นมีสูง เนื่องจากว่ากฎหมายงบประมาณนั้นเป็นของ ส.ส.ทุกคน ทุกพรรค ไม่ว่าจะฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล เพราะทุกคนต่างต้องการงบประมาณด้วยกันทั้งนั้น เพราะตรงนี้จะเป็นการขับเคลื่อนโครงการลงไปในแต่ละที่ ซึ่งขณะนี้เป็นช่วงโค้งสุดท้ายก่อนจะเข้าสู่การเลือกตั้งระดับชาติ ส.ส.ยิ่งต้องการงบประมาณเพื่อสร้างผลงาน สร้างโครงการซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็น ดังนั้น ผมจึงคิดว่า ส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลน่าจะไม่มีปัญหากับ พ.ร.บ.งบประมาณนี้ นอกจากนี้ ในการพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณจะต้องมีการตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) ซึ่งสัดส่วนมาจากพรรคการเมืองต่างๆ ตามจำนวน ส.ส.ในสภา ดังนั้น ทุกอย่างถูกคุยกันมาเรียบร้อยแล้วในชั้น กมธ. ดังนั้น ในการพิจารณาวาระ 3 มักจะไม่ค่อยมีปัญหา ดังนั้น ผมจึงคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลสำหรับกฎหมายงบประมาณ แต่ที่น่ากังวลคือเรื่องของวาระการดำรงตำแหน่งของนายกฯ 8 ปี กับการอภิปรายไม่ไว้วางใจมากกว่า ซึ่งเรื่องนายกฯ 8 ปี ก็ไม่ได้กังวลที่คำวินิจฉัย แต่กังวลในส่วนของหลังคำวินิจฉัยมากกว่าว่าจะถูก
นำกลับมาใช้เป็นประเด็นเพื่อเคลื่อนไหวในสังงคมอีกครั้งหรือไม่
เงื่อนไขที่จะทำให้ ร.อ.ธรรมนัสล้มรัฐบาลได้ไม่สำเร็จคือ เรื่องคะแนนเสียงในสภา และเรื่องของความพยายามในการประสานงานต่างๆ ในกลุ่ม 3 ป. และแกนนำหลักของพรรคการเมืองต่างๆ ในพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งประชาธิปัตย์ (ปชป.) ภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคเล็กต่างๆ ซึ่งผมมองว่าการประสานงานระหว่างแกนนำยังใช้ได้อยู่ ส่วนปัจจัยที่จะทำให้ ร.อ.ธรรมนัสล้มรัฐบาลได้ คือบรรดาเรื่องความชอบธรรมทางการเมือง ซึ่งนอกสภาประชาชนก็ตั้งคำถามกับรัฐบาลเรื่องเศรษฐกิจ และที่สำคัญที่สุดซึ่งเรามักไม่ได้มองคือสถานการณ์ในพรรค ปชป. หลายคนจะไปจับตาเฉพาะ ร.อ.ธรรมนัส กับบรรดาพรรคเล็ก แต่ผมว่าสิ่งที่น่าจับตาคือพรรค ปชป. เพราะถ้าในพรรค ปชป.สถานการณ์ยังไม่นิ่ง แล้วสุดท้ายมีการโหวตสวนมติพรรคใน
การอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อจะแสดงออกไปถึงหัวหน้าพรรคและแกนนำต่างๆ ก็อาจทำให้รัฐบาลได้รับผลกระทบในลักษณะโดมิโน
วันนี้เครือข่าย คสช. พลังอำนาจลดลงไปมาก รวมถึงตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวแสดงตรงนี้ด้วย การควบคุมสถานการณ์ทางสังคมก็ไม่ง่าย การควบคุมในพรรคร่วมรัฐบาลก็ยังต้องใช้เรื่องการต่อรองเป็นระยะ แต่เชื่อว่าความพยายามที่จะดึงสถานการณ์
ตรงนี้ ผมว่ามีตลอดเพราะอย่างน้อยจะต้องพยายามดึงไปให้ถึงการประชุมเอเปค ทั้งนี้ เชื่อว่าหาก 3 ป.ยังคุยกันได้จะสามารถประคองรัฐบาลนี้ไปได้ และผมเชื่อว่า 3 ป.แตกกันได้ยากมากเพราะเขามีความสัมพันธ์ในทางส่วนตัว เป็นพี่เป็นน้องกัน เป็นคนที่เติบโตมาด้วยกัน แต่สิ่งที่จะทำให้ 3 ป.มีปัญหากันคือทีมงานของแต่ละ ป. มากกว่า ซึ่งเราจะเห็นการปะทะกันบ่อยๆ ระหว่างทีมลุงตู่กับทีมลุงป้อม ฯลฯ
สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้รัฐบาลไปไม่ได้จริงๆ คือเรื่องของวิกฤตและความชอบธรรมต่างๆ อีกหลายประการ
ปฐวี โชติอนันต์
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.อุบลราชธานี
ถ้าเป็นดังคำกล่าวของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่สามารถคุมเสียง ส.ส.ได้ถึง 40 คน คิดว่าศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ น่าจะมีผลสะเทือนกับรัฐบาลไม่มากก็น้อย ประการแรก เรื่องความเชื่อมั่นและเสถียรภาพของรัฐบาล ถ้า ส.ส. 40 คน ที่ถูกกล่าวอ้างว่าคุมเสียงได้ การโหวตไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีท่านใดท่านหนึ่งร่วมกับเสียง ส.ส.ของฝ่ายค้าน จนนำมาสู่นายกฯ หรือรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายได้รับเสียงโหวตไม่ไว้วางใจมากกว่า 251 เสียง ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร สิ่งนี้ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นและเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างมาก เนื่องจากการโหวตไม่ไว้วางใจนั้น แสดงให้เห็นว่าการบริหารประเทศของนายกฯหรือรัฐมนตรีที่ถูกลงมติไม่ไว้วางใจนั้น บริหารงานล้มเหลวจนไม่ได้รับความไว้วางใจให้ทำงานต่อ
ประการที่สอง ถ้าคะแนนเสียงลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯ หรือรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายในครั้งนี้เกิดขึ้น แน่นอนย่อมส่งผลต่อการเปลี่ยนตัวนายกฯคนใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่แทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และนำไปสู่การยุบสภาและเลือกตั้งใหม่หลังจากนั้น ส่วนถ้ารัฐมนตรีถูกโหวตไม่ไว้วางใจเกินกึ่งหนึ่ง เราก็จะได้เห็นการปรับ ครม.กันอีกรอบ ตรงนี้มีประเด็นสำคัญที่อาจจะทำให้กลุ่ม ส.ส. และพรรคร่วมรัฐบาลสามารถที่จะต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีได้อีกรอบ
สุดท้ายคือการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคพลังประชารัฐและพรรคร่วมรัฐบาลที่รัฐมนตรีถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจได้รับคะแนนโหวตไม่ไว้วางใจเกินกึ่งหนึ่งตามที่ได้กล่าวมา การเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึงในปีหน้าคงลำบากแน่นอน เนื่องจากจะเป็นเป้าในการโจมตีว่าทำงานไม่สำเร็จ การบริหารงานมีความผิดพลาดซึ่งส่งผลต่อการจัดทำนโยบายในการหาเสียงครั้งหน้าอย่างมาก ผมคิดว่าเพื่อไม่ให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นในอนาคต พรรคพลังประชารัฐที่นำโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และพรรคการเมืองต่างๆ คงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาเสียงโหวตให้ไว้วางใจคนของตนเองให้ทำงานทั้งในสภาและนอกสภา
การรักษาตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ ยังคงต้องอาศัยบารมีของบิ๊กป้อมที่มีต่อ ส.ส.ในเครือข่ายและพรรคร่วมรัฐบาลมากขึ้น ในการโหวตสนับสนุนนายกฯและรัฐมนตรีอย่าให้มีการแตกแถว ทั้งนี้เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลและการคุมเกมเพื่อความได้เปรียบในการเลือกตั้งครั้งหน้า ผมยังมองว่ารัฐบาลยังคงได้รับความไว้วางใจจาก ส.ส.ในสภาให้อยู่ต่อไปให้ครบเทอม ด้านหนึ่งยังเชื่อในบารมีบิ๊กป้อมที่ยังสามารถคุยและประสานกับ ส.ส.กลุ่มต่างๆ ได้ แต่อีกด้านหนึ่งคือ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลไม่อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงหรือมีการยุบสภาในเร็วนี้ๆ
เนื่องจากถ้าการพิจารณางบประมาณของรัฐบาลปลายเดือนนี้ผ่านไปด้วยดี รัฐบาลจะมีเม็ดเงินจำนวนมากในการจัดทำนโยบายและโปรยเม็ดเงินจำนวนมหาศาลก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหญ่ในปีหน้า

