หน้าแรก การเมือง พิธา ลั่นคว่ำ...

พิธา ลั่นคว่ำงบปี’66 ซัดเหมือนช้างป่วยที่ปรับตัวไม่ได้ จัดงบไม่ตอบโจทย์ฟื้นฟูประเทศ

29.05.22 | 12:51 น.

พิธา ลั่นคว่ำงบปี’66 ซัดเหมือนช้างป่วยที่ปรับตัวไม่ได้ ชี้จัดงบไม่ตอบโจทย์ปีแห่งความหวัง-ฟื้นฟูประเทศ ด้านไอติม​ เผย 2 โจทย์สำคัญที่ยังตกหล่น

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 พฤษภาคม ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล จัดกิจกรรม “Hackathon งบ 66 : ร่วมออกแบบ #งบประมาณฉบับก้าวไกล ที่เราอยากเห็น” ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงแผนการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ว่า พรรคก้าวไกลจะชี้แจงให้เห็นว่า ความจริงปีนี้เป็นปีแห่งการฟื้นฟูประเทศ เนื่องจากสถานการณ์โควิดที่ทั่วโลกจากเคยมีผู้ติดเชื้อสูงสุด 4 ล้านคน ตอนนี้เหลืออยู่แค่ 5 แสนคน ขณะเดียวกันอัตราเสียชีวิตก็ลดลง การฉีดวัคซีนก็เยอะขึ้น

เป็นปีที่การท่องเที่ยวน่าจะกลับมา การจัดงบประมาณในช่วงที่น้ำขึ้นต้องรีบตัก กระบวยของประเทศไทยใหญ่แค่ไหน ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการจัดงบประมาณเพื่อให้สอดคล้องกับการฟื้นฟูประเทศ เป็นงบที่ทำให้ประเทศและประชาชนมีความหวัง

นายพิธากล่าวว่า แต่เมื่อพรรคก้าวไกลได้ดูงบประมาณปี 66 เหมือนเป็นงบช้างป่วยที่ปรับตัวไม่ได้ งบประมาณที่ได้รับมากที่สุดคืองบกลาง ประมาณ 5 แสนกว่าล้านบาท โดย 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นงบบำเหน็จ บำนาญ และงบรักษาพยาบาลของข้าราชการ งบที่ปรับสูงมากที่สุดเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว คืองบของรัฐวิสาหกิจ โดยหน่วยงานที่ได้รับสูงสุด เช่น ธ.ก.ส. ซึ่งเป็นงบที่นำไปจ่ายเรื่องการอุดหนุนการเกษตรย้อนหลังไปถึงปี 51 จะเห็นว่างบที่จัดสรรแทนที่จะเป็นเรื่องการฟื้นฟูประเทศ กลับเป็นงบของอดีต สมมุติว่าประเทศไทยเก็บภาษีได้ 100 บาท พบว่า 70 บาท ถูกใช้จ่ายกับอดีตจนหมด ทั้งเงินบำนาญและสวัสดิการข้าราชการ เงินกู้ จะมีเหลืออยู่เพียง 30 บาท ที่สำหรับบริหารในอนาคต

“ผมในฐานะที่อภิปรายงบประมาณเป็นปีที่ 4 แล้ว จะเห็นว่ามันเป็นช้างป่วยที่ปรับตัวไม่ได้ ปีแรกเห็นแล้วว่าฝนกับพายุกำลังจะเข้าก็จัดแบบนี้ ปีที่สองฝนตกเริ่มหนักขึ้นแล้วก็จัดแบบนี้ ปีที่สามพายุเข้าก็ยังจัดแบบนี้ ปีนี้ฟ้าใหม่และฟ้าเปิดแล้ว มีโอกาสปรับตัวได้มากขึ้น เรื่องเศรษฐกิจก็น่าจะเปิดแล้ว การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ก็ทำให้เห็นว่าคนสามารถมีความหวังผ่านการเลือกตั้ง ปีหน้าก็จะมีการเลือกตั้ง บทอวสานของผู้นำที่มาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็อาจจะหมดไปในเดือนสิงหาคม เพราะครบ 8 ปี ฉะนั้น สำหรับผมมันเป็นปีที่เราจะต้องสร้างความหวัง หากเราทำงบประมาณปีนี้ให้ดี ประเทศไทยจะมีความหวังไปข้างหน้าและสามารถปรับตัวได้ใน 10 ปี ถ้าเราจัดงบแบบเดิม เราก็จะถอยหลังไปอีก 10 ปีเช่นกัน ฉะนั้นพรรคก้าวไกลคงไม่สามารถที่จะให้งบประมาณผ่านวาระแรกไปได้ ในอดีตเราเห็นใจโดยใช้วิธีงดออกเสียง และไปพิจารณาในวาระ 2 แต่เราให้โอกาสมา 2-3 ครั้ง ในการแก้ตัวก็ไม่ดีขึ้น” นายพิธากล่าว

เมื่อถามว่า 4 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยเห็นความเปลี่ยนแปลงใดๆ อยากจะนำเสนอเรื่องไหนที่น่าเป็นห่วง หรือควรปรับให้เร็วที่สุดหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า ตนคิดว่าเป็นยาขมที่ทุกคนต้องกลืน รวมถึงพี่น้องข้าราชการที่เคารพรักทุกคน ต้องมาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้การบริหารราชการว่องไวมากขึ้น และแก้ปัญหาให้ประชาชนได้เร็วมากขึ้น หนึ่งสิ่งคือการกระจายอำนาจให้ข้าราชการไปอยู่กับท้องถิ่นมากขึ้น ขณะเดียวกันเรื่องดูแลให้ข้าราชการกับประชาชนเท่ากัน เช่น งบบำนาญในงบกลางประมาณ 3 แสนล้านบาท เพื่อดูแลข้าราชการที่เกษียณแล้ว 8 แสนคน ขณะที่งบดูแลผู้สูงอายุประมาณ 8 หมื่นล้านบาท ดูแล 10 ล้านคน จะเห็นว่างบบำนาญข้าราชการสูงกว่างบสวัสดิการคนชรา 57 เท่า ซึ่งสูงเกินไป ฉะนั้น การเก็บภาษีจากประชาชนเพื่อมาดูแลรัฐราชการอุ้ยอ้ายที่ไม่สามารถตอบโจทย์ประชาชนได้ หากเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะมีปัญหา

Advertisement

ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ในฐานะผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบายของพรรคก้าวไกล กล่าวว่า เราไม่ได้ตั้งคำถามกับการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพียงอย่างเดียว แต่เราตั้งความหวังให้กับประชาชนด้วย สำหรับการจัดงบ ในครั้งนี้สิ่งที่ยังตกหล่นอยู่ โจทย์แรก คือ เรื่องเศรษฐกิจ เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่จะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจเคียงข้างกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งในงบประมาณปี 66 งบการลงทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลดลง 10 เปอร์เซ็นต์ โดยงบประมาณส่วนใหญ่ใช้ไปกับการสร้างถนนหนทางเพียงอย่างเดียว

โจทย์สอง คือ เรื่องของสวัสดิการ ที่เราก็เห็นว่าประชาชนทุกช่วงวัยกำลังเดือดร้อน แต่ยังเห็นงบบางส่วนที่ยังไม่ได้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลประชาชน เช่น เบี้ยผู้สูงอายุ ก็ถูกปรับขึ้นแค่ชั่วคราวเพียง 6 เดือนเท่านั้น จาก 600-1,000 บาท ขึ้นมาเป็น 750-1,250 บาท ยังไม่มีการตั้งหรือยกระดับแบบถาวร เรายังไม่เห็นงบที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อทำให้พ่อแม่มือใหม่ทุกคน เข้าถึงเบี้ยเด็กเล็กแรกเกิดทั่วหน้า อย่างครบถ้วนทุกคนจริงๆ และเรายังไม่เห็น งบที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อพยามจะฟื้นฟูการเรียนรู้ที่ทดถอยไป เพราะทางกองทุนเพื่อความเสมอภาคเพื่อการศึกษา ได้ประมาณการออกมาว่าโควิด-19 ทำให้การเรียนรู้ของนักเรียนถดถอยประมาณ 1-2 ปี นี่เป็นของโจทย์ใหญ่ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการดูแลสวัสดิการของประชาชน