‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ฉะงบ’66 เปรียบเป็นงบเรียกค่าไถ่ ชี้นายกฯเป็นกองปัญหาของประเทศ

31.05.22 | 13:13 น.

 

‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ฉะงบ’66 เปรียบเป็นงบเรียกค่าไถ่ ชี้นายกฯเป็นกองปัญหาของประเทศ หลงตัวเอง ไร้ความรู้-ความสามารถ จี้คืนความสุขให้ ปชช. ยุบสภา-ลาออก มั่นใจรัฐบาล พท.ทำงบพาประเทศผ่านวิกฤตได้แน่ ขอพรรคร่วม รบ.-เป็นกลาง​ โหวตคว่ำเพื่อโอกาส สร้างอนาคต สร้างความหวังให้กับประเทศ

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ขึ้นอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 เป็นคนแรก ว่างบประมาณ 3.185 ล้านล้านบาท ที่ ครม.จะมาขอต่อสภาเพื่อนำไปใช้ ท่านอ้างว่าจะเอาไปพัฒนาประเทศ จะไปแก้ไขตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ฉะนั้น งบประมาณก้อนนี้มีความสำคัญ สภาไม่เคยปฏิเสธ 2 ปีที่ผ่านมาพรรคร่วมฝ่ายค้านส่วนใหญ่มีมติไม่เห็นชอบด้วยในวาระรับหลักการ แต่เราก็เข้าใจว่ามีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณ มีข้อเสนอแนะ มีข้อติติง มีข้อสังเกตเพื่อเข้าสู่การพิจารณาในวาระ 2-3 และร่วมเป็นกรรมาธิการเพื่อตอบสนองสิ่งที่รัฐบาลแถลงต่อสภา เพื่อแก้ปัญหาให้กับประเทศ แต่ความสำคัญของงบประมาณใน 2-3 ปีที่ผ่านมาบอกได้ว่าสิ่งที่รัฐบาลเสนอมาไม่เห็นความสำคัญของปัญหาประเทศ ไม่เห็นหัวประชาชน โดยเฉพาะผลสัมฤทธิ์ที่นำงบประมาณไปใช้ไม่ตอบโจทย์และไม่แก้ปัญหาประเทศ

นพ.ชลน่านกล่าวต่อว่า ฉะนั้น งบประมาณปีนี้ 3.185 ล้านล้านบาท จึงมีความสำคัญที่เราจะพิจารณาอย่างถี่ถ้วน โดยเฉพาะเราจะให้ผ่านในวาระรับหลักการเลยหรือไม่ จากการพิจารณาเอกสารงบประมาณทั้งหมด ตัวเม็ดเงิน แผนงาน โครงการ ประโยชน์ที่จะได้รับ ประกอบกับสถานการณ์ในประเทศขณะนี้ และคณะผู้บริหารงบประมาณคือ ครม. นายกฯจะนำเม็ดเงินไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เรามีมติร่วมกันว่าไม่อาจรับหลักการได้ เพราะหากเรารับหลักการนั่นคือการทำลายประเทศ สู้เสียโอกาสไปบ้าง ใช้เวลาไม่มากแล้วนำเม็ดเงินเหล่านี้ไปจัดสรรใหม่ โดยงบประมาณแผ่นดินเป็นเครื่องมือสำคัญในการใช้ฟื้นฟูพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในยามที่ประเทศเกิดวิกฤต ไม่ว่าจะการระบาดด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ ประชาชนทุกข์ยากลำบากแสนสาหัส ตกงาน ลูกหลานไม่ได้เรียนหนังสือ สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากการบริหารงานที่ผิดพลาด ล้มเหลวของรัฐบาล โดยสถานะของประเทศขณะนี้อยู่ในสถานะวิกฤตที่ยิ่งใหญ่ แต่รัฐบาลกลับรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขาดการวางแผน ขาดความรู้ ความสามารถในการแก้ปัญหาทั้งระยะสั้น กลาง ยาว จึงเป็นเหตุให้ประเทศอยู่ในภาวะรายได้หด รายจ่ายแพง หนี้สินขยายตัวมาก

นพ.ชลน่านกล่าวต่อว่า ส่วนการจัดสรรงบประมาณตอบโจทย์การแก้ปัญหานี้หรือไม่นั้น รัฐบาลกลับไม่ใช้โอกาสนี้ในการใช้เม็ดเงินที่มากเช่นนี้ในการแก้ปัญหาให้กับประเทศ โดยเหตุผลที่จะไม่รับหลักการคือ 1.เราไม่อาจอนุญาตให้รัฐบาลบริหารงบประมาณก้อนนี้ได้ต่อไป เพราะเป็นรัฐบาลหมดสภาพ ไม่สามารถบริหารจัดการอะไรได้ ทั้งเรื่องของการบริหารจัดการ มาตรการที่จำเป็นต่างๆ ขาดวิสัยทัศน์และนโยบายที่สำคัญ บริหารด้วยวาจา แก้ตัว โยนโทษให้คนอื่น ที่สำคัญคือพยายามที่จะเหนี่ยวรั้งหาโอกาสอยู่ต่อสืบทอดอำนาจ ท่านบอกว่าจะคืนความสุขให้ประชาชน ถามว่า 8 ปีที่ผ่านมานั้นมีหรือไม่ คืนความสุขให้แต่พวกพ้อง สิ่งที่น่าเสียใจที่สุด เมื่อท่านมาจากการยึดอำนาจก็มาแปลงร่างว่ามาจากประชาธิปไตย ใช้กลไกแก้รัฐธรรมนูญจัดทำกติกาเอื้อประโยยชน์ให้ตัวเอง ทำให้เป็นประชาธิปไตยเพียงวาทกรรม แต่การกระทำยังยึดอำนาจเงียบ ยึดตัวเองเป็นใหญ่

Advertisement

นพ.ชลน่านกล่าวอีกว่า นายกฯมีบุคลิกภาพแปรปรวนแบบนาซิซีติส หรือโรคหลงตัวเอง ตอนนี้กระแสประชาธิปไตยฟีเวอร์เทคะแนนเกือบ 1.4 ล้านเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. จนเป็นสีเขียวทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะแค่ใน กทม. และเป็นคู่เทียบนายกฯ ยิ่งตอกย้ำคุณลักษณะผู้นำ เป็นนายกฯที่ขาด M คือ Money หาเงินไม่เป็น หารายได้ไม่เก่ง และไม่มี Empathy คือไม่มีภาพเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ พร้อมบวกทุกอย่าง แถมยังฝากมรดกหนี้ไว้ ทั้งหนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือน หนี้เสีย คนจนเพิ่ม ตกงานพุ่ง มาตรการซอฟต์โลนล้มเหลว เอกชนแห่ปิดกิจการ ล้มเหลวในประเทศและเวทีโลก ปล้นอำนาจประชาชน ไม่สามารถดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้ บริหารประเทศขาดหลักนิติรัฐ นิติธรรม ไม่ยึดหลักกฎหมาย นายกฯเป็นกองปัญหาของประเทศ ควรเปลี่ยนผู้นำเพื่อพาประเทศ พ้นวิกฤต งบประมาณก้อนนี้สามารถเปลี่ยนนายกฯได้ หากสภาเห็นพ้องต้องกันลงมติไม่รับหลักการ ตนเชื่อมั่นว่านายกฯจะมีจิตสำนึกรับผิดชอบในสิ่งที่ไม่สามารถบริหารประเทศได้ ควรยุบสภาหรือลาออก ไม่เช่นนั้นจะเป็นกับดักเราในอนาคต โดยมีการซ่อนงบไว้โดยรัฐบาลและผู้บริหารเม็ดเงิน

นพ.ชลน่านกล่าวต่อว่า ร่างงบประมาณ ปี 2566 ถือเป็นทางตันทุกมิติที่ไม่สามารถนำไปสู่การตั้งงบประมาณที่ตามแบบแผน ตามนโยบายงบประมาณที่ถูกและเหมาะสม โดยนโยบายงบประมาณเป็นแบบขาดดุล เพราะบอกว่าจัดเก็บได้แค่ 2.49 ล้านล้านบาทเท่านั้น แต่ตั้งตัวเลขไว้ที่ 3.185 ล้าน ซึ่งที่เหลือต้องกู้มา และตัวเลขที่ขาดดุล ที่กู้มาอยู่ที่ 695,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดันเพดานวงเงินที่สามารถจะกู้ได้ โดยวงเงินที่สามารถกู้ได้ในการขาดดุลครั้งนี้มีแค่ 708,000 ล้านบาทเท่านั้น นอกจากจะเจอทางตันของการจัดงบประมาณ ปี 2566 แล้ว เมื่อไปดูรายละเอียดในการจัดลงกระทรวงต่างๆ แล้วยังไม่ตอบโจทย์ของประเทศ เนื่องจากประเทศอยู่ในภาวะวิกฤตแต่ท่านจัดแบบปกติ ไม่จัดลำดับความสำคัญให้ประเทศให้เป็นไปตามข้อเท็จจริง จัดลำดับความสำคัญให้กับตนเองและพวกพ้อง จึงเป็นงบประมาณที่สิ้นหวัง เช่น การตัดงบที่ควรจะให้ SMEs ไปเพิ่มให้งบด้านความมั่นคง โดยงบด้านความมั่นคงดูแลความปลอดภัยไซเบอร์เพิ่มขึ้นถึง 120% ทั้งนี้ ยังมีเรื่องงบที่ส่อโกง ไม่ว่าจะเป็นงบกระทรวงคมนาคมที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน แม้จะจำเป็นแต่วิธีการจัดสรรงบประมาณเปรียบเสมือนเป็นงบประมาณเรียกค่าไถ่เพื่อให้อยู่ในอำนาจยาว

“ขอให้ชี้แจงให้ประชาชนได้เห็น อย่าปล่อยให้เขาเรียกค่าไถ่จนนำพาประเทศออกจากวิกฤตไม่ได้ การเลือกตั้งครั้งสุดท้ายสิ่งเหล่านี้ส่อเอื้อประโยชน์ในพื้นที่ของกลุ่มการเมืองที่คาดว่าจะได้คะแนนนิยม ส่อโกงเพื่อประโยชน์ มีแต่งบสิ้นหวังทุกหน้ากระดาษ สิ่งที่เราไม่รับนั้นเรามีทางออก ประชาชนจะเจองบประมาณฉบับเพื่อไทย เพื่อออกวิกฤต ให้ประชาชนได้รู้ว่าเป็นความหวังจริงหรือไม่ เชื่อว่าจะเป็นคู่เทียบและเห็นภาพความแตกต่างชัดเจน เพื่อให้รัฐบาลชุดต่อไปที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นผู้จัดทำงบประมาณ เราไม่อาจรับหลักการร่างกฎหมายนี้ที่จัดขึ้นโดย พล.อ.ประยุทธ์ได้ เราไม่เห็นชอบและไม่ต้องไปแก้ไขในชั้นกรรมาธิการ เพราะเราต้องการให้ตกไปเลย เนื่องจากการแก้ไขในชั้นกรรมาธิการไม่ได้เกิดประโยชน์ และไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ถ้างบฉบับนี้ไม่ผ่านชั้นรับหลักการ ท่านจะเป็นผู้คืนความสุขให้ประชาชน หากไม่เชื่อผม ขอให้ลองทำ และสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลหรือสมาชิกที่เป็นกลาง หากได้ฟังคำอภิปรายของผม โปรดมาช่วยกันในการลงมติไม่รับร่างงบฉบับนี้ เพื่อสร้างโอกาส สร้างอนาคต สร้างความหวังให้กับประเทศชาติของเราต่อไป” นพ.ชลน่านกล่าว