‘อมรัตน์’ ซัด ‘ประยุทธ์’ ติดใจวิถีโจร จัดงบเลือกตั้งน้อย เสนอ ตัดงบศาล รธน.ให้เหี้ยน ลดภาระ ปท.
เมื่อเวลา 14.02 น. วันที่ 1 มิถุนายน ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ในวาระที่ 1 ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ เป็นวันที่ 2 โดย นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) อภิปรายว่า นอกจากการจัดทำงบ 2566 จะเหมือนช้างป่วยแล้ว แต่ยังมีควาญช้างยังโง่เขลาเบาปัญญา ที่พาช้างไปอยู่ใกล้หุบเหวลึกทุกที และเป็นการจัดงบที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร ไม่แยแสประชาชน จัดแบบอยู่ไปวันๆ ทั้งที่ภัยของความมั่นคงเปลี่ยนรูปแบบมาก แต่งบด้านความมั่นคงยังเหมือนเดิม บางหน่วยงานก็มากขึ้นด้วยซ้ำ เช่น สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ได้รับงบมากขึ้นกว่าเดิม และอยู่ในยุคที่ 3 เหล่าทัพ ประกาศสู้รบกับลาซาด้า
นางอมรัตน์อภิปรายต่อว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้รับงบ 1.15 หมื่นล้านบาท แต่ 70% เป็นงบบุคลากร อีก 20% เป็นงบสร้างและงบซื้อ คือการสร้างแฟลต และสร้างโรงพัก มีเพียง 10 % ที่เกี่ยวข้องกับประชาชน งบปฏิรูประบบตำรวจที่ดูเหมือนดี แต่ถูกใช้ไปกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง งบตำรวจอุ้ยอ้าย มาจากการที่ตำรวจต้องแบกภาระงานที่ไม่ใช่หน้าที่ และเป็นงานที่ล้าสมัย เช่น ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจป่าไม้ ตำรวจรถไฟ กอ.รมน. และ ตชด. เพราะเรามีกระทรวงที่เกี่ยวข้องดูแลเรื่องเหล่านี้แล้ว เช่น กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา หรือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น จึงต้องลดบทบาทของหน่วยงานที่ซ้ำซ้อนเหล่านี้ไป ยกตัวอย่าง ตชด.ที่ได้รับงบกว่า 3 พันล้านบาท เท่ากับงบของตำรวจนครบาล รวมกับงบตำรวจภูธรภาค 1 และตำรวจภูธรภาค 2
นางอมรัตน์อภิปรายว่า นอกจากนี้ หลัง คสช.มีอำนาจ ออกคำสั่ง 7/2559 ปรับเงินความก้าวหน้าของพนักงานสอบสวนออกไปหมด ทั้งที่งานสอบสวนเป็นงานหนัก และมีแรงกดดันสูง พ.ร.บ.ตำรวจ ก็ยังไม่ได้มีความชัดเจนว่า จะยกเลิกคำสั่งนี้หรือไม่ นอกจากนี้ยังพบว่า ตำรวจภูธรภาค 5 ออกคำสั่งให้ตำรวจเชียงใหม่ปลูกหัวไชเท้า และข้าวโพดอ่อน ซึ่งไม่ใช่งานที่ยกระดับงานของตำรวจ ตนมีปัญหากับระเบียบของอัยการอยู่ 2 เรื่อง คือ การสั่งเลื่อนนัดเป็นประจำ ทำให้ประชาชนที่ต้องเดินทางไกล และอยากให้อัยการได้ออกนอกพื้นที่ เพื่อลดภาระของเจ้าหน้าที่สอบสวน ส่วนหลักสูตรทั้งหลาย เช่น หลักสูตรนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นปธ.) หรือหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง หรือการให้ผู้พิพากษาไปร่วมหลักสูตรกับวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ตนอยากให้เลิกหลักสูตรเหล่านี้เสียที เพราะจะเป็นการสร้างคอนเน็กชั่น ซึ่งย้อนแย้งกับความเป็นอิสระ และมีความสิ้นเปลืองงบประมาณ
นางอมรัตน์กล่าวว่า มีเงินก้อนหนึ่งที่หากตัดออกไปได้ทั้งหมดจะช่วยบรรเทาภาระของประเทศได้ คือ งบศาลรัฐธรรมนูญ ควรตัดงบออกไปได้ทั้ง 100% ส่วนงบเรือนจำ ที่ได้งบ 1.47 หมื่นล้านบาท เป็นงบบุคลากร 5 พันล้านบาท งบควบคุมผู้ต้องขัง 6 พันล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นงบค่าอาหารกว่า 4.4 พันล้านบาท ตกมื้อละ 15 บาท และงบฟื้นฟูนักโทษได้เพียง 80 สตางค์ต่อวันเท่านั้น โดยเรือนจำไทยยังเป็นที่อยู่ของแพะจำนวนมาก
นางอมรัตน์กล่าวว่า ผลพวงจากการรัฐประหารเมื่อ 8 ปีก่อนได้ทำลายประเทศอย่างย่อยยับโดยเฉพาะหลักนิติรัฐ และหลักนิติธรรม เมื่อดูงบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องตกใจเพราะงบการเลือกตั้งที่มีไม่เพียง หรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คิดว่าจะไม่มีการเลือกตั้ง หรือติดใจวิถีโจร เหมือนเมื่อปี 2557
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนางอมรัตน์อภิปรายถึงตรงนี้ ประธานฯได้ตักเตือน ทำให้นางอมรัตน์ถามกลับว่าผิดตรงไหน ก็เขาเป็นโจรปล้นประชาธิปไตย และเป็นโจรจริงๆ ประธานฯจึงชี้แจงว่าถ้อยคำใดที่หนักเกินไปก็ไม่เหมาะไม่ควร ไม่ต้องถอน แต่ขอเตือนว่าไม่เหมาะสม ทำให้ นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ประท้วงประธานฯว่าผู้อภิปรายกล่าวร้าย โดยประธานฯตักเตือนหลายครั้งแล้ว ขอให้ประธานฯสั่งให้นางอมรัตน์ถอนคำพูด เพราะรัฐบาลชุดนี้มาจากการเลือกตั้งตามกฎหมาย สุดท้ายขอฝากเตือนผู้อภิปรายถึงสุภาษิตไทย ว่าสำเนียงส่อภาษากิริยาส่อสกุลจริงๆ ก่อนที่นางอมรัตน์จะพูดว่า “ดิฉันไม่นับญาติกับโจร”
จากนั้น นางอมรัตน์อภิปรายต่อว่า ทั้งนี้ กกต.ควรปรับเปลี่ยนรูปแบบการเลือกตั้งที่ต้องมีรายละเอียด เช่น บัตรเลือกตั้งที่มีรายละเอียดของผู้สมัคร เพื่อป้องกันบัตรเสีย การให้นักโทษมีสิทธิเลือกตั้ง การจัดงบสนับสนุนเครือข่ายสังเกตการเลือกตั้งครบทุกหน่วย เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ดังนั้น ตนจึงไม่สามารถโหวตให้งบปี 2566 ผ่านได้

