เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน จากกรณีวิวาทะจำนำข้าว ซึ่งนายกรัฐมนตรียกขึ้นมาโจมตีฝ่ายค้านในการอภิปรายงบประมาณปี 2566 โดยได้ถามกลับฝ่ายค้านว่ารัฐบาลไหนเป็นคนทำไว้ พร้อมเล่าว่าต้องชดใช้หนี้เป็นจำนวนหลายแสนล้าน จนมีหลายฝ่ายออกมาตอบโต้ เช่น ดร.เดชรัต สุขกำเนิด นักวิชาการด้านเศรษฐศาตร์ ที่ออกมาระบุว่า นายกฯพูดความจริงไม่หมด หนี้จำนำข้าวไม่ได้มากแบบที่นายกรัฐมนตรีอ้าง
ล่าสุด นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีต รมว.คลังโพสต์เฟซบุ๊ก เขียนข้อความแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องจำนำข้าว โดย ระบุว่า “หนี้จำนำข้าว” บันทึกเป็นหนี้สาธารณะครบถ้วน โดยไม่หักมูลค่าข้าวในคลังสินค้าเสียด้วย
“ซุกหนี้ไว้ใต้พรม” คือพฤติกรรมรัฐบาลนี้ ที่ใช้มติ ครม.สั่งการให้ธนาคารจ่ายไปก่อน แล้วจะตั้งงบฯปีถัดไปมาจ่ายคืน
ขณะที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กรณีที่ถูกเอ่ยพาดพิงถึงในระหว่างอภิปรายชี้แจงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ประจำปี 2566 โดยมีเนื้อหา ดังนี้
“จากที่คุณประยุทธ์ชี้แจงในการอภิปรายงบประมาณปี 2566 และได้มีการพาดพิงรัฐบาลดิฉันว่าต้องใช้หนี้โครงการรับจำนำข้าวไปแล้วกว่า 7 แสนล้านบาท รู้สึกได้ทันทีว่าเป็นคำกล่าวหาเดียวกันที่เคยใช้มาเมื่อหลายครั้ง ซึ่งดิฉันก็ได้ชี้แจงไปแล้วเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2564
ดิฉันจึงอยากขอฝากอะไรไว้ให้เป็นแง่คิดระหว่างพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีว่า แม้รัฐบาลดิฉันถูกโจมตีอย่างหนักว่า ‘สร้างหนี้’ ทั้งๆ ที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่เพียง 45.91% แต่หลังรัฐประหารผ่านไป 8 ปี หนี้ได้พุ่งขึ้นไปที่ 60.58% โดยรัฐบาลคุณประยุทธ์จัดทำงบประมาณขาดดุลมากขึ้นๆ ทุกปี
หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นในช่วง 8 ปีที่ผ่านมามีจำนวนสูงถึง 4.4 ล้านล้านบาท ขณะที่รัฐบาลยังมีแผนการก่อหนี้ไปเรื่อยๆ อย่างไร้ยุทธศาสตร์ของการเพิ่มรายได้ ผิดหลักการที่ต้องใช้เงินกู้เพื่อทำให้เศรษฐกิจขยายตัว และเมื่อขณะนี้ประชาชนไม่มีรายได้เพิ่ม หนี้สินภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น รัฐบาลจึงไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้เพียงพอ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ ไม่สามารถลดการขาดดุลงบประมาณลง
ดิฉันจึงขอตั้งคำถามไว้ว่าการที่หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างน่าใจหายของรัฐบาลคุณประยุทธ์ เป็นเพราะโครงการรับจำนำข้าว หรือบริหารงานไม่เป็น หากมองย้อนกลับไปดิฉันก็ยังคงภูมิใจที่ได้บริหารประเทศภายใต้หลักการที่เพิ่มเงินในกระเป๋าให้พี่น้องประชาชน พร้อมกับสร้างรายได้ให้ประเทศมากขึ้น จนสามารถประกาศว่าจะทำงบประมาณให้สมดุลได้ใน ปี 2560 แตกต่างจากรัฐบาลปัจจุบันที่ไม่สามารถเป็นที่พึ่งและความหวังของประชาชนได้แม้แต่น้อยค่ะ”

