ตรวจการบ้านฝ่ายค้าน-รัฐบาล ยก 1 ถกงบ 3.1 ล้านล้าน

4.06.22 | 09:14 น.

ตรวจการบ้านฝ่ายค้าน-รัฐบาล

ยก 1 ถกงบ 3.1 ล้านล้าน

หมายเหตุ เป็นความเห็นนักวิชาการในการประเมินการทำงานของพรรคร่วมฝ่ายค้านในการอภิปราย และการชี้แจงของฝ่ายรัฐบาลในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 วงเงิน 3.185 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 1 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป

ฐิติพล ภักดีวานิช
คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

รายงานหน้า 2 : ตรวจการบ้านฝ่ายค้าน-รัฐบาล ยก 1 ถกงบ 3.1 ล้านล้าน

ในส่วนข้อมูลของฝ่ายรัฐบาลไม่ค่อยเป็นการอภิปรายงบประมาณจริงๆ แต่เป็นการพยายามสร้างเครดิตของตัวเอง สร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลมากกว่า มี ส.ส.รัฐบาลบางคนพูดในเชิงอวดตัวเองว่า สิ่งที่รัฐบาลทำมาดีแล้ว เป็นการหาเสียงในสิ่งที่ตัวเองทำมา และสิ่งที่รัฐบาลจะทำมากกว่า ต่างจากของฝ่ายค้านที่มีการหยิบยกประเด็นต่างๆ

จริงๆ แล้ว ถ้าพูดถึงการใช้งบประมาณ หลายประเด็นรัฐบาลไม่สามารถอภิปรายตอบได้อย่างจริงจัง สุดท้ายประชาชนก็ไม่ได้อยู่ในลำดับความสำคัญในการพิจารณาเรื่องงบ การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โชา นายกรัฐมนตรี ตอกย้ำนโยบายจำนำข้าวว่าทำให้ขาดทุน ซึ่งความจริงนโยบายลักษณะนี้ช่วยหนุนภาคเกษตรหลายประเทศในฝั่งยุโรป หรือญี่ปุ่นเอง ก็มีนโยบายหนุนภาคเกษตรเช่นนี้ รัฐบาลจะบอกว่าขาดทุน “ไม่ได้” เพราะเป็นเงินที่ให้เพื่อส่งเสริมการทำงานของเกษตรกร ทุกอย่างที่เป็นการลงทุนของภาครัฐก็จะขาดทุนทั้งนั้น แต่ควรจะมองว่าเป็นประโยชน์ที่ประชาชนควรจะได้รับ เป็นการพยายามใช้วาทกรรมทางการเมืองเพื่อสร้างความชอบธรรมของรัฐบาลในการใช้งบประมาณต่อไป

Advertisement

ในเรื่องงบประมาณจัดซื้ออาวุธ รัฐบาลไม่ได้อธิบายอะไรอย่างจริงจัง สุดท้ายแล้วคำว่า ความมั่นคง ควรจะกลับไปที่อะไร รัฐบาลไม่เคยตีความ หรืออธิบายความหมายของคำว่า ความมั่นคงแห่งรัฐ ว่าคืออะไร ความหมายของคำว่าความมั่นคงแห่งรัฐในรัฐบาลชุดนี้ คือมองเพียงแค่ด้านการทหาร แต่ความจริงรัฐบาลควรเข้าใจความหมายในยุคปัจจุบัน ที่ความมั่นคงไม่ได้อยู่แค่การทหารด้านเดียว ถ้าจะพูดถึงความจำเป็นของการใช้อาวุธ ก็จะเป็นตรรกะเดิมๆ คือ เรื่องความมั่นคง เรื่องการใช้อาวุธ รัฐบาลไม่เคยที่จะอธิบายได้อย่างมีเหตุผล ว่าความจำเป็นที่ว่านั้นมีจริงหรือไม่ หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนตรงนี้

เรื่องที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ ในการจัดสรรงบประมาณ คือเรื่องความเป็นอยู่ของประชาชน แต่ถ้าดูกรอบของรัฐบาล ความมั่นคงจะเป็นประเด็นแรก แล้วรัฐบาลก็พยายามใช้เป็นกรอบในการทำงบประมาณ ทั้งที่สิ่งที่ควรเป็นอันดับต้นในการจัดสรรงบประมาณ คือความเป็นอยู่ของประชาชน ความมั่นคงด้านสุขภาพ ด้านการศึกษา ชีวิตความเป็นอยู่ ซึ่งส่วนนี้รัฐบาลไม่เคยให้ความสำคัญอย่างที่พูด

ในส่วนข้อมูลฝ่ายค้านโดยภาพรวม หากประเมินการทำงานของฝ่ายค้านจากที่ผ่านมา ฝ่ายค้านทำงานได้ในระดับที่ว่าข้อมูลดีพอสมควร ทำให้ประชาชนได้เข้าใจในเรื่องงบประมาณมากขึ้น แต่ส่วนหนึ่งคือการทำงานของรัฐบาลที่ผ่านมา ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานภาพรวมของฝ่ายค้านลดลงด้วย

สำหรับศึกซักฟอกที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ในระบบรัฐสภาโดยมากอย่างไรพรรครัฐบาลก็ชนะอยู่แล้ว อาจจะเป็นข้อด้อยในระบบรัฐสภาในการปกครองแบบประชาธิปไตยมากกว่า โดยปกติการที่ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลโหวตตามมติพรรคถือเป็นเรื่องปกติตามระบบ การซักฟอกที่จะเกิดขึ้น จึงมองว่ารัฐบาลคงจะผ่านอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยก็จะเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายค้านได้ให้ข้อมูลกับสาธารณะมากขึ้น อย่างน้อยคนก็ได้ฟังข้อมูลของฝ่ายค้าน เช่นเดียวกับการโหวตผ่านงบประมาณปี 2566 ก็ไม่ได้เหนือความคาดหมาย

สำหรับคะแนนเสียงของพรรคเล็ก มองว่าไม่ได้เป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้รัฐบาลผ่านศึกซักฟอก ไม่ว่าจะเป็นพรรคเศรษฐกิจไทย ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หรือพรรคเล็กต่างๆ กลุ่มเหล่านี้ทางการเมืองไม่ได้มีความแน่นอน พรรคเล็กหลายคนก็มาจากปาร์ตี้ลิสต์ เป็นในเรื่องการสร้างอำนาจต่อรอง เพื่อเรียกร้องงบประมาณ หรือสิ่งต่างๆ จากรัฐบาลมากกว่าที่จะล้มล้างรัฐบาล

ปฐวี โชติอนันต์
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

รายงานหน้า 2 : ตรวจการบ้านฝ่ายค้าน-รัฐบาล ยก 1 ถกงบ 3.1 ล้านล้าน

การอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 เพิ่งจบลงไปเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2565 ที่ผ่านมา ถ้าให้ประเมินการอภิปรายในครั้งนี้ สิ่งที่พบคือ การอภิปรายของฝ่ายค้านมีประเด็นสำคัญในการอภิปรายอยู่ 3 ประเด็นใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ การกู้เงินของรัฐบาล การใช้จ่ายเงินของรัฐบาล และการเสนอให้มีการปรับลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นลง

เรื่องการกู้เงินของรัฐบาลในปัจจุบัน พรรคเพื่อไทยพยายามชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันหาเงินไม่เก่ง ทำให้ต้องกู้เป็นจำนวนมากส่งผลให้คนไทยติดหนี้ ประชาชนที่ฟังการอภิปรายในครั้งนี้ได้เห็นและเกิดข้อเปรียบเทียบการทำงานของรัฐบาลของพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทยตอนที่เป็นรัฐบาลกับรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่ามีความแตกต่างกันมากในการบริหารงานและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในประเทศ

ส่วนเรื่องการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลในงบประมาณหน้านั้น ประเด็นสำคัญที่ถูกนำเสนอและพูดถึงกันมากคือ งบของกองทัพที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจซึ่งอภิปรายโดย ส.ส.ของทางพรรคก้าวไกล และการจัดสรรงบประมาณในการจัดทำโครงการคมนาคมที่อภิปรายโดย ส.ส.พรรคเพื่อไทย โครงการดังกล่าวอยู่ในความดูแลของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีความเหลื่อมล้ำอย่างมากและกระจุกเพียงบางจังหวัดที่เป็นฐานคะแนนสำคัญของพรรคภูมิใจไทย

สุดท้ายคือ การนำเสนอของพรรคฝ่ายค้านที่ต้องการให้ปรับงบที่มีความซ้ำซ้อนหรือไม่จำเป็นลงที่หลายโครงการยังมีความทับซ้อนกัน งบของกองทัพที่ให้ความสำคัญกับการซื้ออาวุธในการรบเป็นหลัก หรืองบประมาณที่ถูกจัดสรรให้กับการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้รับเหมาและกลุ่มผลประโยชน์ของตน มากกว่าจะจัดสรรงบประมาณมาให้กับการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศ

การอภิปรายของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณของฝ่ายค้านที่ผ่านมา ส่วนตัวรู้สึกว่าการอภิปรายยังเป็นในลักษณะภาพรวมของการทำงานและการใช้จ่ายงบประมาณในช่วงปีที่ผ่านมาและจะใช้จ่ายต่อไปในอนาคตซึ่งเป็นเรื่องที่เคยพูดมาแล้วในการพิจารณางบประมาณในอดีต ยังไม่มีข้อมูลอะไรที่จะสามารถสั่นคลอนรัฐบาลในภาพรวมได้ หรืออาจจะเป็นไปได้ว่าฝ่ายค้านจะเก็บข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการบริหารงานของรัฐบาลนั้นจะถูกเปิดเผยในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรายบุคคลที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้
โดยใช้การอภิปรายงบประมาณครั้งนี้เป็นการปูทางก่อน โดยเฉพาะเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณของกองทัพ

สำหรับฝ่ายรัฐบาลเอง การตอบข้ออภิปรายของรัฐบาลเกี่ยวกับ พ.ร.บ.งบประมาณนั้นสะท้อนให้เห็นว่า ฝ่ายรัฐบาลนั้นยังคุมเสียงในสภาได้ ไม่แคร์กับการอภิปราย อยากตอบอะไรก็ตอบโดยไม่สนว่าจะสมเหตุสมผลไหม อย่างที่เห็นได้ชัดคือ การตอบคำถามของ พล.อ.ประยุทธ์ ในเรื่องการกู้เงินจำนวนมากและการคอร์รัปชั่น เขาก็เลี่ยงไปพูดเรื่องการใช้หนี้การกู้เงินจำนำข้าวและการคอร์รัปชั่นของรัฐบาลก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 8 ปีที่แล้ว เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นในเรื่องการกู้เงินจำนวนมากมาทำอะไร และทำไมรัฐบาลปัจจุบันไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้จนต้องทำให้กู้เงินจำนวนมาก การตอบการอภิปรายของคุณศักดิ์สยาม เรื่องการจัดสรรงบประมาณให้กับบางจังหวัดจำนวนมาก เนื่องจากจังหวัดนั้นสร้างรายได้ให้กับประเทศ คำถามคือ แล้วจังหวัดอื่นเขาไม่สร้างรายได้หรือ นี่เป็นคำถามที่คาใจกับคำตอบของรัฐมนตรีคมนาคม และการตอบคำถามของ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม ในเรื่องของงบกลาโหมที่สะท้อนถึงทัศนคติที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความมั่นคงของกองทัพ สิ่งก่อสร้าง และอาวุธมากกว่าความมั่นคงของประชาชนในประเทศ หรือสวัสดิการและสภาพความเป็นอยู่ของทหารชั้นผู้น้อย

อย่างไรก็ตาม การอภิปรายงบประมาณในรอบนี้ เป็นเวทีให้ ส.ส.ของพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลโชว์ผลงานให้กับประชาชนในพื้นที่ได้เห็นถึงการทำงานของตนในสภา และการพูดถึงเรื่องงบประมาณที่จะมาลงในพื้นที่จังหวัด หรือโครงการที่ตนดูแลอยู่เพื่อรักษาและเพิ่มฐานคะแนนเสียงของตน

ผมคิดว่าการตอบข้ออภิปรายของทางฝ่ายรัฐบาลที่สามารถตอบแบบนี้ได้นั้น เนื่องจากพวกเขาสามารถคุมเสียงโหวตของ ส.ส.ในสภาได้เรียบร้อยแล้ว ฝ่ายรัฐบาลรู้แล้วว่ายังไงงบประมาณครั้งนี้ต้องผ่านแน่นอน ที่ผ่านแน่นอนเพราะว่าเป็นผลประโยชน์ร่วมของพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดที่จะมีเงินจำนวนมหาศาลในการจัดทำโครงการต่างๆ ในพื้นที่เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้งที่จะถึงในปีหน้า เมื่อรัฐบาลรู้ว่าผลจะออกมาเป็นแบบนี้จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องชี้แจงอะไรมากนักกับคำอภิปรายของฝ่ายค้านเพราะเขาคุมเกมได้หมด

นอกจากนี้ การที่สภาโหวตรับร่าง พ.ร.บ.งบฯปี’66 วาระแรก ด้วยคะแนนเสียง 278 ต่อ 194 เสียง วงเงิน 3.185 ล้านล้านบาท นอกจากจะสะท้อนว่าฝ่ายรัฐบาลจะคุมคะแนนเสียงได้แล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้า จะมี ส.ส.พรรคเพื่อไทยหลายคนย้ายไปสังกัดพรรคร่วมรัฐบาลในขณะนี้ มีคะแนนเสียงจากพรรคเพื่อไทย 7 คน ที่โหวตรับร่าง มากกว่านั้นบางคนมีข่าวการย้ายพรรคก่อนหน้านี้แล้ว

อีกอย่างหนึ่งที่เห็นได้จากการโหวตรับร่าง พ.ร.บ.งบฯฉบับนี้ คือ ท่าทีของกลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และพรรคเล็ก ที่ยังโหวตให้กับทางฝ่ายรัฐบาล ไม่มีการแตกแถว การเล่นเกมนี้ของคุณธรรมนัสทำให้แต้มต่อรองของคุณธรรมนัสยิ่งมีมากขึ้นทั้งกับฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเองที่ต้องยื่นข้อเสนอที่พอใจในการอภิปรายไม่ไว้วางใจและการจัดตั้งรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ส่วนพรรคเล็กเอง การโหวตรับร่างนั้นได้ประโยชน์กับพรรคเล็กอย่างมาก เพราะด้านหนึ่ง ส.ส.ของพรรคบางส่วนได้เข้าไปนั่งเป็นกรรมาธิการแปรญัตติงบประมาณ ซึ่งสามารถดึงงบประมาณบางส่วนมาใช้ทำกิจกรรมเพื่อที่รักษาฐานเสียงของตนและอาจจะรอการย้ายเข้าร่วมพรรคใหญ่ภายใต้กติกาการเลือกตั้งครั้งหน้าที่พรรคเล็กไม่ได้เปรียบอีกต่อไป