เพื่อนล้อมวงเฉลย ‘วันเฉลิม’ ถ่ายรูปชัชชาติในตำนาน แอมเนสตี้จี้ผ่าน พ.ร.บ.อุ้มหาย-เร่งสอบสวน
เนื่องในวันครบรอบ 2 ปี การหายตัวไปของ นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ หรือต้าร์ นักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ขณะลี้ภัยทางการเมืองในประเทศกัมพูชา หลังไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่ง คสช. โดยถูกนำตัวขึ้นรถ ขณะแวะซื้อของหน้าอาคารที่พัก ณ กรุงพนมเปญ ช่วงเย็นของวันที่ 4 มิถุนายน 2563 ซึ่งจนถึงวันนี้ยังไม่มีความคืบหน้าด้านกระบวนการยุติธรรม นั้น
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 4 มิถุนายน ที่สวนครูองุ่น ซอยทองหล่อ 3 กรุงเทพฯ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ร่วมกับ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และสวนครูองุ่น จัดงานครบรอบ 2 ปี “นินทากันสักนิด มิตรวันเฉลิม” ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงานมีการแสดงนิทรรศการภาพถ่าย, เชิญเพื่อนของ ‘วันเฉลิม’ มาร่วมแบ่งปันความรู้สึก, ส่งข้อเรียกร้องถึงทางการกัมพูชาและไทย ในการตามหาความจริงและคืนความยุติธรรมให้กับนายวันเฉลิม และครอบครัว นอกจากนี้ ยังมีวงเสวนาและการแสดงดนตรีตั้งเวลา 16.00-21.00 น. โดยปิดท้ายกิจกรรม ด้วยการร่วมจุดเทียนแห่งความหวัง แสดงสัญลักษณ์แห่งศรัทธาเพื่อสิทธิมนุษยชน

นางปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้ครบรอบ 2 ปีการหายตัวไปของ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมชาวไทยที่ถูกอุ้มหายในช่วงเย็นของวันที่ 4 มิถุนายน 2563 บริเวณหน้าคอนโดแห่งหนึ่งในประเทศกัมพูชา แต่ยังไม่มีความคืบหน้าในทางคดี และทางครอบครัวยังไม่ทราบชะตากรรมเขา เห็นได้ชัดว่า ทางการกัมพูชาล้มเหลวในการสอบสวนเพื่อให้ทราบชะตากรรมและที่อยู่ของวันเฉลิม และไม่สามารถปฏิบัติตามพันธกรณีด้านกฎหมายที่จะต้องดำเนินการสอบสวนอย่างเหมาะสมต่อการบังคับบุคคลให้สูญหายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ได้
ที่ผ่านมา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นเเนล ได้เข้าพบเพื่อหารือและส่งจดหมายเปิดผนึกถึงทางการไทย เพื่อเรียกร้องให้เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษและสำนักงานอัยการสูงสุด ดำเนินการสอบสวนและค้นหาข้อเท็จจริงของคดีนี้อย่างรอบด้าน เคารพสิทธิในการเข้าถึง ความยุติธรรมของผู้เสียหายและครอบครัว นำตัวคนผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม และยุติวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิดจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรง เช่น การทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย และเพื่อประกันความเป็นอิสระและความน่าเชื่อถือของการสอบสวน ยังขอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เข้ามามีส่วนร่วมในการสอบสวนอย่างใกล้ชิดด้วย
“เรายังคงเรียกร้องต่อไปให้ทางการไทยต้องเข้ามาทำหน้าที่ และดำเนินการสอบสวนอย่างรอบด้าน อย่างไม่ลำเอียง และเป็นอิสระต่อการบังคับบุคคลให้สูญหายซึ่งเกิดขึ้นกับพลเมืองของตนเองในระหว่างที่อยู่ต่างประเทศ เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีผู้ลี้ภัยชาวไทยหลายคนถูกบังคับให้สูญหายในประเทศเพื่อนบ้าน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสอบสวนที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง โดยปราศจากการแทรกแซงของรัฐบาล”

ด้าน นางสาวสิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ได้ออกมาเรียกร้องทั้งต่อทางการไทยและกัมพูชา เพื่อให้ร่วมกันสืบหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา พร้อมทั้งเดินสายพูดคุยในเวทีต่างๆ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับครอบครัว แต่สุดท้ายเธอต้องเผชิญหน้ากับการถูกตั้งข้อหาร่วมกันชุมนุมโดยฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินรวม 2 คดี
โดยคดีแรก จากการไปร่วมชุมนุม #ม็อบ5กันยา ที่แยกอโศก เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2564 เพื่อถ่ายทอดความอยุติธรรมที่ตนเองได้รับจากเจ้าหน้าที่รัฐและเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่น้องชาย และเหยื่อการบังคับสูญหาย และอีกคดีจากไปยื่นหนังสือเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่น้องชายและเรียกร้องประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ที่บริเวณหน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติ (UN) เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2564 ซึ่งเธอได้ตั้งคำถามต่อทางการไทยว่า ‘การทวงความยุติธรรมให้ครอบครัว เป็นภัยต่อความมั่นคงมากหรือ?’ ซึ่งการชุมนุมทั้งสองครั้งนั้นเป็นไปโดยสงบ ปราศจากอาวุธ อันเป็นสิทธิเสรีภาพที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
“ที่ผ่านมา ทางการไทยใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นเพียงข้ออ้างแบบเหมารวม และไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยอ้างการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มักพุ่งเป้าไปที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักกิจกรรม และผู้ชุมนุม ทั้งนี้ เพื่อปิดปากผู้เห็นต่างจากรัฐ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่น จึงเรียกร้องทางการไทยให้ยุติการดำเนินคดีและหยุดคุกคามทั้งต่อสิตานัน พี่สาววันเฉลิมและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนคนอื่นๆ ในประทศไทยด้วย” นางสาวสิตานันกล่าว
นอกจากนั้น แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ยังเรียกร้องรัฐบาลไทย ผ่านพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับด้วย

บรรยากาศ เวลา 16.30 น. มีการสนทนา ในหัวข้อ “เพื่อนเก่าเพื่อนแก่” ดำเนินรายการโดย ‘เทียน’ แฟนสาวของนายวันเฉลิม
โดย “โจ๊ก” เพื่อนต้าร์ เปิดเผยว่า ตนเจอต้าร์ตอนเกิดสึนามิ ตนเป็นคนใต้จ๋า มาหางานที่กรุงเทพ ไม่มีความรู้เรื่องการทำงานสังคมใดๆ วันหนึ่งไปช่วยเรื่องสึนามิ ทำกิจกรรมกับต้าร์ คนนี้บ้าๆ บอๆ ดี ดึงคนได้ ไปทำกิจกรรมครั้งแรกจัดเกม เด็กๆ ถูกใจ ผียังมารอบเต็นต์ ซึ่งตนนอนกับพี่ต้าร์
“เด็กอายุ 22 พูดถึงโครงการมูลค่า 100 ล้าน 1,000 ล้าน คำพูดใหญ่โตมาก แต่ต้าร์ทำได้จริง ในมุมผม ต้าร์คือเด็กเนิร์ด ใส่แว่นสะพายย่ามไปเรียน ขอบคุณตัวเองที่เปิดโอกาสเข้าไปพบ และได้ตั้งองค์กร ผมอยู่กับต้าร์มีแต่เรื่องสนุก ผมจะนึกได้เป็นช็อตๆ ชอบบอกให้เรานั่งหลังตรง ด้วยการนั่งครึ่งก้น มีเรื่องหนึ่งที่สะกิด จะมีทั้งภาพและเสียงลอยมา ต้าร์เป็นคนที่มีพลังบวกเอ่อล้น สามารถจุดประกาย ใครอยู่กับต้าร์จะไม่เป็นโรคซึมเศร้า สามารถโยงใครก็ตามให้มารู้จักเป็นเพื่อนสนิทกันได้ จะมีพลังพิเศษตรงนี้ ‘คุณโจ๊ก คุณโจ๊กทำได้’ ”

นอกจากนี้ โจ๊ก ยังกล่าวว่า ตอนที่วันเฉลิมหายตัวไป มีแต่สาวๆ ทักมาถาม
“ใครได้คุยกับต้าร์ก็จะรัก ตอนแรกจะไม่ชอบ แต่ยืนยัน เขาทำได้จริง สามารถคุย 10 นาที ได้งบ 1 กว่าล้านบาท ต้าร์เป็นคนที่งบเดินหา ทองแท้ ไม่แพ้ไฟ ตังน้อยก็ยังอยู่ ทุกคนมองว่า ต้าร์ทำงานเพื่อเอาเงิน แต่ตอนเลือกตั้ง เขาทำงานไม่เอาเงิน เป้าเขาชัด ว่าจะทำงานเพื่อพัฒนาเยาวชนและสิทธิ” โจ๊กกล่าว
ด้าน “แชมป์” เพื่อนต้าร์กล่าวว่า อย่างน้อยเรามีความสัมพันธ์ร่วมกันกับต้าร์ พอเห็นภาพที่เราถ่ายตัวเขา พลอยให้นึกถึงว่าเขาทำอะไรมาบ้าง ช่วงที่เขาอยู่กับเราหลายๆ คน ช่วงนั้นเราออกจากงานนักข่าวที่วอยซ์ ปี 2556 แล้วไปทำงาน ที่คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ มีนาคม 2557 เขาจัดทริปรถไฟไปกับชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งต้าร์อยู่ในทีมงานของชัชชาติ ด้วยเซนส์นักข่าว จึงไปด้วย เจอต้าร์ หนุ่มแว่นหน้าทะเล้น เป็นคนประสานงานดูแลนักข่าว เป็นการเจอกันครั้งแรกที่รู้สึกว่า เราคุยกันถูกคอ เราก็ปั่นจักรยานตามขบวน อ.ชัชชาติไป ต้าร์ เป็นคนคอยซัพพอร์ต ชวนคุยสารพัด เอนเตอร์เทนทุกคน แต่หลังจากนั้น เราได้รู้ว่าต้าร์หนีไปอยู่กัมพูชา ก็สงสัยว่าทำไมต้องลี้ภัย ต้าร์มีเหตุผลบางอย่าง
“ช่วงลี้ภัย ก็คุยกันหลังไมค์ แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด ต้าร์ชอบมาแชร์ไอเดีย มีประโยคหนึ่งที่จำได้ลางๆ ผมเคยพูดปลุกใจ แล้วจู่ๆ ต้าร์พูดประมาณว่า ‘แชมป์พูดแล้วเหมือนสร้างความหวังคน’ รู้ว่าเราสามารถกู้หัวใจคน แล้วก็ส่งตัวคลิปให้เราฟัง จนกระทั่งวันที่ 4 มิถุนายน 2563 ตอนนั้นงงว่าเกิดอะไรขึ้นกับต้าร์ มารู้จากพี่สาวต้าร์ เป็นคนคุยสนุก ผูกมิตรกับทุกคนได้ คือความทรงจำเดียว เขาชวนเราคุยก่อนเสมอ คือสิ่งที่ยังจดจำเขาอยู่” แชมป์กล่าว
แชมป์กล่าวอีกว่า ช่วงลี้ภัยมีความน่ากังวล แต่มองอีกมุม ก็มีช่วงเวลาดีๆ ที่ได้เจอต้าร์ รู้สึกมีกำลังใจ ต้าร์อายุห่างแค่ 2 ปี แต่ไม่กันว่าเรียกพี่

ขณะที่ “ผึ้ง” เพื่อนต้าร์ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่เรายังนึกถึงต้าร์อยู่ ไม่อยากให้เรื่องนี้เงียบหายไป เรายังไม่รู้เลยว่าต้าร์ไปไหน เรายังอยากตามต่อ ขอบคุณที่ช่วยกันตามต่อ
ผึ้ง เผยว่า ครั้งแรกไม่ชอบขี้หน้า เถียงกันเรื่องการเมือง พูดมาก ไม่อยากคุย เลยตีตัวออกหาก แต่ปราฏกว่าตามง้อ หลังไมค์มาตลอด อยู่ไหน ทำอะไร จนลี้ภัยไป ตอนนั้นเหงา ก็ได้คุยกันมากขึ้นกว่าตอนอยู่ไทย และคุยกันมาเรื่อยๆ
โดย ผึ้งยังกล่าวถึง เรื่อง “กินมะเขือ ลดความอ้วน” ซึ่งต้าร์พยายามจะทำให้เชื่อให้ได้ ต้าร์จะทักมาหาว่า “สมศรี” อยู่ตลอด ตอนช่วงรัฐประหาร ตนก็หนีไปฮ่องกงเหมือนกัน คิดว่าถ้าติดต่อตอนนี้ จะไม่ปลอดภัย แต่จะมีคนคอยส่งข่าว ว่าคนนั้นคนนี้ปลอดภัยอยู่
ทั้งนี้ “ผึ้ง” ยังเปิดเผยด้วยว่า นายวันเฉลิมเป็นผู้ถ่ายภาพ นายชัชชาติเดินเท้าเปล่าถือถุงแกง ซึ่งได้รับกระแสความนิยม กระทั่งได้รับขนานนามว่าเป็น “รัฐมนตรีผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี”


ด้าน ‘เทียน’ แฟนสาวของนายวันเฉลิม กล่าวว่า ในฐานะอดีตแฟนต้าร์ ไม่ใช่แค่มะเขือ มีน้ำกระชายด้วย ต้าร์ทำให้กิน ไม่รู้ผลดีหรือเปล่า เราเจอกันตอนเลือกตั้งผู้ว่าฯ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ได้รู้จักและคบกัน จากนั้นมีการรัฐประหาร


