เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่ศูนย์ประชุมวายุภักดิ์ ถ.แจ้งวัฒนะ นายเอกพันธุ์ ปิณฑวณิช รักษาการผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล พร้อมคณะทำงานถกแถลงรัฐธรรมนูญ ตัวแทนจังหวัด ประกอบด้วย นายอัศว์มันต์ บินยูโซะ จ.นราธิวาส นายประพจน์ ศรีเทศ จ.พิษณุโลก นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล จ.เชียงใหม่ นายธนพฤกษ์ ชามะรัตน์ จ.ขอนแก่น นำผลจากการประชุมถกแถลงรัฐธรรมนูญภาคประชาสังคมยื่นต่อคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โดยข้อเสนอจากเวทีถกแถลงย่อย 5 เวที ซึ่งสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษาร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ศึกษาร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้นของ กรธ. แล้วจัดเวทีย่อยระหว่างวันที่ 6-9 กุมภาพันธ์ ที่ จังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น นราธิวาส และกรุงเทพฯ มีสาระสาคัญโดยสรุปดังนี้
1.ในหมวด 1 บททั่วไป ควรบัญญัติมาตรา 4 “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์สิทธิ เสรีภาพ และ ความเสมอภาคของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง” แทนมาตรา 4 ของร่าง กรธ. เพราะ เป็นอุดมการณ์ของระบอบประชาธิปไตยที่คุ้มครองบุคคลทุกคน
2.การถกแถลงให้ความสาคัญอย่างยิ่งแก่หมวด 3 โดยมีข้อเสนอให้ใช้ชื่อหมวดว่า “สิทธิและ เสรีภาพของบุคคล” ซึ่งหมายความว่าทุกคนควรได้รับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่ อีกทั้งควรยึดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เป็นสำคัญในการร่างบทบัญญัติในหมวดนี้ เพราะมีหลักประกันด้านสิทธิและเสรีภาพ รวมทั้งสิทธิชุมชน สิทธิในกระบวนการยุติธรรม และสิทธิการมีส่วนร่วมตัดสินใจของหญิงชายที่เท่าเทียมกันในทุกระดับ อีกทั้งควรเพิ่มในเรื่องสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองด้วย
3.ในเรื่องหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ควรบัญญัติให้การมีส่วนร่วมเป็นหน้าที่ด้วย นอกเหนือจากการเป็นสิทธิ
4.สำหรับหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ หากจะคงหมวดนี้ไว้ก็ควรมีบทบัญญัติที่ชัดเจนขึ้น เช่น ในเรื่องการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพและในเรื่องการใช้คลื่นความถี่เพื่อประโยชน์สาธารณะ อีกทางเลือกหนึ่งคือไม่ต้องมีหมวด 5 แล้วย้ายเนื้อหาไปบัญญัติไว้ในหมวดสิทธิและเสรีภาพและในหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐแทน
5.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติถือเป็นแนวนโยบายแห่งรัฐจึงไม่ควรบัญญัติให้ออกกฎหมายและให้ใช้บังคับเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา การถกแถลงได้ให้ความสำคัญในเรื่องการบริหารกระบวนการยุติธรรม การกระจายการถือครองที่ดิน การกระจายอำนาจแก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการมีแบบแผนและกลไกในการปฏิรูปกฎหมายเป็นต้น
6.เวทีถกแถลงไม่เห็นด้วยกับการให้พรรคการเมืองแจ้งชื่อผู้ที่ควรเป็นนายกรัฐมนตรีไว้ล่วงหน้าก่อนการเลือกตั้ง โดยเห็นด้วยกับระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนที่มีสมาชิกสภาแบบผสม แต่เห็นว่าควรใช้บัตรเลือกตั้งสองใบเพื่อเป็นเสรีภาพในการเลือกของผู้มาลงคะแนน
7.เวทีถกแถลงมีความเห็นที่หลากหลายในเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภา แต่เน้นความเห็นที่ ให้ ส.ว. ส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง
8.นายกรัฐมนตรีควรแต่งตั้งจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
9.การประกาศใช้กฎหมายที่ให้อานาจพิเศษแก่ฝ่ายความมั่นคงที่จำกัดสิทธิเสรีภาพ จะกระทำได้เฉพาะในพื้นที่ที่มีเหตุการณ์รุนแรงและต้องยกเลิกการประกาศในทันทีที่เหตุการณ์นั้น สิ้นสุดลง
10.เวทีถกแถลงเห็นว่าการวิเคราะห์หรือวิจารณ์คำพิพากษาของศาลที่ได้กระทำโดยสุจริตควรได้รับการคุ้มครอง
11.เวทีถกแถลงเห็นว่าคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและกรรมการองค์กรอิสระควรเพิ่มองค์ประกอบที่เป็นผู้แทนองค์กรเอกชนหรือองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อให้เกิดมุมมองที่กว้างขึ้นในการสรรหา
12.การถกแถลงให้ความสำคัญแก่หมวดการปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเสนอให้มีกลไกที่ทาให้มีการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้น มีบทบัญญัติในเรื่องอำนาจหน้าที่ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างชัดเจน มีการดำเนินการให้ประชาชนในท้องถิ่นมารวมกันเป็น สภาพลเมืองเพื่อประโยชน์ในการมีส่วนร่วมจัดการท้องถิ่น เป็นต้น
13.ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ไม่ควรตั้งเงื่อนไขว่าต้องได้รับการเห็นชอบจาก ส.ส. ไม่น้อยกว่าร้อยละสิบของทุกพรรคการเมือง ซึ่งจะเป็นเงื่อนไขที่ทาให้พรรคที่มี ส.ส. ตั้งแต่สิบคนมีสิทธิยับยั้งการแก้ไขเพิ่มเติม โดยมีมติพรรคมิให้ ส.ส. ผู้ใดเลยแตกแถวไป เห็นชอบกับการแก้ไข
14.ในบทเฉพาะกาล องค์กรที่ตั้งขึ้นในสถานการณ์พิเศษ ได้แก่ สปท. และ คสช. ควรสิ้นสุดลงเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว กรธ. ควรสิ้นสุดลงเมื่อได้จัดทำกฎหมายที่ เกี่ยวกับการเลือกตั้งแล้วเสร็จ ส่วน สนช. เมื่อมีการประกาศการเลือกตั้งทั่วไป ก็ไม่ควรทำ หน้าที่ออกกฎหมาย หากควรทำหน้าที่เป็นวุฒิสภาเท่านั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นเวลา 15.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย คณะทำงานถกแถลงรัฐธรรมนูญ จัดแถลงข่าว โดยตัวแทนคณะทำงาน กล่าวว่า ก่อนการลงประชามติ ผู้มีอำนาจควรชี้แจงรายละเอียดให้ชัดเจนว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านนั้น 1.ให้นำรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 กลับมาใช้ 2.ให้นำรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 กลับมาใช้ 3.ให้นำร่างรัฐธรรมนูญชุดนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ มาปรับปรุงแล้วใช้ แต่ไม่ควรนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 หรือฉบับ กรธ.ที่ไม่ผ่านประชามติมาแก้ไขแล้วประกาศใช้ ที่สำคัญคือไม่ควรมีการร่างรัฐธรรมนูญอีกแล้ว และหากข้อเสนอของภาคประชาสังคมไม่ได้รับการบรรจุในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะทำการรณรงค์ให้ลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ
นายเอกพันธุ์ กล่าวว่า ข้อเสนอภาคประชาสังคมเป็นไปตามหลักประชาธิปไตยและความเท่าเทียมของประชาชน หากรัฐธรรมนูญไม่สามารถรักษาสิทธิของประชาชนคนไทยได้ จะส่งผลร้ายในอนาคต และถ้าการแก้ร่างรัฐธรรมนูญทำได้ยากโอกาสแก้รัฐธรรมนูญในอนาคตจะทำได้ยากเช่นกัน ส่วนเรื่องการเคารพในประชาชนหากไม่มีตั้งแต่ต้นแล้วก็ยากที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

