“มนุษยธรรม” และ “สิทธิมนุษยชน” กับคนทำสื่อไทย

28.10.16 | 18:54 น.

คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศเพิ่งจัดประชุมคนทำสื่ออาวุโสในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกไปเมื่อเร็วๆ นี้ที่กรุงธากา ประเทศบังกลาเทศ โดยหัวข้อหลักๆ ที่นำมาพูดคุยกัน เกี่ยวข้องกับประเด็นทางมนุษยธรรม (humanitarian issues) และสิทธิมนุษยชน (human rights)

ผู้ทำงานด้านมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชนจำนวนหนึ่งบ่นว่า บ่อยครั้งคนทำสื่อในระดับบรรณาธิการ ตลอดจนคนทำสื่ออาวุโสที่อาจมีบทบาททางความคิดในวงการสื่อหรือต่อผู้บริโภคสื่อในแวดวงโซเชียลมีเดีย มักละเลยไม่ใส่ใจ 2 ประเด็นดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อพัวพันกับประเด็นความมั่นคงของชาติ หรือความรู้สึกรักชาติ รักถิ่นแผ่นดินเกิด

น่าสนใจว่า เมื่อคนทำสื่อลืมหน้าที่ของสื่อ คือการทำความจริงให้ปรากฎ แต่กระทำตัวเสมือนบุคคลทั่วไปที่มุ่งมั่นชูธงรักชาติ รักถิ่นแผ่นดินเกิดตามแบบที่รัฐกำหนด คนทำสื่อจะสามารถนำเสนอความจริงตามที่ปรากฎได้หรือไม่? การทำความจริงให้ปรากฎยังคงเป็นหน้าที่ของคนทำสื่อหรือไม่? เมื่อสื่อกระแสหลักไม่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคเท่ากับสื่อออนไลน์ในโลกโซเขียลมีเดีย จำเป็นไหมที่เราต้องหานิยามใหม่ของคำว่า “ข่าวสาร”?

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีคำถามว่า เราสามารถเรียกทุกคนที่เสนอข่าวสารในโลกออนไลน์ว่าคนทำสื่อได้หรือไม่ และเราจะสามารถเรียกร้องผู้คนในโลกสื่อออนไลน์ (ยกเว้นสื่อกระแสหลักที่จำต้องปรับตัวเข้ามาอยู่ในโลกออนไลน์) ว่าจงใส่ใจทำความจริงให้ปรากฎ ยิ่งกว่าเสนอข่าวลือกระพืออารมณ์ได้หรือไม่?

บางทีเราอาจเรียกร้องใครไม่ได้เลยนอกจากตัวเราเอง แต่ประเด็นสำคัญก็ยังคงเป็นว่า คนทำสื่อควรต้องคิดถึงประเด็นทางมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชนมากน้อยเพียงใด หรือเพียงอ้างว่าเป็นคนดีรักชาติก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องใส่ใจเรื่องราวซึ่งดูเหมือนไกลตัว?

Advertisement

เพื่อนสื่อพม่าที่มาประชุมครั้งนี้ยอมรับข้อจำกัดในการทำข่าวผู้อพยพชาวโรฮิงยา เขาเล่าว่าแม้เขาพยายามเสนอข่าวรอบด้าน แต่ใจลึกๆ ของเขาก็รู้ดีว่า ชาวพม่าส่วนใหญ่ไม่ยอมรับชาวโรฮิงยาแม้ถือกำเนิดบนแผ่นดินพม่า เพราะเหตุที่พวกเขาเชื่อกันว่า ชาวโรฮิงยามิได้เป็นประชาชนของแผ่นดินพม่าเช่นเดียวกับชนกลุ่มน้อยอื่นๆ

เขากล่าวว่าพม่าเป็นเมืองพุทธ และยอมรับคนศาสนาอื่นรวมถึงศาสนาอิสลาม แต่ประเด็นสำคัญที่ทำให้ชาวโรฮิงยามิได้รับการยอมรับเพราะโรฮิงยาเป็นมุสลิมซึ่งนับถืออิสลาม นี่คือคำพูดย้อนแย้งมากหากก็เป็นเรื่องจริง และสื่อพม่าโดยทั่วไป อาจไม่เต็มใจถกเถียงประเด็นทางมนุษยธรรมกรณีพม่าปล่อยให้ชาวโรฮิงยาจากแผ่นดินพม่าไปลอยคออยู่กลางทะเล

เช่นเดียวกับกรณีบังกลาเทศ ซึ่งมีปัญหาพรมแดนกับอินเดียมาต่อเนื่องยาวนาน คนทำสื่อบังกลาเทศและคนทำสื่ออินเดียต่างรักชาติของตนและปกป้องผลประโยชน์ตลอดจนชื่อเสียงของชาติตน แต่เมื่อ “ล้นเกิน” ก็อาจทำให้ผู้รับสื่อไม่มีโอกาสเข้าใกล้ความจริง หรือมิได้ช่วยให้ผู้รับสื่อเกิดความเข้าใจแง่มุมต่างๆ ของปัญหา รวมถึงการเข้ามาสอดแทรกของรัฐด้วยเหตุผลทางอำนาจ โดยที่รัฐอาจไม่ใส่ความจำเป็นของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยเฉพาะในระดับประชาชนที่เป็นเครือข่ายญาติพี่น้องกัน ไปมาหาสู่กัน ทำมาหากินร่วมกันตามตะเข็บชายแดนมายาวนาน

สำหรับประเทศไทยเราเองก็มีตัวอย่างมากมาย เช่น ท่าทีของสื่อเมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชากรณีปราสาทพระวิหาร, ท่าทีของสื่อต่อการบริหารจัดการของรัฐกรณีผู้อพยพโรฮิงยา, ท่าทีของสื่อต่อการบริหารจัดการของรัฐกรณีผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์, ท่าทีของสื่อต่อความขัดแย้งทางการเมืองเหลืองแดงในประเทศ ซึ่งฝ่ายแดงถูกแปะป้ายเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ท่าทีของสื่อต่อปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ ซึ่งมีข้อกล่าวหาทางศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง

ล่าสุดคือ ท่าทีของสื่อต่อความพยายามของรัฐและ “องค์กรเก็บขยะแผ่นดิน” ในการ“กวาดล้าง” คนคิดต่าง รวมถึงข้อมูลจากรัฐในลักษณะ “โฆษณาชวนเชื่อ” ฝ่ายเดียว

คนทำสื่อไทยบางกลุ่มอาจบอกว่าคนทำสื่อต้องเป็นคนดีรักชาติ นั่นคือเดินตามรัฐไป เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย รัฐว่าอย่างไรก็ทำอย่างนั้น แต่นี่เป็นคำถามคาใจคนทำสื่ออีกบางกลุ่มและผู้บริโภคสื่ออีกจำนวนไม่น้อยเหมือนกันว่า ภาระหน้าที่ของคนทำสื่อคือเป็นเด็กดีเชื่อฟังรัฐทุกถ้อยคำหรือ?

โดยหลักการทำสื่อซึ่งอาจรวบเป็นประโยคสั้นๆ ดังกล่าวข้างต้นว่าหมายถึง “ทำความจริงให้ปรากฎ” หน้าที่หลักของสื่อย่อมมิใช่การเป็นศัตรูกับรัฐ สื่อไม่จำเป็นต้องค้านรัฐทุกเรื่อง และไม่ควรต้องมองรัฐในแง่ลบตลอดกาล แต่กระนั้น สื่อก็ไม่ควรเป็นเด็กดีของรัฐหรือผู้รับใช้รัฐที่ไม่สงสัย ไม่ตรวจสอบ และไม่ตั้งคำถามต่อรัฐ

มีสื่อไทยประเทศเดียวเท่านั้น ที่ได้รับเชิญจากบรรดาผู้มีบารมีและอิทธิพลทางเศรษฐกิจการเมืองในสังคมไทยให้เข้าไปเรียนหลักสูตรระยะสั้นต่างๆ กับพวกเขาเพื่อ “คอนเนคชั่นอันดีงามของพวกเรา (เขา)” และมีสื่อไทยประเทศเดียวเท่านั้นที่ได้รับเชิญจากองค์กรรัฐและเอกชนกลุ่ม “มีบารมีและอิทธิพล” ให้ไปเที่ยวฟรีต่างประเทศอย่างหรูหราราคาแพงทุกปี หรือปีละหลายๆ ครั้งเพื่อ “ไมตรีอันดีงาม” ระหว่างคนทำสื่อกับแหล่งข่าว หรืออันที่จริงคือแหล่งข่าวคิดว่านี่คือคนทำสื่อที่ “เลี้ยงได้ – สั่งได้”

คนทำสื่อไทยหลายคนในวันนี้ สนใจอะไรบ้างนอกจากผลประโยชน์พึงได้ของตน?

หลายคนอ้างความเป็นคนดีรักชาติ โยนทิ้งประเด็นทางมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชนตามความหมายสากล อีกทั้งยังคอยปกป้องบรรดาผู้มีบารมีและอิทธิพลใน “คอนเนคชั่นอันดีงามของพวกเรา” แล้วเชิดหน้าประกาศถ้อยคำใหญ่โตประเภทสิทธิเสรีภาพสื่อตลอดจนอุดมคติสื่อเพื่อส่วนรวม แม้ไม่เคยมีอะไรเกี่ยวข้องกันเลยกับสิทธิเสรีภาพประชาชนและผลประโยชน์ของประเทศชาติ-ประชาชน

นอกจาก “ประเทศชาติ-ประชาชน” ตามคำอธิบายของรัฐและเครือข่ายผลประโยชน์กันเองที่สื่อท่องจำมาบอกต่อ