สกู๊ปหน้า 1 : ซักฟอกยกสุดท้าย เดิมพันได้-เสีย การเมือง
การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ตามกำหนดไทม์ไลน์ จะยื่นญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แบบลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ในวันที่ 15 มิถุนายนนี้ การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯและรัฐมนตรีในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 4 และเป็นครั้งสุดท้ายของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ก่อนที่รัฐบาลจะครบวาระในเดือนมีนาคม 2566 การอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ พรรคร่วมฝ่ายค้านจึงต้องเน้นหนักทั้ง เป้าหมายตัวบุคคล และข้อมูลที่จะใช้อภิปรายไม่ไว้วางใจ
เป้าหมายหลักของตัวบุคคลที่จะถูกอภิปราย เป้าหลักยังคงเป็น “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ถือเป็นเบอร์หนึ่งของฝ่ายบริหารที่เป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดในการบริหารประเทศ นอกจากนี้ ยังนั่งเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจด้วย ขณะที่เป้าหมายรัฐมนตรีคนอื่นๆ คงไม่พ้นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงหลักๆ ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตและปากท้องของประชาชน ทั้ง กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย
ล้วนอยู่ในข่ายที่จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป้าหมายสูงสุดของพรรคร่วมฝ่ายค้านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งสุดท้าย คือล้ม พล.อ.ประยุทธ์ให้พ้นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีให้ได้ผ่านข้อกล่าวหาทั้งหมด 5 ข้อ อาทิ ความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน การทุจริตในการหาประโยชน์เพื่อตัวเองและพวกพ้อง ทำผิดกฎหมายขัดต่อจริยธรรม และนโยบายที่แถลงไว้ต่อสภา ไม่ได้ทำหรือทำแล้วล้มเหลว
อีกทั้งการเดินเกมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก่อนที่ประชุมรัฐสภาจะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งทั้ง 2 ฉบับ ให้เสร็จสิ้น เพื่อเป็นเกมกดดันไม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ชิงยื่นยุบสภา เพื่อหลีกหนีจากการโหวตของพรรคร่วมฝ่ายค้านและกลุ่มการเมืองทั้งพรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) กลุ่ม 16 ที่ยังเป็นเสียงสะวิงโหวต ที่ไม่รู้ว่าจะออกหัว หรือออกก้อยได้
แม้ขณะนี้เสียงของพรรคร่วมฝ่ายค้าน มีอยู่ 208 เสียง ห่างจากเสียงของพรรคร่วมรัฐบาล 269 เสียง อยู่ที่ 61 เสียง หากโหวตกันแบบไม่แตกแถว เหมือนกับการโหวตรับหลักการช่วงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 วาระแรก ที่มีเสียงรับหลักการ 278 เสียง ไม่รับหลักการ 194 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง
อีกทั้งยังมีเสียงของพรรคร่วมฝ่ายค้านทั้ง พรรคเพื่อไทย (พท.) 7 คน พรรคก้าวไกล (ก.ก.) 4 คน และพรรคประชาชาติ (ปช.) 1 คน โหวตสวนมติพรรคร่วมฝ่ายค้าน มาสนับสนุนฝ่ายรัฐบาล
หากดูเสียงของพรรคร่วมฝ่ายค้าน กับพรรคร่วมรัฐบาล อย่างไรเสียเสียงข้างมากของพรรคร่วมรัฐบาลย่อมเอาตัวรอดได้ หากมีการพูดคุยและเจรจาให้ได้ข้อสรุปก่อนการลงมติ
แต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลายกลุ่มพรรคการเมืองที่อยู่ในกลุ่ม สะวิงโหวต ทั้งพรรคเศรษฐกิจไทย และกลุ่ม 16 ยังคงระบุผ่านจุดยืนว่า จะขอฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทั้งข้อมูลของฝ่ายค้าน กับการชี้แจงของฝ่ายรัฐบาล ก่อนลงมติชี้ขาดว่าจะเป็นไปในทิศทางใด คงจะยึดผลการลงมติเหมือนกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2566 คงไม่ได้
เช่นเดียวกับ “สุทิน คลังแสง” ส.ส. มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ที่ยอมรับว่า จำนวนรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายมีอยู่ประมาณ 5-6 คน อาจจะบวกลบได้นิดหน่อย ประมาณ 1-2 คน ส่วนเรื่องเสียงสนับสนุนไม่ได้คาดหวังมือในสภา เพราะเป็นช่วงปลายเทอมแล้ว ไม่คิดว่าจะต้องพึ่งพาใคร แต่ประชาชนจะเห็นด้วยและเชื่อมั่นในข้อมูลของฝ่ายค้าน
แม้เสียงลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีแต่ละคน โดยเฉพาะเสียงไม่ไว้วางใจของ พล.อ.ประยุทธ์ คงมีไม่เพียงพอที่จะล้มรัฐบาลได้ แต่สัมผัสได้ว่า นี่ไม่ใช่การยอมจำนนหรือยอมแพ้ เพราะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าเสียงรัฐบาลมากกว่าฝ่ายค้าน แม้จะมีเสียงสะวิงจากกลุ่ม 16 และพรรคเศรษฐกิจไทย ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา และรักษาการเลขาธิการพรรค อาจจะเป็นตัวแปรชี้ขาดการอยู่หรือไปของนายกฯ และรัฐมนตรี ที่ถูกอภิปราย
แต่ก็ยังคาดการณ์ ทำนายยาก
ที่เคยฮึ่มฮั่มนั้น อาจเป็นเพียงการต่อรอง เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา
แต่ที่เป็นของจริง คือเสียงของฝ่ายค้านในปัจจุบันขณะนั้น ไม่มากพอเกินกึ่งหนึ่ง ของจำนวน ส.ส.เท่าที่มีอยู่ ซึ่งเป็นเกณฑ์การตัดสิน ตามญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ
นั่นหมายความว่า เปอร์เซ็นต์ที่จะล้มรัฐบาลได้ต่ำมาก
อย่างไรก็ตาม ความที่เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งสุดท้าย เชื่อได้ว่า ฝ่ายค้านคงต้องงัดอาวุธหนักบรรดามีถล่มอย่างแน่นอน
ใส่เต็มที่ชนิดไม่ยั้งมือเนื่องจากยิ่งเปิดแผลรัฐบาลได้มากเท่าไหร่ จะยิ่งส่งผลกระเทือนถึงการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้า

