หมายเหตุ – ความเห็นของนักวิชาการกรณีที่พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล จำนวน 10 คน ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี และรมต.ระดับแกนนำพรรค ซึ่งถือว่ามีผู้ถูกอภิปรายจำนวนมาก น่าสนใจว่าฝ่ายค้านมีเป้าหมายและหวังผลแค่ไหน อย่างไรในการอภิปรายครั้งนี้

ธเนศวร์ เจริญเมือง
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่ (มช.)
การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านอยู่แล้ว เพื่อตรวจสอบการบริหารงานรัฐบาล โดยเฉพาะปัญหาการทุจริตที่นำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจดังกล่าว เนื่องจากการบริหารงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและพรรคร่วมรัฐบาล ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องและความเป็นอยู่ประชาชนดีขึ้นได้ ประกอบกับการจัดสรรงบประมาณรัฐบาล มุ่งเน้นไปยังกระทรวงกลาโหม เพื่อจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์มากเกินความจำเป็น อาทิ เรือดำน้ำเครื่องบิน รถถัง ขณะที่งบพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม กลับลดลง ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ประชาชนไม่มีรายได้เพิ่มแต่ประเทศกลับมีหนี้สิน
เพิ่มขึ้น สุดท้ายประชาชนเป็นผู้แบกรับภาระดังกล่าวในอนาคต
“บุคคลที่ควรถูกอภิปรายมากที่สุดคือ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล รองลงมาเป็น พล.อ.ประวิตร
วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่มีบทบาทสำคัญต่อการบริหารประเทศ เนื่องจากมีรัฐมนตรีใน ครม.หลายคนไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ เพราะการอภิปรายดังกล่าวอาจส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลได้บ้าง ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ที่สำคัญ ต้องชี้ให้เห็นถึงความบกพร่อง และความล้มเหลวของการบริหารรัฐบาลเพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้าด้วย”
ในประเทศตะวันตกมีการขอเปิดอภิปรายรัฐบาลน้อยมาก ส่วนใหญ่ไม่ถึงขั้นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เนื่องจากผู้นำประเทศมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ขณะที่ไทยมักมีปัญหาการเมืองแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ จนนำไปสู่การรัฐประหารยึดอำนาจบ่อยครั้ง ส่งผลให้การพัฒนาประชาธิปไตยไม่ก้าวหน้าและเข้มแข็ง ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ไม่สามารถเป็นที่พึ่งประชาชนได้
ทุกครั้งที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล มักเห็นพรรคการเมืองฉวยโอกาส เพื่อต่อรองอำนาจและผลประโยชน์ โดยเฉพาะพรรคขนาดเล็กที่มี ส.ส. 20-30 คน และ ส.ส.งูเห่า ของฝ่ายค้านที่แปรพรรคสนับสนุนรัฐบาล ที่ลงมติหรือโหวตสวนมติพรรคตัวเอง เพื่อแลกกับผลประโยชน์ ทำให้รัฐมนตรีที่ถูกฝ่ายค้านซักฟอก
ได้รับความไว้วางใจมาตลอด ดังนั้น การอภิปรายไม่ไว้วางใจฝ่ายค้านไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล เชื่อว่าผ่านไปได้ เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านการพิจารณางบประมาณปี 2566 แล้ว
อย่างไรก็ตาม อยากให้กำลังใจฝ่ายค้าน ทำหน้าที่ตนเองให้ดีที่สุด เพราะประชาชนจับตามองและเฝ้าติดตามอยู่ อย่าเล่นละครการเมือง ตบตาหรือหลอกลวงประชาชน เมื่อถึงเวลาเลือกตั้งใหม่อาจถูกประชาชนลงโทษได้ เพื่อสั่งสอนพร้อมให้บทเรียนนักการเมืองที่ไม่เคารพและดูถูกประชาชนด้วย

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา
ฝ่ายค้านคงรู้ว่าการอภิปรายในแง่ที่จะหวังผลให้ชนะรัฐบาลนั้นเป็นไปได้ยาก ดังนั้น การล็อกเป้าหรือไม่ล็อกเป้าก็ไม่มีผล ถ้าล็อกเป้า 4 คน ไม่ว่าอย่างไรมือรัฐบาลก็มากกว่า ในขณะที่ 10 คน มือรัฐบาลก็มากกว่าเช่นกันในแง่ของยุทธศาสตร์การเมือง แต่ข้อดีของการเหวี่ยงแหเช่นนี้ ทำให้ทุกคนมีแผล ฝ่ายค้านรู้ดีว่า รัฐบาลชุดนี้เหลือระยะเวลาไม่ยาวแล้ว และการอภิปรายไม่ว่าอย่างไรก็ล้มรัฐบาลไม่ได้ แต่อย่างน้อยต้องการเหวี่ยงแหให้ทุกคนมีแผล เพื่อที่จะใช้ประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า
ถ้าดูยุทธศาสตร์ ฝ่ายค้านถือว่ากำหนดถูกทาง คือ 3 ป. ซึ่งเป็นส่วนสำคัญมากในการไปต่อรัฐบาลหน้า หากดูจากท่าทีทางการเมืองที่มีการวางยุทธศาสตร์กันไว้ หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง นายจุรินทร์ ลักษณ
วิศิษฏ์ และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะเป็นกลุ่มหนึ่งที่ต้องฝากแผลไว้ รวมทั้งรัฐมนตรีที่ถูกวางเอาไว้ทั้งหมด โดยจะเห็นได้ว่า แกนนำรัฐบาลโดนหมด ไม่ว่าจะเป็น 3 ป. และพรรคร่วม ซึ่งคิดว่าฝ่ายค้านวางตัวถูกแล้ว อย่างที่บอกว่าเป็นการทำเพื่อโจมตีสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะรู้ดีว่าเสียงในสภา อย่างไรก็ล้มรัฐบาลไม่ได้ ไม่มีประโยชน์ถ้าจะล็อกเป้าแค่ 3 ป. ไหนๆ ก็มาถึงขนาดนี้ก็ต้องเอาแกนนำทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่าน่าจะเอาเฉพาะแกนนำหลักๆ ที่จะมีผลต่อการหาเสียงหรือการทำให้คู่แข่งทางการเมืองเห็นว่าคนเหล่านี้ที่จะมาเป็นรัฐบาลต่อมีจุดอ่อนอย่างไรบ้าง ใช้ความชอบธรรมนี้ในการหาเสียงเพื่อจะโยงว่ามันเคยถูกอภิปรายมาแล้วในสภา มีข้อเท็จจริงในสภาอยู่
สำหรับประเด็นซักฟอก ควรเป็นปัญหาเฉพาะหน้า ปัญหาสำคัญๆ เช่น เศรษฐกิจในภาพรวม ปัญหาเรื่องการเมือง ธรรมาภิบาล ข้าวยากหมากแพงและวิธีการแก้ปัญหาของกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงการบริหารจัดการหลังสถานการณ์โควิด ส่วนปัญหาเดิมๆ เหมือนที่เคยถูกอภิปรายก็อภิปรายได้ แต่ต้องต่อยอดมาเป็นสถานการณ์ปัจจุบัน ถ้าจะให้ดีต้องเชื่อมโยงไปถึงทิศทางในอนาคตด้วยเพราะฝ่ายค้านเองจะต้องมองในขั้นต่อไปคือการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น
โดยจะต้องให้การอภิปรายครั้งนี้มีผลในทางได้เปรียบกับตัวเองในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ยอดพล เทพสิทธา
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.นเรศวร
การที่ฝ่ายค้านอภิปรายมากถึง 10 คนเรียกว่าเป็นยุทธศาสตร์ของฝ่ายค้านก็แล้วกัน แต่ละคนที่ลิสต์รายชื่อมาถือว่ามีประเด็นพอสมควร ถ้ามองกันจริงๆ ช่วงนี้ใกล้เลือกตั้งใหม่แล้ว เพราะฉะนั้นการเหวี่ยงแหอาจจะไม่ได้หวังผลในการยุบสภา แต่เป็นการเปิดแผลเพื่อหวังผลในการเลือกตั้งมากกว่า
หากมองจากการบริหารงานนับว่ามีหลายประเด็นมาก คิดว่าในส่วนนี้พรรคฝ่ายค้านเตรียมประเด็นไว้ โดยอาจจะหวังผลได้พอสมควรแล้วในการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่ก็ไม่มีอะไรที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้
แน่นอน อย่างเรื่องของ พ.ร.บ.งบประมาณ จะเห็นงูเห่าที่เตรียมตัวย้ายพรรคกันค่อนข้างเยอะ ซึ่งก็คงย้ายไปพรรคภูิใจไทยของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งก็ยังไม่แน่ใจว่าการอภิปรายเหวี่ยงแหแบบนี้ พอ
เปิดแผลไป เปิดแผลมา สุดท้ายจะกลายเป็นเปิดแผลตัวเองหรือไม่ นี่เป็นสิ่งที่ต้องระวังไว้ในระดับหนึ่ง
สำหรับประเด็นที่ควรพูดถึงคือเรื่องเศรษฐกิจ เพราะมันมีปัญหาเยอะจริงๆ เห็นแล้วว่ารัฐบาล
กำลังจะกู้เงินเพิ่มขึ้นอีก แต่ไม่ได้มีมาตรการอะไรในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมหรือเห็นผลเลย
ฝ่ายค้านควรจับประเด็นตรงนี้ กล่าวคือ เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นจากโควิดที่เริ่มซา ซึ่งไทยก็ควรจะฟื้นตามด้วย แต่ความเป็นจริงกลับสวนทาง
ดังนั้น เรื่องค่าครองชีพควรจะต้องจับเป็นประเด็นที่ให้น้ำหนักมากเป็นพิเศษ เพราะเป็นสิ่งที่กระทบกับประชาชน และเป็นรูปธรรมมากที่สุดในตอนนี้ ยังไม่พูดถึงเรื่องของประเด็นทางการเมืองอื่นๆ

