หน้าแรก การเมือง รองโฆษก ตร.ชี...

รองโฆษก ตร.ชี้ ม็อบก่อความไม่สงบในบ้านเมือง แนะ ‘ไทยมุง’ อย่ามา สืบทราบเอี่ยวเผารถ 8 ราย

13.06.22 | 18:48 น.

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ที่สามเหลี่ยมดินแดง กรุงเทพฯ กลุ่มประชาชนปฏิรูป นัดหมายทำกิจกรรมในเวลา 16.00 น. โดยระบุว่าจะเดินเท้าไปยังกรมทหารราบที่ 1 บ้านพักของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

บรรยากาศเมื่อเวลา 16.10 น. ยังไม่ปรากฏการรวมตัวของผู้ชุมนุม พบเพียงเจ้าหน้าที่จากกองบัญชาการอารักขาและควบคุมฝูงชน (บก.อคฝ.) ตรึงกำลังโดยรอบ ยืนถือโล่ประจำการบนทางเท้าและพื้นที่ใกล้เคียง อาทิ ใต้ทางพิเศษเฉลิมมหานคร ตึกบริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ เป็นต้น

สำหรับการจราจรยังคงคล่องตัว

ต่อมา เมื่อเวลาราว 16.45 น. เกิดอุบัติเหตุจักรยานยนต์เฉี่ยวชนบนถนนดินแดง มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน โดยตำรวจ คฝ.ที่อยู่รอบบริเวณรุดช่วยกันรถที่สัญจรไปมาและปฐมพยาบาลเบื้องต้น กระทั่งเวลา 16.55 น. รถกู้ภัยมาถึงจุดเกิดเหตุ

จากนั้นเมื่อเวลา 17.02 น. เคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บไป รพ.และเปิดการจราจรได้ตามปกติ

Advertisement

กระทั่งเวลา 17.20 น. พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เดินทางลงพื้นที่โดยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า เหตุการณ์เมื่อวานที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเย็นนั้น สื่อที่อยู่ในพื้นที่เฝ้าสังเกตการณ์และรายงานข่าว ก็ได้เห็นแล้วว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการจัดกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยให้กับประชาชนในพื้นที่ รวมถึงอำนวยความสะดวกด้านจราจรให้กับประชาชนที่เดินทาง อีกทั้งได้มีการประกาศเตือนการรวมกลุ่มในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโรค หรือการกระทำที่สุ่มเสี่ยง หรือการกระทำที่ก่อความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ถือว่าเป็นความผิดในกฎหมายหลายบท โดยเฉพาะคืนก่อนหน้านี้ที่มีการเผารถตำรวจ มีการทำลายทรัพย์สินราชการหลายรายการ และที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ (12 มิ.ย.) เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ปฏิบัติการตอบโต้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบแต่อย่างใด เดินหน้ารักษาความสงบเรียบร้อยให้กับประชาชนในพื้นที่และพยายามจำกัดวงความเสียหายให้เกิดขึ้นแคบที่สุด

สำหรับแนวคิดในการปฏิบัติในวันนี้นั้น พ.ต.อ.กฤษณะเผยว่า นำสถานการณ์เป็นตัวตั้ง อยากจะฝากว่าสำหรับกลุ่มคนที่จะออกมาก่อความไม่สงบความเรียบร้อย ตอนนี้ไม่ใช่การออกมาเรียกร้องทางการเมืองแล้ว ออกมายังไม่ได้เรียกร้องอะไร แต่มาถึงก็โยนประทัดยักษ์ พลุ ยิงลูกแก้วลูกหินใส่ตำรวจ ซึ่งตำรวจก็มีเพียงโล่และกระบอง และไม่ตอบโต้อะไร แบบนี้ตนมองว่าไม่ใช่การเรียกร้องทางการเมือง มันเป็นการก่อความไม่สงบในบ้านเมือง โดยในการกระทำลักษณะดังกล่าวนั้นผิดกฎหมายหลายบท อย่างน้อยก็ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การทำให้เสียทรัพย์ หรือว่าการวางเพลิงเผา หรือการมั่วสุมเกิน 10 คนขึ้นไป จนก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง

พ.ต.อ.กฤษณะเผยอีกว่า เหตุที่มีการเผารถตำรวจไปเมื่อสองคืนก่อนหน้านี้ ขณะนี้สืบทราบผู้กระทำความผิดได้แล้ว 8 ราย โดยได้รับรายงานจากทาง สน.ดินแดง ว่า มีผู้กระทำความผิด 3 ราย ได้เข้ามารายงานตัวกับพนักงานสอบสวนแล้ว และได้แจ้งข้อกล่าวหา ได้แก่ ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ มั่วสุมกันเกินกว่า 10 คนขึ้นไป ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็มีหลายข้อหา ปรากฏตามข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน ทั้งนี้ ใน 8 รายดังกล่าวมีบางส่วนเป็นเยาวชน ซึ่งคนที่มารายงานตัว 2 ใน 3 ก็เป็นเยาวชน อยากบอกว่าในคดีที่เกิดขึ้นในพื้นที่ สน.ดินแดง 1 ปีที่ผ่านมา 255 คดี เกินกว่าครึ่งเกี่ยวข้องกับเยาวชน ดังนั้น ชัดเจนว่าเยาวชนของชาติควรใช้เวลาว่างทำอะไร ควรพัฒนาตนเอง เป็นคนดีของพ่อแม่ ประกอบอาชีพสุจริต การเรียกร้องทางการเมืองมีวิธีทางอื่นอยู่แล้ว เช่น ในทางสภา การออกมาก่อเหตุความไม่สงบมันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายและไม่ควร

“ส่วนสิ่งที่อยากฝากไปตรงๆ คือ ท่านกระทำความผิดในครั้งแรก ตำรวจอดทนอดกลั้น ปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย เอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง เราอาจจะไม่สามารถจับกุมพวกท่านได้ในทันที แต่ไม่เกิน 2-3 วัน จะต้องมีคำตอบให้ประชาชน โดยตำรวจไม่ได้ปล่อยให้ถูกรังแกฝ่ายเดียว หรือปล่อยให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับความเดือดร้อน ดังนั้น คนที่จะออกมากระทำความผิดต้องคิดให้ดี เราผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาพอสมควรแล้ว ครั้งนี้คงไม่ใช่ครั้งแรกของกลุ่มคนที่ออกมากระทำความผิด พร้อมฝากถึงกลุ่มคนที่ยุยงทางโซเชียลมีเดีย ให้ข่าวลวง สร้างข้อความ สร้างเฟคนิวส์ที่ก่อให้เกิดความสับสน

ส่วนบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไทยมุง ตนแนะนำให้ อย่ามา ถ้าไม่จำเป็น โดยสามารถรับฟังทางโซเชียลมีเดียก็ได้ เพราะมีสื่อรายงานหลายราย ซึ่งถ้ามาท่านอาจมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำผิดได้ไม่มากก็น้อย แต่ตำรวจจะดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดเท่านั้น ที่มีปรากฏหลักฐานชัดเจน คงไม่ไปปรักปรำผู้ใด” รองโฆษก ตร.กล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ามีความกังวลหรือไม่ว่าการชุมนุมนับจากนี้ไปสถานการณ์จะวนกลับไปเหมือนช่วงปลายปี’64 พ.ต.อ.กฤษณะระบุว่า อย่าใช้คำว่ากังวลเลย กลับมองว่าตำรวจที่ออกมาปฏิบัติหน้าที่ก็คงเหมือนสื่อ ต่างคนต่างมีหน้าที่ในการทำงาน ตำรวจมีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย ถ้าไม่มีเหตุการณ์แบบนี้ก็คงไม่เห็นตำรวจต้องมายืนบนถนนคอยจับในส่วนผู้ที่กระทำความผิดตรงนี้ ตำรวจควรจะมีหน้าที่ในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมมากกว่าการมาคอยจับคนกระทำผิดในตรงนี้ ส่วนตัวไม่วิตกกังวล แต่ไม่ควรเกิดขึ้น ถ้าคิดว่ามีสิทธิตามกฎหมายก็ว่าไป แต่ในส่วนของตำรวจยืนยันว่าเดินหน้ารักษาความสงบเรียบร้อย

รองโฆษก ตร.กล่าวอีกว่า มีแนวคิดที่จะไม่ไปปะทะกับผู้ชุมนุม ยกเว้นกรณีที่เกิดเหตุลุกลามบานปลาย หรือเกิดความเสียหายมากกว่านี้ ก็จำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งหลักคิดไม่เคยใช้คำว่าการสลายการชุมนุม เพราะว่าไม่ได้เป็นการชุมนุม แต่เป็นการก่อเหตุความไม่สงบ โดย 2 ปีที่ผ่านมาไม่ได้มีการใช้ พ.ร.บ.ชุมนุม เนื่องจากตอนนี้เป็นการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การชุมนุมทางการเมืองไม่สามารถทำได้อยู่แล้ว

“ท่านต้องเข้าใจสิทธิขั้นพื้นฐาน ท่านไม่สามารถชุมนุมทางการเมืองได้เลย การออกมาขว้างปาสิ่งของ ระเบิด หรือการตรวจยึดอุปกรณ์จากจุดสกัดมันคืออะไร หลายรายยอมรับด้วยซ้ำว่าเตรียมสิ่งของเหล่านี้มาเพื่อโยนใส่บ้านท่านนายกฯบ้างล่ะ เพื่อมาก่อเหตุความเดือดร้อนกับประชาชน ถ้าเราไม่ร่วมมือกันไม่ขับเคลื่อนไปข้างหน้า ประเทศคงลำบาก”

ผู้สื่อข่าวสอบถามกรณีที่เมื่อวานนี้ทางตำรวจได้จับกุมสื่อเพจเฟซบุ๊ก “กะเทยแม่ลูกอ่อน” ไปหรือไม่ รองโฆษก ตร.กล่าวว่า ต้องไปตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน เบื้องต้นเป็นสิทธิของสื่อและยูทูบเบอร์รายงานสถานการณ์ที่เกิดเหตุ แต่อยากฝากว่าต้องรายงานข้อเท็จจริง ไม่ใช่ว่าบางรายรายงานข้อมูลเท็จออกไป เป็นการสร้างข่าวปลอมหรือเฟคนิวส์ ทางเจ้าหน้าที่ต้องบังคับใช้กฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง

“ถ้าท่านไม่ได้รายงานข้อเท็จจริง ท่านรายงานแต่เรื่องเท็จก็คงมีปัญหา แต่ถ้ารายงานตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ท่านทำหน้าที่ได้ถูกต้องแล้ว ขอขอบคุณ แต่ก็อาจจะมีบางคนที่มีแนวคิดสร้างข่าวลวง สร้างข่าวเท็จ สร้างความสับสน ยุยงปลุกปั่นในโซเชียลมีเดียเท่านั้นเอง”

ผู้สื่อข่าวสอบถามกรณีที่ผู้ไลฟ์สดด่าเจ้าหน้าที่ไปด้วย มีบทลงโทษอย่างไรบ้าง รองโฆษก ตร.กล่าวว่า ต้องไปดูถ้อยคำเนื้อความว่าเป็นการกระทำความผิดอะไรบ้าง เช่นเป็นการดูหมิ่นซึ่งหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือเป็นการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ก็มีการไล่ดำเนินคดีอยู่แล้ว

“ปกติถ้าคนมายืนด่าไม่มีการไลฟ์สดแล้วเป็นเรื่องไม่จริงท่านจะยอมมั้ย เจ้าหน้าที่เขามาทำอะไร เขาคงไม่ได้ต่อล้อต่อเถียง เขามาปฏิบัติหน้าที่ ทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบ”

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานสื่อที่อยู่ที่นี่ ตำรวจอยู่ฝั่งนี้หนึ่งส่วน อยู่อีกฝั่งถนนหนึ่งส่วน ทำไมผู้ที่ก่อเหตุเลือกที่จะโยนระเบิด ขว้างปาสิ่งของไปที่เจ้าหน้าที่อย่างเดียว มันคือการยั่วยุก่อเหตุความไม่สงบ หรือเป็นการชุมนุมโดยอ้างว่าปราศจากอาวุธ มีหลายฝ่ายอ้างว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่เกินกว่าเหตุ

“ต้องย้อนกลับไปดู ถ้าดูหนังต้องดูตั้งแต่ต้น อย่าไปเปิดดูกลางเรื่องแล้วมาสรุปว่าสุดท้ายเปิดมาดูอีกทีตำรวจกำลังใช้น้ำฉีด แล้วมาบอกว่าตำรวจใช้กำลังเกินไป ผมว่าคงไม่ใช่”

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีที่เมื่อวานนายเค ร้อยล้าน จะเข้าข่ายก่อเหตุวุ่นวายหรือไม่ รองโฆษก ตร.กล่าวว่า ต้องไปดูข้อเท็จจริง เห็นว่ามาปรากฏในพื้นที่ มีความพยายามแยกเป็นสองกลุ่ม ต้องไปตรวจสอบ ไม่ทราบด้วยว่าที่มามีเจตนารมณ์อะไร แต่ก็ไม่ได้มาป่วนการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ เราพยายามแยกเพื่อไม่ให้เกิดน้ำผึ้งหยดเดียว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามทิ้งท้ายว่ากรณีผู้กระทำผิดได้รับการประกันตัว แต่มาก่อเหตุซ้ำ จะเรียกผู้ปกครองมาพูดคุยหรือไม่ พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวว่า เป็นหลักปฏิบัติอยู่แล้วในการปล่อยตัวชั่วคราว ไม่ว่าจะในชั้นตำรวจ ชั้นอัยการ หรือชั้นศาล เป็นหลักปฏิบัติอยู่แล้วว่ามีเงื่อนไขกำหนดเอาไว้ว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง ทำอะไรไม่ได้บ้าง ถ้าพนักงานสอบสวน ได้พิจารณาแล้วว่าเป็นการกระทำที่ผิดเงื่อนไข ก็ต้องขอเพิกถอนการประกัน เป็นเรื่องปกติ และเป็นเหตุให้ดำเนินคดีและเพิ่มโทษได้ด้วย เพราะได้ออกมาแล้วกระทำความผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก